ความพยายามดันทุรังของ “นายกฯ อิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร หลังคลิปหลุดระหว่างสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา และพ่อนายกฯ กัมพูชา
โดยไม่ยอมลาออก หรือยุบสภาฯ เพื่อแสดงความรับผิดชอบ หลังสังคมรุมประณามว่า เป็นนายกฯ ไทยหัวใจเขมร มุ่งรักษาผลประโยชน์ทางการเมืองของตัวเองมากกว่าปกป้องผลประโยชน์ เกียรติภูมิ ศักดิ์ศรีของชาติ ประชาชนและกองทัพ
การไม่แยแส และย่ำยีต่อความรู้สึกของประชาชน ย่อมไม่เป็นผลดีต่อประเทศอย่างแน่นอน เพราะเท่ากับว่า เป็นการยอมรับให้รัฐบาลเพื่อไทย ที่มีระบอบทักษิณชักใยกำกับ และนายกฯ ไร้ความสามารถ มีอำนาจสร้างความเสียหาย และความแตกแยกให้ประเทศต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
หลัง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) รีบชิงจังหวะ กระโดดไปเป็นฝ่ายค้านร่วมมือกับประชาชน และทหารในการปกป้องอธิปไตยชาติ ไม่ยอมเป็นทาสเขมร เปลี่ยนจากแผนเดิมที่จะลาออก หลังถูกปรับ ครม. และ “ทักษิณ-พ่อนายกฯ” สั่งยึดกระทรวงมหาดไทย
ยังเป็นการกดดันให้พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เดินตามแนวทางนี้ หรือสุดท้ายจำยอมรักษาเก้าอี้ของตัวเอง แถมไปผสมโรงแย่งชามข้าว 8 ตำแหน่ง และรองประธานสภาฯ คนที่ 2 อีกตำแหน่งด้วย
โดยเฉพาะพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่มี สส.กลุ่ม 18 เสียง นำโดย “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” หัวหน้าพรรค “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” เลขาธิการพรรค “วิทยา แก้วภราดัย” รองหัวหน้าพรรคและอดีต กปปส.ที่เคยขับไล่รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เป็นผลสำเร็จมาแล้ว จะตัดสินใจอย่างไร หลังก่อนหน้า พรรค รทสช.ได้โพสต์ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. “ขอยืนยันจุดยืนในการธำรงและพิทักษ์อำนาจอธิปไตย เกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด”
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จำนวน 25 เสียง แม้กลุ่มของ “นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน” หัวหน้าพรรคและ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะไม่อยากออกจากรัฐบาล เพราะไม่พึ่งกระแส
แต่ต้องไม่ลืมว่า ยังมี 4 สส. นำโดย “ชวน หลีกภัย” อดีตนายกฯ ที่เชื่อว่า จะไม่ยอมเป็นนั่งร้านให้ “ตระกูลชินวัตร” และ “ฮุน เซน” ด้วยการประกาศถอนตัวออกมาหรือไม่
เช่นเดียวกับพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) หลัง น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาพรรค ออกมาดักคอว่า ชทพ.มีศักดิ์ศรี รักบ้านเกิดเมืองนอน และเชื่อว่า “วราวุธ ศิลปอาชา” รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะหัวหน้าพรรค ชทพ. จะไม่หนุนการกระทำที่ไม่ดีต่อบ้านเกิดเมืองนอนอย่างแน่นอน
ซึ่งหากพรรคร่วมรัฐบาลห่วงแต่อำนาจมากกว่าอธิปไตยชาติ เลือกเดินเกาะเอวของพรรคเพื่อไทย (พท.) อย่างที่ “ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม” ในฐานะแกนนำพรรค พท. ยืนยันว่า ไม่มีพรรคร่วมรัฐบาลปล่อยมือ โดยจากนี้จะเดินหน้าคุยโควตาแบ่งเค้กเก้าอี้รัฐมนตรี และมั่นใจว่าจะอยู่ครบวาระถึงปี 2570 ถ้าหากตัดสินใจเช่นนั้น เชื่อว่าสุดท้ายจะจบไม่สวย แถมส่อเค้าสูญพันธุ์ทางการเมืองแน่นอน
หลังเติมเชื้อจุดระเบิดให้ผู้ชุมนุมต่างๆ ทั่วสารทิศ นำโดยเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ประกาศนัดชุมนุมใหญ่ที่ทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 21-24 มิ.ย. เพื่อแสดงพลังให้ลาออกทั้งคณะรัฐมนตรี
เช่นเดียวกับกระบวนการ นิติสงคราม จะสำแดงเดชเต็มกำลัง ล่าสุด “พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา” ประธาน กมธ.ทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ได้ยื่นถอดถอนนายกฯ ต่อศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. เพราะพบว่าไม่ซื่อสัตย์สุจริต และไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง
ขณะเดียวกัน เสียงปริ่มน้ำของรัฐบาลจำนวน 261 เสียง จะต้องเผชิญอีกหลายกับระเบิด เมื่อสภาฯ เปิด ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.นี้เป็นต้นไป ทั้งเกมในสภาฯ ล่าง และสภาฯ สูงสายสีน้ำเงิน 1.กฎหมายกาสิโน 2.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 69 3.การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อยื่นไปแล้ว นายกฯ ไม่สามารถชิงยุบสภาฯ ได้
นอกจากนี้ยังมีองค์กรอิสระ และรัฐราชการ เริ่มออกมาส่งสัญญาณไม่เอาพรรคเพื่อไทยแล้ว เมื่อ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทำหนังสือเตือนกระทรวงมหาดไทย ในโครงการงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท เกรงซ้ำรอยโครงการรับจำนำข้าว, สำนักงบประมาณ แจ้ง อปท.ทั่วประเทศ ริบงบภัยแล้ง 5.1 หมื่นล้านบาท หลังมีข้อกล่าวหาว่ามีการจัดสรรงบให้คนพรรคเพื่อไทย คนละ 50 ล้านบาท
ทั้ง 2 กรณีเป็นเงินงบประมาณปี 68 ที่มีคนร้อง ป.ป.ช. โดยอาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ซึ่งเป็นโทษที่หนักและถูกกำหนดให้พิจารณารวดเร็ว หลังมีการแปลงยอดชำระเงินกู้มาเป็นงบกลางเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเดิมใช้ในโครงการแจกเงินหมื่น ต่อมาแปลงจัดสรรให้โครงการต่างๆ โดยให้ อปท.ทั่วประเทศ
ขบวนการเหล่านี้กำลังเกิดขึ้น เพื่อไล่เช็กบิลรัฐบาลแพทองธาร หลังเปลือยธาตุแท้ว่ามุ่งรักษาผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตัว มากกว่าอธิปไตยของประเทศ!.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
"กกต."จำเลยใหญ่สังคม เสี่ยงพา"การเมืองวิกฤต"
ผ่านไปเพียง 3 วันหลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งควรจะเป็นวันแห่งชัยชนะของระบอบประชาธิปไตยและการเริ่มต้นใหม่ของประเทศไทย ทว่าภาพที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกกลับเต็มไปด้วย "เครื่องหมายคำถาม" ตัวโตๆ ที่พุ่งตรงไปยังศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
เท้ง-ไหม-โรมและพวก กับโอกาสรอดที่ศาลฎีกา?
จากมติของที่ประชุมใหญ่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
แลนด์สไลด์ส่ง ‘ค่ายน้ำเงิน’ ‘ผู้กำหนดเกม’ ตั้งรัฐบาล!
กว่า 190 ที่นั่งของ ‘ค่ายสีน้ำเงิน-พรรคภูมิใจไทย’ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ฐานกำลังหลักคือ จำนวน สส.แบ่งแบ่งเขต ที่กวาดไปได้ถึงกว่า 170 ที่นั่ง
ดีลตั้งรัฐบาลขยับ ปิดงานสัปดาห์นี้ เปิดสภาฯนัดแรกไม่เกิน 13 มี.ค.
หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากนี้ มีการประเมินทางการเมืองว่า การเปิดประชุมสภาฯนัดแรก เพื่อเลือก”ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ-ประธานสภาผู้แทนราษฎร”จะเกิดขึ้น ภายในไม่เกินกลางเดือนมีนาคมนี้ โดยมีการคาดกันว่า อาจจะเกิดขึ้นช่วงไม่เกิน 13 มีนาคม หรืออาจเร็วกว่านั้น
โจทย์หินนายกฯคนที่33รัฐบาลปีม้าไฟ
ภายหลังการปิดหีบเลือกตั้งช่วงค่ำวันที่ 8 ก.พ.นี้ ก็จะได้เห็นโฉมหน้ารัฐบาลชุดใหม่ และนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศไทย รวมทั้งได้ข้อสรุปว่าจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
กระแสมาร์ค แรง-ปชป.พุ่ง กับบทบาทพรรคตัวแปร
เป็นกระแสที่มาแรงจริงๆ สำหรับการกลับมาของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเฉพาะการลงพื้นที่ไปหาเสียงที่ภาคใต้ และในกรุงเทพมหานคร ที่มีกระแสตอบรับสูง

