รฟท.ฟ้องยึดคืนที่เขากระโดง คดีจบใน3ปี-สู้ปมใช้เอกสารเท็จ!

การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ที่เสร็จสิ้นไปเมื่อ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา จะพบว่า ประเด็นที่ฝ่ายค้านอภิปรายอย่างหนักหน่วงในช่วง 2 วันของการประชุม เพื่อทิ่มแทงไปที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย รวมถึงพรรคภูมิใจไทย พรรคแกนนำรัฐบาล และตระกูลชิดชอบ ที่มี ไชยชนก ชิดชอบ ลูกชายเนวิน เป็น รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ พบว่าเป็นไปตามความคาดหมาย คือเน้นเปิดแผล-ไล่ถล่มใน 2 เรื่องคือ

 “เขากระโดง บุรีรัมย์ และคดีฮั้ว สว.”

ที่จะพบว่า สส.ฝ่ายค้าน ทั้งเพื่อไทย-ประชาชน-พรรคประชาชาติ รวมถึง สว.บางส่วน อภิปรายทิ่มแทงอนุทิน-ภูมิใจไทย หนักหน่วงไม่มียั้ง แต่รัฐมนตรีสายภูมิใจไทยไล่มาตั้งแต่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย พยายามแสดงท่าทีแบบรัดกุมในการชี้แจงเรื่องนี้ โดยเน้นไปที่การย้ำว่ารัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงเรื่องเขากระโดงและคดีฮั้ว สว.ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามกฎหมาย

และตอนนี้เริ่มมีการขยับให้เห็นแล้วถึงการพยายามหาข้อยุติเรื่องเขากระโดง โดยเฉพาะจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรง การรถไฟแห่งประเทศไทย-รฟท. ที่อ้างสิทธิว่าที่ดินเขากระโดงทั้งหมด โดยเฉพาะที่ยังมีปัญหาข้อพิพาทกันอยู่ประมาณ 5,083 ไร่ ที่มีราษฎร-กลุ่มประชาชนครอบครองอยู่ประมาณ 995 ราย ที่ดินทั้งหมดเป็นที่ดินของ รฟท.

พบว่า วีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ไฟเขียวให้ รฟท.ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม เพื่อให้ตัดสินว่าที่ดินเขากระโดงทั้งหมดเป็นของ รฟท. ประชาชนหรือกลุ่มบุคคลที่เคยอ้างสิทธิในการครอบครองที่ดินเขากระโดงต้องออกจากพื้นที่-ถูกเพิกถอนเอกสารสิทธิที่อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดิน

โดยผู้ว่าฯ รฟท.ลงนามในหนังสือของ รฟท. เมื่อ 29 กันยายน 2568 เพื่อให้สำนักงานอาณาบาล ที่รับผิดชอบงานด้านกฎหมาย-การฟ้องคดีของ รฟท.ทำการฟ้องคดีเขากระโดง โดยหนังสือดังกล่าวมีสาระสำคัญสรุปความว่า หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีมติว่า การออกโฉนดในที่ดินของ รฟท.บริเวณแยกเขากระโดง ซึ่งเป็นที่สงวนห้ามมิให้ออกโฉนด เป็นการออกโฉนดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงให้ฟ้องเพิกถอนหรือฟ้องขับไล่ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินเลขที่ 3466 และเลขที่ 8564 บริเวณแยกเขากระโดง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ต่อมาสำนักงานรัฐมนตรีมีหนังสือสั่งการให้ รฟท.ดำเนินการตามกฎหมาย และ รฟท.มีหนังสือถึงสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อขอให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดีต่อศาล เพื่อให้มีคำพิพากษาเพิกถอนเอกสารแสดงสิทธิในที่ดินที่ออกทับซ้อนที่ดินของการรถไฟฯ ขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากผู้ถือเอกสารสิทธิ แต่สำนักงานอัยการสูงสุดยังไม่แจ้งกลับมา

 “เพื่อเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลปกครองสูงสุด สำนักงานอาณาบาล จึงขออนุมัติฟ้องเพิกถอน หรือฟ้องขับไล่ ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินเลขที่ 3466 และเลขที่ 8564 บริเวณแยกเขากระโดง ตำบนอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ดินบริเวณแยกเขากระโดงนั้นเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ ที่พยายามเรียกคืนมาโดยตลอด จึงจำเป็นต้องยื่นฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนเอกสารแสดงสิทธิในที่ดินที่ออกทับซ้อนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย” หนังสือผู้ว่าฯ รฟท.ระบุ

 การที่ รฟท.จะดำเนินการยื่นฟ้องคดีเขากระโดงต่อศาลยุติธรรมดังกล่าว มีการมองว่าเป็นทางออก-การจบปัญหาเขากระโดง ที่หลายฝ่ายมองว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดทางหนึ่ง เพื่อหาข้อยุติเสียทีหลังเรื่องนี้เป็นประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย และกลายเป็นประเด็นการเมืองมาหลายปี

ในเชิงการเมือง มีการมองว่า อนุทิน-พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย และเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ต้องการให้ออกมาแนวนี้ เพราะเป็นการทำให้เรื่องนี้เข้าสู่ศาลยุติธรรม ที่ต้องสู้คดีกันถึง 3 ศาล หลัง รฟท.ฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ คือศาลชั้นต้น-อุทธรณ์และฎีกา หากคู่กรณีต้องการสู้คดีจนถึงที่สุด โดยเมื่อฟ้องคดีไปที่ศาล ทำให้ ฝ่ายอนุทิน-ภูมิใจไทย จะได้กันตัวเองออกมาจากปมเรื่องเขากระโดง โดยบอกว่ามีการฟ้องคดีกันที่ศาลยุติธรรมแล้ว ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ปล่อยให้เป็นการสู้คดีกันไประหว่าง รฟท.กับประชาชน-กลุ่มบุคคลที่มีเอกสารสิทธิที่เขากระโดง

ซึ่งขณะนี้ฝ่าย ตระกูลชิดชอบ-ประชาชนและกลุ่มบุคคลที่มีเอกสารสิทธิที่ดินเขากระโดงที่ยืนยันว่าได้มาโดยถูกต้อง มีการตั้ง ทีมทนายความ ไว้รับมือแล้ว โดยมี 2 พ่อลูกที่เป็นทนายความตระกูลชิดชอบมาตลอดหลายปี เป็นทนายความหลักในการเตรียมสู้คดีเขากระโดง นั่นก็คือ ชนินทร์ แก่นหิรัญ และตฤณ แก่นหิรัญ             

ตามข่าวก็คือ ฝ่ายทนายความเขากระโดง มีการเตรียมประเด็นสู้คดีกับ รฟท.ไว้หลายจุดแล้ว เช่น คำพิพากษาของศาลยุติธรรมก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะของศาลฎีกาฯ ที่เคยตัดสินเรื่องเขากระโดง เป็นคำพิพากษาที่มีผลเฉพาะกับคู่ความที่เคยมีคดีขึ้นสู่ศาล ที่ไม่มีผลผูกพันกับประชาชนที่ถือครองที่ดินเขากระโดงอีก 995 แปลง อันเป็นหลักตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 การสู้คดีว่า ก่อนหน้านี้ที่เคยมีการฟ้องร้องคดีเขากระโดงกันในชั้นศาล ทางทีมทนายความมีข้อมูลพยานหลักฐานบ่งชี้บางอย่างว่า รฟท.ทำเสนอข้อมูลเอกสารไม่ครบถ้วน และมีการทำหลักฐานที่เชื่อว่าอาจจะเป็นหลักฐานเท็จ เช่น เรื่องของแผนที่ ซึ่งทำมาตราส่วนหรือปลอมแปลงตัวเลขในแผนที่ ที่ผิดไปจากหลักสารสนเทศภูมิศาสตร์ที่เป็นหลักการเขียนแผนที่ตามหลักมาตรฐานสากล รวมถึงการสู้คดีในปมว่าเอกสารแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาฯ กำหนดเขต ที่ทีมทนายความบอกว่าแผนที่แนบท้าย ซึ่ง รฟท.อ้างมาตลอด จริงๆ แล้วเป็นแบบสำรวจ ไม่ใช่แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาฯ ที่ออกมา 2 ฉบับ ฉบับแรกออกตอนปี พ.ศ.2462 และฉบับที่ 2 ออกในปี พ.ศ.2464 เป็นต้น

 “หาก รฟท.ฟ้องประชาชน ก็อยากดูน้ำหน้าเขาว่าจะเอาแผนที่ไหนมาฟ้องประชาชน โดยหากนำแผนที่ซึ่งมีการแปลงมาตราส่วนจาก 100 เป็น 1,000 มาใช้เมื่อใด จะฟ้องข้อหาใช้เอกสารปลอมและเบิกความเท็จ เพราะคำพิพากษาศาลที่เขาพยายามกล่าวอ้าง เป็นคำพิพากษาที่ออกมาโดยมีข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อน อันเกิดขึ้นจากการเบิกความเท็จของการรถไฟฯ” ตฤณ ทนายความคดีเขากระโดงระบุ

ส่วน ชนินทร์ ย้ำว่า “ทำไมคนไม่แปลกใจกันบ้างหรือว่าทำไม รฟท.ถึงไปยื่นร้องให้ศาลปกครองมีคำสั่งให้กรมที่ดินเพิกถอน เพราะเขามีหลักฐานชิ้นเดียวคือคำพิพากษาที่เขาให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ มีแค่เรื่องนี้ ไม่มีอะไรอย่างอื่นทั้งสิ้น ที่คอยอ้างเรื่องมีเอกสารแนบท้ายพระราชกฤษฎีกาฯ หากเรื่องไปอยู่ที่ศาล ทางศาลจะได้เห็นความจริงเสียทีว่าไม่ใช่เอกสารแนบท้าย แต่เป็นเอกสารแบบสำรวจที่จัดทำขึ้นโดยเจตนาทุจริต ซึ่งหาก รฟท.ฟ้องคดีในปี 2569 ก็คาดว่าคดีจะจบภายใน 3 ปี”

ปมเขากระโดงจะจบแบบไหน-จบอย่างไร แม้ดูแล้วอาจยังเป็นมหากาพย์ที่ยืดเยื้ออีกหลายปี แต่ต้องรอติดตามกันจนถึงฉากสุดท้าย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'วิกฤตน้ำมัน'ผลพวงลากยาว หยิกเล็บเจ็บเนื้อ'ครม.หนู2'

อารมณ์คนในช่วงวิกฤตราคาน้ำมัน ค่าครองชีพพุ่งสูง เดือดยิ่งกว่าอุณหภูมิช่วงหน้าร้อนหลายเท่าตัว แม้กระทั่งภาพจำในช่วงรัฐบาลรักชาติยึดคืนอธิปไตยกลับคืนมลายหายไปสิ้น แปรเปลี่ยนเป็นเสียงบ่น ก่นด่าแทน

ปล่อย“ไอ้โม่ง”ลอยนวล รัฐบาล“อนุทิน”เสี่ยงพัง!

เหตุการณ์ “ลักหลับประชาชน” คืนวันที่ 25 มีนาคม ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 26 มีนาคม กลายเป็นแรงกระแทกทางการเมืองครั้งใหญ่ หลังรัฐบาลตัดสินใจปล่อยลอยตัวดีเซล ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันทีถึง 6 บาทต่อลิตร สร้างภาระค่าครองชีพที่ถาโถมใส่ประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

'ครม.หนู 2' เปลี่ยน 'ซือแป๋' สเปก-จังหวะ-ภารกิจ ลงล็อก 'ปกรณ์'

‘ดร.ปื๊ด’ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ไม่ได้ไปต่อใน ‘ครม.อนุทิน 2’ ส่วนคนมาแทนที่คือ ‘เลขาฯ เล็ก’ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา หนึ่งในนักกฎหมายเครือข่าย ‘เนติบริกร’ เครือเดียวกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี รวมถึงนายบวรศักดิ์เอง

ครม.อนุทิน2ใกล้คลอด รอรับศึกหนักแถลงนโยบาย

คาดหมายกันทางการเมืองว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อาจนำรายชื่อคณะรัฐมนตรี รัฐบาลอนุทิน 2 ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายในไม่เกินสุดสัปดาห์นี้