หลังสิ้นเสียงประกาศปิดหีบเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 แทนที่ประเทศไทยจะได้เดินหน้าสู่การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ด้วยบรรยากาศแห่งความหวัง แต่กลับกลายเป็นว่าบรรยากาศทางการเมืองในขณะนี้ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกของ “ความไม่แน่นอน”
เมื่อสิ่งที่ติดมากับบัตรเลือกตั้งมากกว่ารอยกากบาท คือสัญลักษณ์ดิจิทัลเล็กๆ ที่เรียกว่า คิวอาร์โค้ด (QR Code) และ บาร์โค้ด (Barcode) ซึ่งกำลังกลายเป็นข้อถกเถียงจากสังคมในปัจจุบัน โดยมีการวิเคราะห์ว่าอาจเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องกลายเป็น โมฆะ
ชนวนเหตุของดรามาเริ่มต้นขึ้น เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติบนบัตรเลือกตั้ง โดยเฉพาะบัตรแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ที่มีการพิมพ์รหัส คิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ด ในลักษณะที่ ไม่ซ้ำกัน ในแต่ละใบ
โดยความกังวลไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสงสัย แต่ลุกลามสู่การพิสูจน์ทางดิจิทัล เมื่อเพจดังทดลอง ถอดสมการ รหัสเหล่านี้แล้วพบความเชื่อมโยงรหัสบนตัวบัตรอาจสัมพันธ์กับเลขที่บน ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ใช้สิทธิทุกคนต้องลงลายมือชื่อและระบุตัวตนก่อนรับบัตร โดยหากใครก็ตามที่มีข้อมูลทั้งสองส่วนอยู่ในมือ คือทั้งตัวบัตรที่ลงคะแนนแล้วและต้นขั้วบัตร ย่อมสามารถล่วงรู้ได้ทันทีว่า นาย ก. เลือกพรรคไหน
ซึ่งนั่นเท่ากับการทำลายหลักการพื้นฐานที่สุดของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย คือ การเลือกตั้งโดยลับ
หากย้อนกลับไปมองการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 หลายคนอาจตั้งคำถามว่า “ตอนนั้นก็มีบาร์โค้ดไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมถึงไม่มีปัญหา?” จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า แม้บัตรปี 2566 จะมีการนำระบบบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดมาใช้ แต่ความต่างอยู่ที่ ระดับของรหัส
ในปี 2566 รหัสส่วนใหญ่เป็น รหัสแบบล็อต ที่ใช้ระบุเพียงว่าเป็น บัตรของเขตใด พิมพ์โดยโรงพิมพ์ไหน เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการขนส่งเป็นหลัก แต่ในปี 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ขยับขึ้นไปใช้ รหัสเฉพาะใบ หรือที่นักกฎหมายเรียกว่าเครื่องหมาย ระบุตัวตนเฉพาะ โดยมองว่า ความลับที่ กกต.อ้างว่าเป็นระบบความปลอดภัยอาจถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ จนนำมาสู่ความหวาดระแวงว่า "จะมีใครกำลังเฝ้าดูการลงคะแนนของพวกเขาอยู่"
ท่ามกลางกระแสกดดันอย่างหนัก ว่าที่ร้อยตรีภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. และ นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง ได้ออกมาเปิดโต๊ะแถลงข่าว ณ สำนักงาน กกต. เมื่อวันที่ 13-14 ก.พ.2569 เพื่อดับไฟดรามา โดยยืนยันหนักแน่นว่า รหัสเหล่านี้คือ ระบบรักษาความปลอดภัย ที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน 3 ประการ
1.ป้องกันบัตรปลอม เพื่อยืนยันว่าบัตรที่อยู่ในหีบคือบัตรที่ออกมาจากโรงพิมพ์ของ กกต. จริง
2.ป้องกันบัตรเขย่ง ใช้ควบคุมยอดบัตรที่จัดส่งไปยังหน่วยเลือกตั้งต่างๆ ให้ตรงตามจำนวนผู้มาใช้สิทธิ
3.การตรวจสอบย้อนกลับ หากพบความผิดปกติในหน่วยใด รหัสนี้จะช่วยระบุได้ว่าบัตรล็อตนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่คนใด
ในประเด็นเรื่องความลับ กกต.แย้งว่า กระบวนการจัดเก็บถูกออกแบบมาให้เป็น ระบบปิด โดยบัตรที่ลงคะแนนแล้วกับต้นขั้วบัตรจะถูกแยกเก็บออกจากกันตั้งแต่วินาทีที่หย่อนบัตรลงหีบ และจะถูกเก็บรักษาไว้คนละที่อย่างมิดชิด การจะนำมาแมตช์ข้อมูลกันนั้น แทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เว้นแต่จะมีคำสั่งศาลให้เปิดตรวจสอบเท่านั้น
คำชี้แจงของ กกต. ดูเหมือนจะยังมีน้ำหนักไม่เพียงพอสำหรับฝ่ายคัดค้านและนักกฎหมาย เมื่อวันที่ 14-16 ก.พ.2569 ปรากฏความเคลื่อนไหวทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ทั้งจาก ทนายชา ที่ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง และ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ รวมถึงกลุ่ม สว.สำรอง ที่ตบเท้าเข้าร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน
เป้าหมายสำคัญคือ การส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำของ กกต. ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 85 หรือไม่ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ"
ประเด็นที่นักกฎหมายหยิบยกมาสู้คือ คำว่า ลับ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ หมายถึงระบบต้องไม่มีช่องโหว่ให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้เลย ไม่ใช่แค่การบอกว่า “แยกเก็บคนละที่แล้วจะปลอดภัย” นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2561 มาตรา 96 และ 164 ที่ ห้ามทำเครื่องหมายใดๆ ลงบนบัตรเลือกตั้ง
บรรทัดฐานที่ทุกคนหวาดหวั่นคือ เคสปี 2549 และ 2557 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะเพียงเพราะการจัดการเลือกตั้ง สุ่มเสี่ยงต่อการไม่ลับ เช่น การหันคูหาออก หรือการเลือกตั้งที่ไม่จัดขึ้นในวันเดียวทั่วประเทศ หากศาลมองว่า QR Code หรือ Barcode คือเครื่องมือที่ทำลายหลักความลับ การเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 ก็อาจมีจุดจบไม่ต่างกัน!
สถานการณ์ในขณะนี้จึงเปรียบเสมือนการงัดข้อกันระหว่าง “ความมั่นใจในเทคโนโลยีของ กกต.” กับ “ความกังวลในสิทธิเสรีภาพของประชาชน” หากศาลมีคำวินิจฉัยไปในทางลบ กกต.ทั้งคณะอาจต้องเผชิญกับวิบากกรรมตาม มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับวิกฤตการเมืองครั้งใหม่ที่ต้องล้างกระดานเลือกตั้งกันอีกรอบ
เหนือสิ่งอื่นใด นี่คือบทเรียนราคาแพงว่า ในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างถูกตรวจสอบได้เพียงปลายนิ้ว การบริหารจัดการเลือกตั้งจะมองแค่ความสะดวกของเจ้าหน้าที่ไม่ได้ แต่ต้องรักษาไว้ซึ่ง ความเชื่อมั่น ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย!.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เปิด‘ทรัพย์สิน’ กกต.-อดีตสส. ฐานะสุดลํ่าซำ
เปิดทรัพย์สิน กกต.-นักการเมือง สุดอู้ฟู่ “อนันต์” รวย 60 ล้าน สะสมพระเลี่ยมทอง 19 องค์
เปิดกรุ 2 กกต. 'อนันต์' รวย 60 ล้าน 'สันทัด' มี 29 ล.
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 2 คน ทั้งกรณีเข้ารับตำแหน่งใหม่ และกรณีพ้นจากตำแหน่งเดิม
อ่านChatGPT-ถูกหวย ‘สส.ปชน.’หวิดชก‘คริส’
สภาวุ่น! "โสภณ” โดนรับน้องอีกรอบ ปิดไมค์ฝ่ายค้านประท้วงปรับเวลาประชุม
จับตา‘2แม่ทัพใหม่’แก้วิกฤตพลังงาน ผ่าโครงสร้าง-กู้ศรัทธาประชาชน
จากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะ “น้ำมัน” ซึ่งขณะนี้รัฐบาลปล่อยราคาขึ้นตามกลไกตลาด จากรอบแรกปรับราคาขึ้นพรวดที่ 6 บาทต่อลิตร จนรัฐบาลโดนด่าระงม ล่าสุดวันที่ 2 เมษายน ปรับขึ้นอีก 3.50 บาทต่อลิตร
เบื้องหลังโผครม.'อนุทิน2' จัดสมดุลอำนาจ-ฝ่าวิกฤตศก.
หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี 35 คน รายชื่อส่วนใหญ่ไม่พลิกจากโผที่สื่อคาดการณ์ไว้ แต่ ของจริง อยู่ที่เบื้องหลังการจัดวางตัวบุคคล ซึ่งสะท้อนการคุมเกมอำนาจภายในพรรคสีน้ำเงินอย่างรอบคอบ ทั้งการให้รางวัล “คนทำงาน” การกันแรงกระเพื่อม และการล็อกเสถียรภาพรัฐบาลตั้งแต่วันแรก
'รทสช.'อยู่ยากใน‘รัฐบาลหนู2’ เจอพิษน้ำมัน ซัดกันเองฉ่ำ!
พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อีกหนึ่งพรรคร่วมรัฐบาล “อนุทิน 2” หลังจาก รทสช.พ่ายในสนามเลือกตั้ง ได้ สส.เพียง 2 คน โดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ได้สละที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อให้ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ทำหน้าที่แทน ควบคู่กับ นายชัชวาลล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อ ส่วนพีระพันธุ์ขอลุยทำหน้าที่ขับคลื่อนพรรคเพียงหมวกเดียว

