การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ที่เสร็จสิ้นไปเมื่อ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา จะพบว่า ประเด็นที่ฝ่ายค้านอภิปรายอย่างหนักหน่วงในช่วง 2 วันของการประชุม เพื่อทิ่มแทงไปที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย รวมถึงพรรคภูมิใจไทย พรรคแกนนำรัฐบาล และตระกูลชิดชอบ ที่มี ไชยชนก ชิดชอบ ลูกชายเนวิน เป็น รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ พบว่าเป็นไปตามความคาดหมาย คือเน้นเปิดแผล-ไล่ถล่มใน 2 เรื่องคือ
“เขากระโดง บุรีรัมย์ และคดีฮั้ว สว.”
ที่จะพบว่า สส.ฝ่ายค้าน ทั้งเพื่อไทย-ประชาชน-พรรคประชาชาติ รวมถึง สว.บางส่วน อภิปรายทิ่มแทงอนุทิน-ภูมิใจไทย หนักหน่วงไม่มียั้ง แต่รัฐมนตรีสายภูมิใจไทยไล่มาตั้งแต่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย พยายามแสดงท่าทีแบบรัดกุมในการชี้แจงเรื่องนี้ โดยเน้นไปที่การย้ำว่ารัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงเรื่องเขากระโดงและคดีฮั้ว สว.ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามกฎหมาย
และตอนนี้เริ่มมีการขยับให้เห็นแล้วถึงการพยายามหาข้อยุติเรื่องเขากระโดง โดยเฉพาะจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรง การรถไฟแห่งประเทศไทย-รฟท. ที่อ้างสิทธิว่าที่ดินเขากระโดงทั้งหมด โดยเฉพาะที่ยังมีปัญหาข้อพิพาทกันอยู่ประมาณ 5,083 ไร่ ที่มีราษฎร-กลุ่มประชาชนครอบครองอยู่ประมาณ 995 ราย ที่ดินทั้งหมดเป็นที่ดินของ รฟท.
พบว่า วีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ไฟเขียวให้ รฟท.ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม เพื่อให้ตัดสินว่าที่ดินเขากระโดงทั้งหมดเป็นของ รฟท. ประชาชนหรือกลุ่มบุคคลที่เคยอ้างสิทธิในการครอบครองที่ดินเขากระโดงต้องออกจากพื้นที่-ถูกเพิกถอนเอกสารสิทธิที่อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดิน
โดยผู้ว่าฯ รฟท.ลงนามในหนังสือของ รฟท. เมื่อ 29 กันยายน 2568 เพื่อให้สำนักงานอาณาบาล ที่รับผิดชอบงานด้านกฎหมาย-การฟ้องคดีของ รฟท.ทำการฟ้องคดีเขากระโดง โดยหนังสือดังกล่าวมีสาระสำคัญสรุปความว่า หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีมติว่า การออกโฉนดในที่ดินของ รฟท.บริเวณแยกเขากระโดง ซึ่งเป็นที่สงวนห้ามมิให้ออกโฉนด เป็นการออกโฉนดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงให้ฟ้องเพิกถอนหรือฟ้องขับไล่ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินเลขที่ 3466 และเลขที่ 8564 บริเวณแยกเขากระโดง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ต่อมาสำนักงานรัฐมนตรีมีหนังสือสั่งการให้ รฟท.ดำเนินการตามกฎหมาย และ รฟท.มีหนังสือถึงสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อขอให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดีต่อศาล เพื่อให้มีคำพิพากษาเพิกถอนเอกสารแสดงสิทธิในที่ดินที่ออกทับซ้อนที่ดินของการรถไฟฯ ขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากผู้ถือเอกสารสิทธิ แต่สำนักงานอัยการสูงสุดยังไม่แจ้งกลับมา
“เพื่อเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลปกครองสูงสุด สำนักงานอาณาบาล จึงขออนุมัติฟ้องเพิกถอน หรือฟ้องขับไล่ ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินเลขที่ 3466 และเลขที่ 8564 บริเวณแยกเขากระโดง ตำบนอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ดินบริเวณแยกเขากระโดงนั้นเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ ที่พยายามเรียกคืนมาโดยตลอด จึงจำเป็นต้องยื่นฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนเอกสารแสดงสิทธิในที่ดินที่ออกทับซ้อนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย” หนังสือผู้ว่าฯ รฟท.ระบุ
การที่ รฟท.จะดำเนินการยื่นฟ้องคดีเขากระโดงต่อศาลยุติธรรมดังกล่าว มีการมองว่าเป็นทางออก-การจบปัญหาเขากระโดง ที่หลายฝ่ายมองว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดทางหนึ่ง เพื่อหาข้อยุติเสียทีหลังเรื่องนี้เป็นประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย และกลายเป็นประเด็นการเมืองมาหลายปี
ในเชิงการเมือง มีการมองว่า อนุทิน-พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย และเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ต้องการให้ออกมาแนวนี้ เพราะเป็นการทำให้เรื่องนี้เข้าสู่ศาลยุติธรรม ที่ต้องสู้คดีกันถึง 3 ศาล หลัง รฟท.ฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ คือศาลชั้นต้น-อุทธรณ์และฎีกา หากคู่กรณีต้องการสู้คดีจนถึงที่สุด โดยเมื่อฟ้องคดีไปที่ศาล ทำให้ ฝ่ายอนุทิน-ภูมิใจไทย จะได้กันตัวเองออกมาจากปมเรื่องเขากระโดง โดยบอกว่ามีการฟ้องคดีกันที่ศาลยุติธรรมแล้ว ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ปล่อยให้เป็นการสู้คดีกันไประหว่าง รฟท.กับประชาชน-กลุ่มบุคคลที่มีเอกสารสิทธิที่เขากระโดง
ซึ่งขณะนี้ฝ่าย ตระกูลชิดชอบ-ประชาชนและกลุ่มบุคคลที่มีเอกสารสิทธิที่ดินเขากระโดงที่ยืนยันว่าได้มาโดยถูกต้อง มีการตั้ง ทีมทนายความ ไว้รับมือแล้ว โดยมี 2 พ่อลูกที่เป็นทนายความตระกูลชิดชอบมาตลอดหลายปี เป็นทนายความหลักในการเตรียมสู้คดีเขากระโดง นั่นก็คือ ชนินทร์ แก่นหิรัญ และตฤณ แก่นหิรัญ
ตามข่าวก็คือ ฝ่ายทนายความเขากระโดง มีการเตรียมประเด็นสู้คดีกับ รฟท.ไว้หลายจุดแล้ว เช่น คำพิพากษาของศาลยุติธรรมก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะของศาลฎีกาฯ ที่เคยตัดสินเรื่องเขากระโดง เป็นคำพิพากษาที่มีผลเฉพาะกับคู่ความที่เคยมีคดีขึ้นสู่ศาล ที่ไม่มีผลผูกพันกับประชาชนที่ถือครองที่ดินเขากระโดงอีก 995 แปลง อันเป็นหลักตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 การสู้คดีว่า ก่อนหน้านี้ที่เคยมีการฟ้องร้องคดีเขากระโดงกันในชั้นศาล ทางทีมทนายความมีข้อมูลพยานหลักฐานบ่งชี้บางอย่างว่า รฟท.ทำเสนอข้อมูลเอกสารไม่ครบถ้วน และมีการทำหลักฐานที่เชื่อว่าอาจจะเป็นหลักฐานเท็จ เช่น เรื่องของแผนที่ ซึ่งทำมาตราส่วนหรือปลอมแปลงตัวเลขในแผนที่ ที่ผิดไปจากหลักสารสนเทศภูมิศาสตร์ที่เป็นหลักการเขียนแผนที่ตามหลักมาตรฐานสากล รวมถึงการสู้คดีในปมว่าเอกสารแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาฯ กำหนดเขต ที่ทีมทนายความบอกว่าแผนที่แนบท้าย ซึ่ง รฟท.อ้างมาตลอด จริงๆ แล้วเป็นแบบสำรวจ ไม่ใช่แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาฯ ที่ออกมา 2 ฉบับ ฉบับแรกออกตอนปี พ.ศ.2462 และฉบับที่ 2 ออกในปี พ.ศ.2464 เป็นต้น
“หาก รฟท.ฟ้องประชาชน ก็อยากดูน้ำหน้าเขาว่าจะเอาแผนที่ไหนมาฟ้องประชาชน โดยหากนำแผนที่ซึ่งมีการแปลงมาตราส่วนจาก 100 เป็น 1,000 มาใช้เมื่อใด จะฟ้องข้อหาใช้เอกสารปลอมและเบิกความเท็จ เพราะคำพิพากษาศาลที่เขาพยายามกล่าวอ้าง เป็นคำพิพากษาที่ออกมาโดยมีข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อน อันเกิดขึ้นจากการเบิกความเท็จของการรถไฟฯ” ตฤณ ทนายความคดีเขากระโดงระบุ
ส่วน ชนินทร์ ย้ำว่า “ทำไมคนไม่แปลกใจกันบ้างหรือว่าทำไม รฟท.ถึงไปยื่นร้องให้ศาลปกครองมีคำสั่งให้กรมที่ดินเพิกถอน เพราะเขามีหลักฐานชิ้นเดียวคือคำพิพากษาที่เขาให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ มีแค่เรื่องนี้ ไม่มีอะไรอย่างอื่นทั้งสิ้น ที่คอยอ้างเรื่องมีเอกสารแนบท้ายพระราชกฤษฎีกาฯ หากเรื่องไปอยู่ที่ศาล ทางศาลจะได้เห็นความจริงเสียทีว่าไม่ใช่เอกสารแนบท้าย แต่เป็นเอกสารแบบสำรวจที่จัดทำขึ้นโดยเจตนาทุจริต ซึ่งหาก รฟท.ฟ้องคดีในปี 2569 ก็คาดว่าคดีจะจบภายใน 3 ปี”
ปมเขากระโดงจะจบแบบไหน-จบอย่างไร แม้ดูแล้วอาจยังเป็นมหากาพย์ที่ยืดเยื้ออีกหลายปี แต่ต้องรอติดตามกันจนถึงฉากสุดท้าย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ดีเอสไอ' มัดตราสัง 'ฟอเร็กซ์' ขุดหลักฐาน-เส้นเงิน เชือดเพิ่ม
กำลังอยู่ในการจับจ้องทั้งสื่อและกระสังคมอย่างต่อเนื่อง ในคดีหลอกลวงลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (ฟอเร็กซ์) ที่ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้ลงนามเซ็นรับอนุมัติคดีหลอกลงทุนฟอเร็กซ์ครั้งนี้เข้าเป็นคดีพิเศษอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว
ทุจริตสอบขรก.ท้องถิ่น เสียหาย4.5พันล้าน เด้งอธิบดีสีน้ำเงินกลบฉาว
ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.ที่ร่วมกับตำรวจกองบังคับการตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริต (บก.ปปป.ช) สืบสวนจับกุมขบวนการเครือข่ายทุจริตการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เมื่อ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่สอบไปเมื่อเดือน ก.พ.ปี 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมสอบร่วมหนึ่งแสนคน และเบื้องต้นจากการสอบสวนผู้ถูกจับกุมและจากพยานหลักฐานต่างๆ ที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการโกงการสอบที่บ้านหลังหนึ่งที่นนทบุรี พบว่ามีบุคคลที่เข้าสอบและใช้วิธีการจ่ายเงินให้กับขบวนการดังกล่าวเพื่อโกงคะแนนการสอบร่วมสามพันคน โดย ป.ป.ช.ระบุว่า คดีนี้สร้างความเสียหายร่วม 4,500 ล้านบาท
นครินทร์ ปธ.ศาลรธน. ได้ต่อวีซ่าหรือเปลี่ยนตัว เกมยาวชิงประมุขคนใหม่
การประชุมวุฒิสภา วันอังคารนี้ 23 มิถุนายน มีวาระที่น่าสนใจคือ จะมีการประชุมเพื่อลงมติลับ โหวตให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ บุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ตามที่คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาล รธน. ที่มี นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน คัดเลือกส่งชื่อ ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตศาสตราจารย์จากคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ-อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ผ่านการคัดเลือกให้ถูกเสนอชื่อเป็นตุลาการศาล รธน. สาขาผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ มาให้วุฒิสภาลงมติให้ความเห็นชอบเป็นตุลาการศาล รธน.คนใหม่ แทน “ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาล รธน. ที่อยู่ในตำแหน่งตุลาการศาล รธน.และประธานศาล รธน.มาเกินวาระเกือบจะสองปีไปแล้ว”
'อนุทิน' ปลุกทัพสีน้ำเงิน ฝ่าศึกการเมืองรอบด้าน
ในห้วงเวลาเพียงกว่า 2 เดือนของรัฐบาลที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บริหารประเทศ อาจยังเร็วเกินไปที่จะชี้ชะตาว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถประคองตัวอยู่ครบวาระได้หรือไม่
'อนุทิน'ขันนอต'รมต.สีน้ำเงิน' หนีมรสุมการเมือง-ไร้ผลงาน
ในช่วงเวลาเพียง 2 เดือนเศษของรัฐบาลที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ยังอาจเร็วเกินไปที่จะตัดสินอนาคตว่าจะอยู่ครบเทอมหรือไม่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาต้องเผชิญกับประเด็นทางการเมืองหลายเรื่องที่ต้องชี้แจงและบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง
ล้างกระดาน"ภูเก็ต"ใหม่ รีเซตเชื่อมั่น"ปราบอิทธิพล"
กลายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่อลหม่านในช่วงที่ผ่านมา สำหรับ ‘ภูเก็ต’ ไข่มุกแห่งอันดามัน ที่นอกจากความสวยงามแล้ว ยังเต็มไปด้วย ‘ผลประโยชน์มหาศาล’

