สัญญาณเตือนคดี 'ศักดิ์สยาม' เสี่ยงวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ-รบ.

“มีการพูดไปถึงสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ในอดีตที่เคยถูกกังขาว่าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมจนไม่มีใครสามารถทำอะไรได้ ซึ่งปัจจุบันเครือข่ายน้ำเงินกำลังถูกเพ่งเล็งว่ากุมสภาพทุกองคาพยพได้เกือบจะเบ็ดเสร็จ”

คำชี้แจงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีมีมติยกคำร้องกล่าวหานายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม และอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ และกรณีเข้าไปมีส่วนได้เสียในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น กำลังสะเทือนกระบวนการยุติธรรม

นอกจากข้อกังขาเกี่ยวกับผลการตรวจสอบที่ สวนทาง กับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแล้ว คำชี้แจงของ ป.ป.ช.ยังทำให้เกิดประเด็น สงสัย ในหลายจุด 

เริ่มตั้งแต่การพยายามอธิบายถึงอำนาจหน้าที่ของตัวเองว่า มีหน้าที่ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยเกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรี ที่ประหนึ่งเป็นคนละบริบท หากแต่คดีนี้อยู่ในข่าย คนละเรื่องเดียวกัน

ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยามสิ้นสุดลง เพราะเห็นว่าเป็น นิติกรรมอำพราง ด้วยการให้นอมินีถือหุ้น-ทำนิติกรรม-ซื้อกองทุนแทน-บริจาคเข้าพรรคภูมิใจไทย

ศาลรัฐธรรมนูญพบความผิดปกติหลายอย่าง ในกรณีโอนหุ้นห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ให้นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ซึ่งเป็นลูกจ้างของธุรกิจในเครือตระกูลชิดชอบ ก่อนจะดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม

ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่นายศุภวัฒน์กล่าวอ้างว่าเป็นลูกจ้างของบริษัท เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ จำกัด เนื่องจากต้องการสิทธิประกันสังคม โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับเงินเดือน และไม่ต้องการรับภาระภาษีเงินได้ จึงกำหนดค่าตอบแทนเพียงเดือนละ 9,000 บาท ซึ่งศาลเห็นว่านายศุภวัฒน์ไม่ได้เป็นผู้มีรายได้เพียงพอต่อการชำระค่าหุ้นที่มีมูลค่าหลักร้อยล้านบาทได้

หรือเรื่องการชำระค่าหุ้นของนายศุภวัฒน์ให้นายศักดิ์สยามในงวดที่ 2 จำนวน 35 ล้านบาท ที่พบว่าเงินถูกโอนจากบัญชีนายศักดิ์สยามไปยังอีกบริษัท ก่อนจะถูกโอนกลับเข้าบัญชีนายศุภวัฒน์เพื่อจ่ายค่าหุ้นคืน ซึ่งธุรกรรมทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่นาที

โดยเงินจำนวนดังกล่าวมาจากการขายกองทุนทั้ง 2 รายการของนายศุภวัฒน์ ซึ่งกองทุนดังกล่าวมีแหล่งที่มาของเงินส่วนหนึ่งจากการซื้อกองทุนโดยการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารของนายศุภวัฒน์ แบ่งเป็น TMB-T-ES-IPlus จำนวน 20 ล้านบาท และ TMB-T-ES-DPlus 15 ล้านบาท

เงินที่นำมาซื้อกองทุนดังกล่าว นายศุภวัฒน์ได้รับมาจากบัญชีธนาคารของบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ฯ จำนวน 35 ล้านบาท เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2560 เวลา 15.44 น. และปรากฏว่าวันเดียวกัน บริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ฯ ได้รับโอนมาจากบัญชีนายศักดิ์สยาม จำนวน 40 ล้านบาท เวลา 15.40 น.

ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า นายศุภวัฒน์เป็นเพียงผู้ถือครองหุ้นแทน ซึ่งเป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยามสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5)

ขณะที่ ป.ป.ช.อธิบายกรณีมีมติยกคำร้องว่า นายศักดิ์สยามได้โอนหุ้นก่อนเข้ารับตำแหน่งอย่างถูกต้องแล้ว และไม่ได้เข้าไปบริหารจัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น คิดว่าโอนหุ้นชอบแล้ว จึงไม่ได้ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.

ส่วนกรณีเอื้อประโยชน์ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคมนั้น ป.ป.ช.อธิบายเหตุผลที่มีมติยกคำร้องว่า ไม่พบหลักฐานการแทรกแซงของนายศักดิ์สยาม ขณะเดียวกันยังการันตีด้วยว่า การที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ได้เข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ เฉลี่ยปีละ 27 สัญญา ไม่ได้เป็นการเพิ่มขึ้นมากผิดปกติแต่อย่างใด

แน่นอนว่า ป.ป.ช.กำลังจะบอกว่า มติดังกล่าวไม่ได้ขัดหรือแย้งกับศาลรัฐธรรมนูญ ประหนึ่งว่าทำคนละหน้าที่กัน หากแต่ในฐานะ องค์กรตรวจสอบการทุจริต เหตุใดจึงไม่ได้กลิ่นความผิดปกติกับคำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาและเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้พิรุธเอาไว้ในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่อง ‘นอมินี’

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งคำถามกับมติของ ป.ป.ช.เอาไว้ในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็น นาย ศ.มีข้อพิพาทกับนายศักดิ์สยาม ถึงขั้นกล้าฟ้องนายศักดิ์สยามจริงหรือไม่ หรือนาย ศ.เอาเงินจากที่ไหนมาซื้อหุ้นมากถึง 119.5 ล้านบา

รวมไปถึงการฟ้องร้องกันระหว่างนายศักดิ์สยามและนายศุภวัฒน์ที่ศาลเรื่องหุ้น ที่นายวิโรจน์ตั้งคำถามว่า เป็นการใช้ศาลสร้างสิ่งที่เป็นคุณให้กับนายศักดิ์สยามหรือไม่ เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้สั่งให้นาย ศ.คืนหุ้น แต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายศักดิ์สยามใช้นอมินีถือหุ้นแทน

เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องหมายคำถามของสังคมที่เกิดขึ้นหลังจากอ่านคำชี้แจงจาก ป.ป.ช. ว่าเป็นการช่วยเหลือกันหรือไม่ 

การรอดคดีในชั้น ป.ป.ช.ของนายศักดิ์สยาม ยังถูกนำมาเปรียบเทียบกับคดีของอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ที่ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลฐานฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีร่วมกันลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งมีความคล้ายกันในแง่ของเส้นทางคดี นั่นคือเริ่มจาก ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นดาบแรก และ ป.ป.ช. เป็นดาบสอง

เรื่องอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล สืบเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล กรณีนำนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไปใช้หาเสียง เป็นการกระทำล้มล้างการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ

หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย มีผู้ร้องเอาคำวินิจฉัยของศาลไปร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบ สส.พรรคก้าวไกลที่ร่วมลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 

โดยหลักแล้วหลายคดีในอดีตที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยอย่างไร การตรวจสอบของ ป.ป.ช.มักจะไม่แตกต่างจากนั้น เพราะมีข้อเท็จจริงเดียวกัน

ดังนั้น เมื่อสวนทางกันจึงเป็นเรื่องที่น่าประหลาด ซ้ำเหตุผลที่ชี้แจงออกมายังน่ากังขา ทำให้เรื่องไม่จบง่ายๆ

มีการนำกรณีของนายศักดิ์สยามไปเปรียบเทียบกับคดีนาฬิกาหรูของ บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ว่าอาจนำมาซึ่งการขาดความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อ องค์กรอิสระ โดยเฉพาะเรื่อง สองมาตรฐาน 

หรือมีการพูดไปถึงสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ในอดีตที่เคยถูกกังขาว่าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมจนไม่มีใครสามารถทำอะไรได้ ซึ่งปัจจุบัน เครือข่ายน้ำเงิน กำลังถูกเพ่งเล็งว่ากุมสภาพทุกองคาพยพได้เกือบจะเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะสภาสูง สภาล่าง รวมไปถึงองค์กรอิสระ

องค์กรอิสระ ในตอนนั้นถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการทำลายศัตรู และไว้คุ้มครองพวกพ้อง ที่สุดประชาชนทนไม่ได้ ต้องออกมาก่อม็อบขับไล่

กรณีของนายศักดิ์สยามถือเป็นสัญญาณเตือนให้ระมัดระวัง แม้วันนี้จะแข็งแกร่ง มั่นใจในเสถียรภาพ แต่หากทำอะไรที่เมินความรู้สึกสังคมและประชาชน จากเรื่องเล็กๆ ต่อไปอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ในทุกเรื่อง 

 ปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้าจากพิษสงครามในตะวันออกกลาง หากรัฐบาลไม่สามารถประคองตัวได้ หรือไร้ผลงาน วันหนึ่งมันอาจถูกนำไปผสมกับการกระทำต่างๆ อย่างเช่นเรื่องนี้ได้เช่นกัน 

บทเรียนในอดีตมีแล้ว รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล สามารถเลือกได้ว่าจะเดินซ้ำรอย หรือเดินทางอื่น

รัฐบาลที่แข็งแกร่ง กุมสภาพได้หมดเหมือนตอนนี้ยังเคยสั่นคลอน ตลอดจนยังอยู่ไม่ได้เพราะเรื่องทำนองนี้มาแล้ว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ดร.เกรียงศักดิ์' ร่ายยาวค้านรัฐบาลดันเพดานหนี้สาธารณะ 75% ชี้เสี่ยงแบกหนี้สาหัส

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา กล่าวว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาหนี้สาธารณะของไทยสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากระยะฟื้นฟูหลังวิกฤ

10 สส.ส้มได้ไปต่อ! ‘เท้ง’ คึกโวเมินลดเพดาน ‘วาโย’ หวังลากยาวไป 2 ปี

ศาลฎีการับคำร้องคดี 44 สส.ก้าวไกล ปมเสนอแก้ ม.112 ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง แต่ไม่สั่งให้ "10 สส.ปชน." หยุดปฏิบัติหน้าที่ ชี้ไม่ได้กระทำซ้ำ ต้องปฏิบัติหน้าที่ในสภา

ป.ป.ช. จ่อชงคณะกรรมการชุดใหญ่ ถกปมศาลไม่สั่งพักงาน '10 สส.ส้ม'

ตัวแทน ป.ป.ช. เผยเตรียมเสนอเรื่องให้คณเะกรรมการชุดใหญ่ หลังศาลรับคำร้องคดี 44 สส.ไว้พิจารณา แต่ไม่สั่งให้ 10 สส.ปชน. หยุดปฏิบัติหน้าที่ ด้านทนายพรรคส้มจ่อหารือทีมกฎหมาย-ตัวแทนพรรค

เปิดคำสั่งศาลฎีกาฉบับเต็ม ไต่สวนนัดแรก 30 มิ.ย. 'เจ้าของสำนวน' คนเดียวกับคดีทักษิณ

ศาลฎีการับคำร้อง ป.ป.ช. กล่าวหาอดีต 44 ส้ม ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ไม่สั่งให้หยุดปฎิบัติหน้าที่ '10 สส. ปชน.' นัดพิจารณาคดีครั้งแรก 30 มิ.ย.นี้ เปิดตัวเจ้าของสำนวนคนเดียวกับคดีชั้น 14

10 สส.ปชน. เฮได้ไปต่อ! ศาลฎีการับคำร้อง 44 ส้ม ไม่สั่งพักงาน

ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้อง กรณีอดีต 44 สส. ของพรรคก้าวไกล

สิบโมงครึ่งรู้ผลคดี 44 ส้ม ชี้ชะตา 10 สส.ปชน. 'เท้ง' ปักหลักย่านบางนา

สิบโมงครึ่งรู้ผล! ศาลฎีการับคดีส้มแก้ 112 สั่งพักงาน 10 สส. ปชน. หรือไม่ 'เท้ง' กับพวก ปักหลักย่านบางนา รอแถลงใหญ่ไฟกระพริบบ่ายสามครึ่ง คาดหากไม่รอด 'ต้น-วีระยุทธ' ขึ้นหัวหน้าพรรค-ผู้นำฝ่ายค้าน