แรงกดดันของสังคมที่มีต่อ "อนุทิน ชาญวีรกูล" นายกรัฐมนตรี หลังเหตุการณ์มหาอุทกภัยที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พุ่งเป้าไปที่ความผิดพลาด บกพร่อง และล่าช้า ในการสั่งการเข้าช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจนทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และกว่าจะตั้งหลักได้ต้องใช้เวลาอยู่พักใหญ่ เพราะยังจับต้นชนปลายไม่ถูกในการตั้งกลไกบริหารจัดการ และเลือกคนเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์
แม้ท้องถิ่นจะเป็นด่านหน้าในการวิเคราะห์ข้อมูล และสถานการณ์เพื่อแจ้งเตือนประชาชนตามหน้าที่ แต่ก็หนีไม่พ้นที่รัฐบาลต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะขีดความสามารถของผู้นำในการมองภาพรวมของปัญหา และความกล้าที่จะตัดสินใจในภาวะวิกฤตเร่งด่วน
ดังนั้นเมื่อเหตุการณ์เริ่มคลี่คลาย การมอบตัว ด้วยการ ขอโทษ และรับจบในทุกข้อกล่าวหา พร้อมเดินหน้าไปสู่การฟื้นฟู เยียวยา อย่างเร่งด่วน จึงเป็นทางลงสุดท้าย เพื่อพลิกสถานการณ์ที่ติดลบให้กลับมาอยู่ในระดับที่เสมอตัว กู้คะแนนที่ไหลไปกับกระแสน้ำให้กลับมาอยู่ในระดับเดิม ก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งในช่วงต้นปีหน้า
ในฐานะของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย "อนุทิน" ได้ตั้งธงที่เจาะฐานเสียงในพื้นที่ภาคใต้ประมาณ 30 ที่นั่ง ด้วยปัจจัยการขยับตัวของบ้านใหญ่ที่ตบเท้าเดินเข้าพรรคไม่ขาดสาย โดยมีสรรพกำลัง กระสุนดินดำ และอำนาจรัฐอยู่อย่างเต็มไม้เต็มมือ วางการันตี สส.เขตที่จะได้รับเลือกเข้ามาไม่ต่ำกว่าที่ประเมิน บวก-ลบ 5 ภายใต้ สภาวะแวดล้อมเกือบทั้งหมดจึงเอื้อกับพรรคภูมิใจไทย
พอมาสะดุดเรื่อง "น้ำท่วมหาดใหญ่" จึงกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยบ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อฐานคะแนนแบบ สส.เขตมากนัก เพราะสูตรบ้านใหญ่-กระสุนดินดำ ยังเป็นเกมชี้ขาดในพื้นที่ด้ามขวานเป็นหลัก ในขณะที่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ยังเป็นการแบ่งสันปันส่วนกันหลายพรรค
หันมาดู "นิด้าโพล" ที่สำรวจ เรื่อง "กระแสการเมือง ภาคใต้" ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 18-24 พฤศจิกายน 2568 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด ซึ่งช่วงของการสำรวจ ได้ทำก่อนสถานการณ์อุทกภัยด้วยซ้ำ
ผลปรากฏว่า "คนใต้" ส่วนใหญ่ ถึงร้อยละ 32.25 ระบุว่า "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" อันดับ 2 ร้อยละ 25.65 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 3 ร้อยละ 15.40 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 4 ร้อยละ 12.85 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 5 ร้อยละ 2.50 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์
ส่วนพรรคการเมืองที่คนใต้จะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 28.60 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 2 ร้อยละ 28.45 ระบุว่า "ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้" อันดับ 3 ร้อยละ 17.80 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 4 ร้อยละ 11.65 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 5 ร้อยละ 3.90 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 6 ร้อยละ 2.45 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 7 ร้อยละ 1.95 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชาติ
แม้พรรคประชาธิปัตย์จะกลับมาแรงในพื้นที่ภาคใต้อีกครั้ง โดยมี "ชัยชนะ เดชเดโช" รองหัวหน้าพรรคเป็นหัวขบวน ชูธง "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เป็นนายกฯ ก็คงคาดหวังได้ในส่วนของคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ได้เท่านั้น ส่วน สส.เขตก็ต้องต่อสู้กับการรุกของพรรคภูมิใจไทยที่หวังปักธงในหลายพื้นที่อย่างจริงจัง บวกรวมพายุกระสุนสีเทาของ "พรรคกล้าธรรม" ที่พยายามเก็บฐานคะแนนเดิมที่เคยทำให้ไว้กับพรรคพลังประชารัฐ และตีเมืองขึ้นอีกหลายพื้นที่ จนสนามภาคใต้กำลังกลายเป็น "สมรภูมิ" ของสายแข็งมารวมตัวกัน จึงถือเป็นงานยากของพรรคประชาธิปัตย์ในการชิง สส.เขตกลับมาให้เท่ากับยุค "ส่งเสาไฟฟ้า" ลงสมัคร
ส่วน "พรรคกล้าธรรม" ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ออกแรงโชว์ศักยภาพในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม แต่ดูเหมือนกระแสไม่ตอบรับเท่าใดนัก เพราะความพร่ามัวที่เกิดขึ้นจากการเล่นใหญ่ภายใต้หมวกของ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) แต่ก็ถูกจัดเฉดจากภาพลักษณ์ของคนในสังคม ทำให้เจตนาทางการเมืองฉายภาพชัด ทาบทับการแก้ไขปัญหาไปเกือบหมด
ยังไม่นับการเปิดข้อมูลหลังบ้านทั้ง "แชต-ไลน์-เอกสาร" หลุด เปิดหน้าเกมเตะตัดขากันไปมา ทั้งกรณีข้อความถุงห่อศพ ที่พุ่งตรงไปที่วุฒิภาวะของ นายกฯ หรือกรณีของการระดมคนจัดสร้างอีเวนต์ "คลีนนิ่งโรงเรียน" เพื่อเกณฑ์คนมาต้อนรับรองนายกฯ โดยพุ่งเป้าไปที่นายใหญ่พรรคกล้าธรรม
ยังไม่นับการปรากฏตัวของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ออกมาแอ็กชันกลางซากปรักหักพังของอำเภอหาดใหญ่ เปิดข้อมูลผู้เสียชีวิตหลักพัน ตะเพิด "นายกฯ หนู" ให้ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรับผิดชอบกับเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยมีกระแสข่าวว่า "บิ๊กโจ๊ก" เตรียมสวมเสื้อสีส้มลงสมัครในนามพรรคประชาชน ที่ จ.สงขลา โดยมีฐานเสียงหลักจากสมาคมชาวปักษ์ใต้ ที่ตนเองยังนั่งเป็นนายกฯ สมาคม
และภาพของ "บิ๊กโจ๊ก" ยังผูกโยงไปที่คู่ขัดแย้งจากศึก "สีกากี" ในระดับตระกูลรับใช้ใกล้ชิด กลายเป็นศึกสามเส้าที่ดุเดือด พัวพันไปถึงลมใต้ปีกรัฐบาล ที่มีองคาพยพแข็งแกร่งทั้ง "สีเขียว-สีกากี" เต็มแผง ทวีความสับสน อลหม่าน ในคู่แข่งในสนามเลือกตั้งที่จะมาถึงมากขึ้น
เมื่อหันไปดูกลไก "ตำรวจ-ทหาร-มหาดไทย" หลายคนเกรงว่าจะเป็นปัจจัยแทรกซ้อนต่อผล "แพ้-ชนะ" ในเกมหย่อนบัตร กรณีที่มีสัญญาณให้เลือกขั้วสีที่ต้องการ โดยเฉพาะ "กองทัพ" ที่มีภาพจำในอดีต
แต่เมื่อดูจาก แม่ทัพนายกอง ที่ส่งลงไปทำหน้าที่ในกองทัพภาคที่ 4 โจทย์ในการจัดทัพรอบที่ผ่านมา โดยมีชื่อ พล.ท.นรธิป โพยนอก ลงไปเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า นอกจากแก้ไขปัญหาเรื่อง "ไฟใต้" ที่ยังไม่จบเสียทีจากการบริหารจัดการของบิ๊กทหารในพื้นที่แล้ว ยังเป็นการหมุนคนใน ตท.26 เพื่อการแก้ไขปัญหาเรื่อง "โผโยกย้าย" ด้วย แม้จะเคยมีภาพบ้านป่าฯ อยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าแม่ทัพภาค 4 ผู้นี้ยังเป็นสายตรงของ ผบ.ทบ. ไม่ได้เป็นเครือข่ายเก่าของทหารแก่ในพื้นที่
สำหรับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. มีภาพที่ชัดเจนในการตีกรอบกองทัพไม่ให้เข้าไปยุ่งกับการเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่มีทหารเก่าเข้าไปเกี่ยวข้องเกือบทุกขั้วสี เพราะเชื่อว่า "สังคมเปิด" สื่อสังคมออนไลน์เข้าไปตรวจสอบ หาหลักฐานได้ง่าย ผลเสียที่จะตามมาจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือ และคะแนนนิยมของกองทัพ
แม้บางพรรคมีแกนหลักเป็นรุ่นพี่เตรียมทหาร หรือมีทหารเก่าจากขั้วสีน้ำเงินในสภาฯ สูง ซึ่งยังมีอิทธิพลกับทหารที่ประจำการในพื้นที่อยู่ แต่เชื่อว่า ทบ.จะวางนโยบายและกฎเกณฑ์ในช่วงของการเลือกตั้งให้ชัดเจน เช่น ห้ามสั่งให้กำลังพลไปลงคะแนนให้พรรคไหน หรือใช้ทรัพยากรหรือกองทัพเข้าไปสนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง นอกจากสนับสนุนภารกิจของ กกต.ตามกฎหมาย แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ไปก้าวก่ายเรื่องสิทธิส่วนบุคคลของทหารที่จะไปเลือกใคร หรือแสดงออกอย่างไร
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสถานการณ์หลังน้ำลดในภาคใต้ จะยังเป็นประเด็นที่ถูกหยิบฉวยขึ้นมาใช้ในทางการเมืองได้อีกหลายเดือน โดยนำไปใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง และใช้เป็นอาวุธทำลายคู่แข่งทางการเมืองไปพร้อมกัน
อีกทั้งโพลที่สำรวจออกมาอาจจะมีการแปรผันไปตามทัศนคติของคนในพื้นที่ในแต่ละช่วงเวลา เพราะการเมืองไร้ความแน่นอน อะไรก็เกิดขึ้นได้ หากมีสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ตัวเลขของความนิยมอาจจะเปลี่ยนตามกระแสที่เปลี่ยนไปได้ชั่วข้ามคืน
แต่สิ่งที่จะได้เห็นจากนี้คือ พื้นที่ภาคใต้จะกลายเป็นสมรภูมิที่ดุเดือดกว่าทุกครั้ง และยากที่ขั้วสีใดจะครองพื้นที่ได้อย่างเบ็ดเสร็จเพียงสีเดียว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'เพื่อไทย' อัด 'อนุทิน' อย่าฉวยเรื่องชายแดน-ปกป้องแผ่นดิน มาหาเสียง
"ณัฐวุฒิ" เตือน "อนุทิน" อย่าฉวยเรื่องชายแดนหาเสียงเลือกตั้ง คิดว่าเท่มากพูดไม่ใช่หลานอังเคิล
'อนุทิน' ซาบซึ้ง บอกถือเป็นบุญได้ทำตามแนวทางลุงตู่ในเรื่องรักชาติบ้านเมือง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่หาเสียง แล้วชาวบ้านตะโกนว่า “รักลุงตู่ เชียร์ลุงหนู“ มองว่าโค้งสุดท้ายคะแนนฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะเทให้พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ว่า ถือว่าเป็นบุญ เป็นความเมตตาที่ลุงตู่มีต่อพวกตน
อดีตตำรวจบ้าน 'บิ๊กโจ๊ก' 10 นาย ตบเท้าให้ปากคำคดีซ้อม-ข่มขู่
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รองผบช.ก.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ และ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ ลูกน้องคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล
โค้งสุดท้าย 3 ท."ทอน-ทิม-เท้ง" แท็กทีมตรึงคะแนนพรรคส้ม
ไฮไลต์การหาเสียงเลือกตั้งในช่วงสุดสัปดาห์นี้ หลายคนให้ความสนใจกับเวทีหาเสียง-ปราศรัยใหญ่ของ พรรคประชาชน ที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม ที่ลานหน้าสามย่านมิตรทาวน์ ซึ่งเป็นเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกของพรรคประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
ชิงสส.อีสานเดือด! ‘ภท.-พท.-ปชป.’ลุยขอที่นั่งเพิ่ม/‘ส้ม’ตีปี๊บเวทีใหญ่กทม.25มค.
"อีสาน" เดือด! "ภท.-พท.-ปชป." ลุยหาเสียง "อนุทิน" อ้อนชาวโคราชขอเก้าอี้ สส.เพิ่ม บอกเจอหน้าหอมแก้มได้เมียไม่ว่า "ดร.เชน" ไปหนองคาย-อุดรธานี

