ชั่วโมงนี้ถ้าใครไปเที่ยวเกาะพะงัน หรือเกาะสมุย ความรู้สึกมันอาจจะเปลี่ยนไป จากที่เคยรู้สึกว่านี่คือสวรรค์ของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ แต่ตอนนี้มันเริ่มมีกลิ่นอายของ อาณานิคมทางเศรษฐกิจ ที่คนไทยเรากำลังจะกลายเป็นคนนอกบนแผ่นดินตัวเองเข้าไปทุกที ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันถูก ซุกไว้ใต้พรม มานาน จนกระทั่งวันนี้ วันที่รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงยอมรับความจริงว่า ถ้าไม่ขยับตอนนี้ เราอาจจะเสียเกาะเหล่านี้ให้กับกลุ่มทุนต่างชาติในคราบ "คนไทยปลอม" หรือที่เรียกกันว่า "นอมินี" ไปอย่างถาวร
ล่าสุด พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกมาขยับฟันเฟืองใหญ่ สั่งการให้กองคดีความมั่นคงเดินหน้าสืบสวนเชิงลึกแบบ ขุดรากถอนโคน หลังจากจับมือกับ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) สแกนหา "ไส้ใน" ของบริษัทนับหมื่นแห่งบน 2 เกาะนี้ แล้วเจอสิ่งที่น่าตกใจจนนั่งไม่ติดเก้าอี้
ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่ดีเอสไอไม่ได้กวาดตรวจแบบสะเปะสะปะ แต่เลือกใช้วิธี "ตีเหล็กตรงจุด" ด้วยการคัดรายชื่อบริษัทที่มีสินทรัพย์รวมตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป ออกมากางบนโต๊ะ จากข้อมูลเบื้องต้น 34 บริษัทที่เข้าข่ายต้องสงสัย ดีเอสไอยืนยันว่า ตอนนี้มีอย่างน้อย 20 บริษัท ที่เข้าเกณฑ์ ปลาวาฬร้อยล้าน และกำลังถูกเอกซเรย์อย่างหนัก
คำถามที่พนักงานสอบสวนกำลังไล่บี้คือ "สมฐานานุรูป" หรือไม่ ลองนึกภาพดูว่า ถ้ามีชื่อคนไทยคนหนึ่งที่มีอาชีพเป็นพนักงานทำความสะอาด เป็นพนักงานขับรถ หรือเป็นลูกจ้างชั่วคราวในสำนักงานกฎหมาย แต่ในกระดาษจดทะเบียนบริษัท เขากลับกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มีทรัพย์สินในชื่อบริษัทเป็นวิลล่าหรูมูลค่า 150 ล้านบาท นี่คือสิ่งที่ดีเอสไอเรียกว่า "ผิดฐานานุรูป" อย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนสืบสวนตอนนี้ไม่ได้ดูแค่ชื่อใน บอจ.5 หรือบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่เขาลุยไปถึงเส้นทางการเงิน เงินที่เอามาซื้อหุ้นนับสิบล้านร้อยล้านนั้นมาจากบัญชีไหน เสียภาษีถูกต้องไหม และที่สำคัญที่สุด "อำนาจบริหาร" อยู่ที่ใคร ถ้าสุดท้ายแล้วคนไทยมีชื่อแค่ในกระดาษ แต่คนเซ็นเช็ค คนสั่งการ และคนรับผลประโยชน์ตัวจริงคือชาวต่างชาติที่นั่งอยู่หลังม่าน นั่นคือความผิดอาญาแผ่นดินที่ต้องถูกจัดการขั้นเด็ดขาด
เพราะฉะนั้นมาดูตัวเลขที่เป็น ของจริง ณ ปัจจุบัน จากข้อมูลที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าสแกนออกมามันฟ้องชัดเจนว่า เกาะสมุยและเกาะพะงันกำลังถูกเปลี่ยนมือไปอย่างน่ากลัว โดยเกาะสมุย ซึ่งพื้นที่เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในสุราษฎร์ธานี มีบริษัททั้งหมด 12,050 ราย แต่เชื่อหรือไม่ว่าบริษัทที่มีต่างชาติร่วมลงทุนมีสูงถึง 8,213 ราย โดยมีกลุ่มทุนฝรั่งเศสยึดหัวหาดเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยอังกฤษ รัสเซีย จีน และอิสราเอล
ส่วนเกาะพะงันที่เคยเป็นสวรรค์ของสายแบ็กแพ็ก ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป จากบริษัท 4,761 ราย มีต่างชาติลงทุนถึง 3,213 ราย โดยมีกลุ่มทุนอิสราเอลครองแชมป์อันดับ 1 ถึง 22%
สรุปให้เข้าใจง่ายคือ บนเกาะเหล่านี้ธุรกิจ 10 แห่ง จะเป็นของต่างชาติแฝงร่างไปแล้วเกือบ 7 แห่ง สิ่งที่ตามมาคือการสร้าง ระบบนิเวศส่วนตัว ที่ชาวบ้านเรียกว่า "รัฐซ้อนรัฐ" ต่างชาติมาลงทุน สร้างวิลล่าเอง จ้างแม่บ้านของตัวเอง (บางทีก็จ้างต่างด้าวด้วยกัน) ใช้มัคคุเทศก์เถื่อนสัญชาติเดียวกัน รถเช่าก็เป็นของกลุ่มทุนเดียวกัน แม้แต่การจ่ายเงินก็โอนผ่านแอปพลิเคชันต่างประเทศที่เงินไม่ไหลเข้าธนาคารไทยแม้แต่บาทเดียว แล้วคนไทยได้อะไร? เราได้แค่เศษเงินจากการจ้างงานบางส่วน และต้องแบกรับปัญหาขยะ น้ำเสีย และทรัพยากรที่ร่อยหรอลงทุกวัน
ความท้าทายที่ทำให้เจ้าหน้าที่ปวดหัวที่สุดคือ ความ "สะดวก" ของระบบจดทะเบียนบริษัทในปัจจุบันผ่านระบบ DBD Biz Regist ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการลงทุน ให้คนทำธุรกิจได้ง่าย จดทะเบียนเสร็จได้ใน "วันเดียว" แต่นี่คือช่องโหว่ที่กลุ่มทุนสีเทาใช้จ้างนอมินีมาสวมชื่อได้รวดเร็วพอๆ กับการสั่งฟาสต์ฟู้ด
เจ้าหน้าที่ยอมรับว่า ในวันที่เขามาจดทะเบียน นายทะเบียนไม่มีทางรู้เลยว่าคนไทยที่มาถือหุ้น 51% นั้นมีเงินจริงไหม หรือเป็นแค่ นอมินีรับจ้าง ดังนั้นตอนนี้ดีเอสไอจึงต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบ E Filing หรือการวิเคราะห์งบการเงินย้อนหลังแทน โดยใช้ระบบ AI เข้ามาช่วยดูว่า มีคนไทยคนไหนบ้างที่มีชื่อไปปรากฏเป็นเจ้าของบริษัทร้อยล้านพร้อมๆ กันหลายสิบแห่งในพื้นที่เดียว ถ้าเจอแบบนี้ AI จะขึ้น "ธงแดง" (Red Flag) ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่ลุยเข้าตรวจสอบตัวจริงถึงที่บ้าน
ด้านตึกไทยคู่ฟ้า วันที่ 13 พ.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการลงพื้นที่เกาะพะงันด้วยตัวเอง โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะมันไม่ใช่แค่การตรวจเยี่ยมราชการแบบเดิมๆ แต่มันคือการประกาศสงครามกับขบวนการนอมินีอย่างเป็นทางการ
มีรายงานว่า ทีมงานล่วงหน้าภายใต้การนำของ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ และชุดสืบสวนมือฉมัง ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลดิบไว้รอนายกฯ เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่นายกฯ จะทำที่พะงันคือ การสั่งการให้บูรณาการทุกหน่วยงาน ทั้งดีเอสไอ, ปปง., กรมที่ดิน และตำรวจท่องเที่ยว ให้ทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน เป้าหมายคือการผลักดันให้ความผิดฐานนอมินีกลายเป็น "ความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน"
แต่เหตุใดต้องฟอกเงิน เพราะถ้าเป็นแค่คดีนอมินี โทษมันแค่ปรับหรือจำคุกไม่กี่ปี แต่ถ้าเป็น "ฟอกเงิน" เมื่อไหร่ ปปง.สามารถสั่งอายัดทรัพย์สินทั้งหมดได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน วิลล่าหรู หรือเงินในบัญชีร้อยล้านพันล้านจะถูกยึดมาเป็นของรัฐก่อนเพื่อพิสูจน์ที่มา นี่คือ "ยาแรง" ตัวเดียวที่จะทำให้ต่างชาติเกรงกลัวกฎหมายไทย เพราะเขากลัวสูญเสียทรัพย์สินมหาศาลมากกว่ากลัวการติดคุก
ปฏิบัติการที่สมุยและพะงันในสัปดาห์นี้ คือบทพิสูจน์ว่ารัฐบาลไทยเอาจริงแค่ไหนกับการรักษา "อธิปไตยทางเศรษฐกิจ" เรากำลังสู้กับขบวนการที่มีเงินทุนมหาศาล และมีที่ปรึกษากฎหมายมือดีคอยบงการอยู่เบื้องหลัง ถ้าดีเอสไอสามารถ "ทลาย" 20 บริษัทกลุ่มเป้าหมายแรกได้สำเร็จ มันจะกลายเป็น "โดมิโน" ที่ล้มลงไปถึงภูเก็ต พัทยา และเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ถูกรุกรานในลักษณะเดียวกัน แต่ถ้าครั้งนี้จบลงด้วยการเป็นเพียง ไฟไหม้ฟาง หรือการลงพื้นที่เพื่อถ่ายรูปประชาสัมพันธ์ เราก็เตรียมตัวบอกลาเกาะสมุยและเกาะพะงันในฐานะสมบัติของชาติไปได้เลย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
จากความคับแค้น สู่การเปิดโปง อนุทิน-สีน้ำเงินพันฮั้วสว. เป้าใหญ่รอถล่มศึกซักฟอก
เริ่มโหมโรง-เรียกแขกกันแล้ว สำหรับ “ศึกซักฟอก เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” ของพรรคฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาชน
วิปฝ่ายค้านดีด'กธ.'เคลียร์'งูเห่า' ทดสอบคุณภาพ ตรวจสอบเชิงลึก
การที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน ได้ตัดสินใจปรับ พรรคกล้าธรรม ออกจาก องค์ประกอบวิปฝ่ายค้าน ไม่ใช่เพียงเรื่องความขัดแย้งเชิงกติกาการโหวตเท่านั้น แต่เป็นการ "ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางการเมือง"
พลิกเกมคดีฮั้วสว.ล้างไพ่ดีเอสไอ ระวังดาบสองคม“หันทิ่มรัฐบาล”
มติ ครม.วันอังคารที่ 22 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา เกิดฟ้าผ่าดังเปรี้ยง เมื่อมีคำสั่งย้าย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ พ้นเก้าอี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งไปลอยแพเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เทียบเท่าระดับ 11 ปลอบใจ พร้อมตีตั๋วข้ามห้วยดึง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เสียบเก้าอี้เบอร์ 1 ดีเอสไอแทนแบบไร้รอยต่อ
‘น้ำเงิน’เลี้ยงความหวัง‘กธ.’ เครื่องมือคานอำนาจ‘พท.’
‘พริษฐ์ วัชรสินธุ’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เตรียมนำเสนอรายชื่อ ‘กรรมการวิปฝ่ายค้านชุดใหม่’ ต่อผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร
ต่ออายุ'ไทยช่วยไทยพลัส 2' ลดค่าครองชีพหรือกู้เรตติ้ง?
คนไทยเฮ! อีกรอบ เมื่อรัฐบาล นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไฟเขียวต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ ออกไปอีก 2 เดือน
อธิบดีสรรพากรคนใหม่ ทวงภาษีทักษิณ1.7หมื่นล้าน ผวาซ้ำรอย"เบญจา"คุก2ปี
วิบากกรรมของ ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่หมด เพราะแม้พ้นโทษคดีป่วยทิพย์ชั้น 14 เมื่อ 11 พ.ค.2569 แต่ตอนนี้ยังมีชนักติดหลังอยู่อย่างน้อยที่เห็นก็ 2 เรื่อง

