
“คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ทักษิณ ชินวัตร” จะกลับมาเล่นการเมืองหรือไม่ แต่คือ การกลับมาครั้งนี้รอบนี้ จะทำให้การเมืองไทยเดินเข้าสู่ความขัดแย้งรอบใหม่อีกครั้งหรือไม่”
การกลับมาของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และผู้นำทางจิตวิญญาณพรรคเพื่อไทย ที่ออกจากเรือนจำเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 หลังถูกคุมขังจำนวน 243 วัน หรือราว 8 เดือน หลายคนประเมินกำลังกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญของสมการการเมืองไทย ที่หลายฝ่ายมองว่าอาจร้อนแรงและอันตรายกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
แม้หลังได้รับการปล่อยตัว พ่อแม้ว จะยังไม่เปิดเกมเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ก่อนหน้านี้คนในตระกูลชินวัตรส่งสัญญาณว่า พอแล้ว ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแล้ว และอยากใช้ชีวิตพักผ่อน หลังต้องอยู่ในเรือนจำมานาน
แต่ในความเป็นจริงทางการเมือง แทบไม่มีใครเชื่อว่า นายใหญ่ จะวางมือได้จริง โดยเฉพาะหลังเจ้าตัวปล่อยวลี “ไปจำศีลมา 8 เดือน จำอะไรไม่ได้ เป็นอัลไซเมอร์” ออกมา แม้บางคนจะตีความว่า เป็นความพยายามส่งสัญญาณลดแรงปะทะกับฝ่ายผู้มีอำนาจ และต้องการปิดฉากความขัดแย้งในอดีต เพราะตัวเองได้รับโทษแล้ว
ขณะที่อีกด้าน กลับมีการประเมินตรงกันจากนักการเมืองและนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่ “การถอย” หากแต่เป็นการ “สะสมพลัง” เพื่อกลับมาอย่างสุขุม เยือกเย็น และทรงอิทธิพลกว่าเดิม
เพราะตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ทักษิณ ผ่านทั้งรัฐประหาร การสูญเสียอำนาจ หนีคดีไปต่างประเทศ และการถูกตัดวงจรทางการเมืองหลายครั้ง จนทำให้การกลับมารอบนี้ ถูกมองว่าจะไม่เล่นเกมแบบเดิมอีกแล้ว แต่จะใช้วิธีเดินหมากผ่านเครือข่าย ผ่านดีลอำนาจ และผ่านกลไกทางการเมืองที่ซับซ้อนขึ้น
ภาพบรรยากาศวันออกจากเรือนจำ คือสัญญาณแรกที่สะท้อนเรื่องนี้อย่างชัดเจน เมื่อบรรดาแกนนำคนเสื้อแดง นักการเมือง และมวลชนจำนวนมาก เดินทางไปรอต้อนรับอย่างคึกคัก รวมถึงก่อนหน้ายังมีการจัดกิจกรรมสร้างกระแสมาอย่างต่อเนื่อง เช่น เลี้ยงอาหาร และแจกสลากกินแบ่งรัฐบาล แสดงให้เห็นว่า ความผูกพันระหว่าง “นายใหญ่” กับฐานมวลชนเสื้อแดง ยังไม่จางหายไปไหน
สิ่งนี้เอง ที่ทำให้หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่า การเมืองแบบ “กีฬาสี” อาจกำลังกลับมาอีกครั้ง
ธนพร ศรียากูล นักวิชาการ และนักวิเคราะห์การเมือง ประเมินอย่างชัดเจนว่า “ทักษิณ” จะไม่วางมือทางการเมืองอย่างแน่นอน เพียงแต่จะเปลี่ยนรูปแบบให้รัดกุมขึ้น ลดช่องโหว่ ลดจุดอ่อน และไม่ทำตัวเป็น “สายล่อฟ้า” เหมือนในอดีต แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ “อานุภาพ” ทางการเมืองจะรุนแรงขึ้นกว่าเดิม
นักวิชาการผู้นี้ฟันธงว่า หลังจากนี้จะเกิดปฏิบัติการทางการเมืองอย่างน้อย 3 ด้าน ที่เร็วหรือช้าก็จะได้เห็นแน่นอน ด้านแรกคือ การฟื้นเครือข่ายมวลชนเสื้อแดงกลับมาอีกครั้ง แม้รูปแบบอาจไม่ใช่การชุมนุมใหญ่บนท้องถนนเหมือนในอดีต แต่จะเป็นการจัดตั้งฐานคะแนนเสียงและเครือข่ายมวลชนที่เหนียวแน่น ผ่านอัตลักษณ์ “สีเสื้อ” ทางการเมือง
เพราะภาพแกนนำเสื้อแดงที่เดินทางไปรอรับหน้าเรือนจำ สะท้อนว่า ความสัมพันธ์ระหว่างนายใหญ่กับมวลชนยังแนบแน่นเหมือนเดิม และพร้อมกลับมาฮึกเหิม หากมีสัญญาณให้ขยับ
สำหรับฝ่ายตรงข้าม สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงจำนวนคะแนนเสียง แต่คือ “พลังมวลชน” ที่อาจถูกปลุกกลับมาอีกครั้งเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง
ด้านที่สอง คือ ความพยายามปรับสมดุลอำนาจในวุฒิสภา เนื่องจากการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ปี 2567 ถูกมองว่าเป็นความพ่ายแพ้สำคัญของเครือข่ายนายใหญ่ ที่มีต่อเครือข่ายสีน้ำเงิน เพราะไม่สามารถคุมเกมองค์กรอิสระและกลไกรัฐได้เหมือนในอดีต
จึงมีการประเมินว่า หลังจากนี้ อาจเห็นความพยายาม “เปลี่ยนสีเสื้อ” ของสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน เพื่อดึงกลับมาเป็นแนวร่วมทางอำนาจกับพรรคสีแดง
เพราะในทางการเมือง ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร หากเข้าถึงการต่อรองและแรงจูงใจได้ ทุกอย่างก็เปลี่ยนขั้วได้เสมอ
ด้านที่สาม คือ การสร้างความร่วมมือระหว่างพรรคสีแดง สีส้ม และสีเขียว ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อถ่วงดุลพรรคสีน้ำเงิน ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันร่างกฎหมายสำคัญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการโหวตกฎหมายที่พรรคภูมิใจไทยไม่สนับสนุน
หากภาพความร่วมมือเช่นนี้เกิดขึ้นจริง จะทำให้สมดุลอำนาจในรัฐบาลเปลี่ยนทันที และทำให้พรรคเพื่อไทยมีอำนาจต่อรองสูงขึ้นอย่างมาก
ฉะนั้น จึงเริ่มมีการจับตาว่า หลังการกลับมาของ นายใหญ่ และยิ่งหลังพ้นโทษในวันที่ 9 กันยายน พรรคเพื่อไทยอาจไม่เลือกเดินเกมประนีประนอมเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว แต่จะ “ก้าวร้าว” มากขึ้น กล้าชนมากขึ้น และพร้อมต่อรองมากขึ้น
โดยเฉพาะเมื่อในทางการเมือง มีความเชื่อฝังลึกในหมู่คนเพื่อไทยว่า พรรคภูมิใจไทย คือหนึ่งในตัวขวางสำคัญ หลังถูก นายใหญ่ สั่งยึดกระทรวงมหาดไทย จนสถานการณ์การเมืองร้อนแรง และท่ามกลางความขัดแย้งของประเทศ จนเป็นเหตุทำให้ แพทองธาร ชินวัตร หลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี หลังเจอมรสุมคลิปเสียงอังเคิล ก่อนเกิดกระบวนการพลิกขั้วให้พรรคสีน้ำเงินเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทน จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่เริ่มมีการพูดถึงว่าทักษิณจะมี ภารกิจเอาคืน ทางการเมือง
แต่หากสถานการณ์ไปถึงจุดนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายของนายใหญ่และเครือข่าย เหมือนอย่างเคย ฝ่ายผู้มีอำนาจก็คงไม่ปล่อยให้สถานการณ์เดินไปถึงจุดนั้น
มีการประเมินว่า เครือข่ายสีน้ำเงินอาจตอบโต้กลับ เพราะ นายใหญ่ ยังต้องเผชิญแรงกดดันทางกฎหมายอีกหลายด้าน ที่ยังเป็นชนักติดหลัง
ทั้งคดีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. กำลังตรวจสอบเจ้าหน้าที่ 12 คน กรณีเอื้อประโยชน์ให้นอนรักษาตัวนอกเรือนจำ ซึ่งหากพบการกระทำผิด ก็อาจโยงถึงตัวอดีตนายกรัฐมนตรีได้ในฐานะ “ตัวการ”, “ผู้ใช้” หรือผู้สนับสนุน
ยังมีคดีมาตรา 112 ที่อยู่ระหว่างกระบวนการในศาลอาญา หลังอัยการสูงสุดยื่นอุทธรณ์ กรณีในอดีตไปให้สัมภาษณ์สื่อประเทศเกาหลี
รวมถึงประเด็นภาษีหุ้นชินคอร์ป มูลค่า 17,600 ล้านบาท ที่กำลังกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองครั้งใหม่ หลังภาคประชาชนและขาประจำทักษิณออกมาเรียกร้อง
เมื่อ ถาวร เสนเนียม อดีตแกนนำ กปปส. และอดีตนักการเมืองค่ายประชาธิปัตย์ ออกมาเตือนว่า หากปล่อยให้เวลาผ่านไป อาจเกิดปัญหาหมดอายุการบังคับชำระภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ในช่วงกลางปี 2570 และรัฐอาจไม่ได้เงินคืนเลย
โดยระบุว่า ขณะนี้สามารถบังคับชำระภาษีได้เพียงประมาณ 50 ล้านบาทเศษเท่านั้น และตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐบาลจึงยังเงียบ ทั้งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ของแผ่นดิน
ท่าทีเงียบของรัฐบาลในเรื่องนี้ จึงยิ่งถูกจับตา เพราะในทางการเมือง ยากจะปฏิเสธว่า ทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นผู้มีอิทธิพลสูงและตัวแปรสำคัญของระบอบการเมืองไทย และต่อโครงสร้างอำนาจบางส่วนในรัฐบาล
นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่ถูกจับตา คือความพยายามเปิดทางให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่หนีคดีหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งจำคุก 5 ปี ในคดีละเว้นไม่ระงับยับยั้งในโครงการทุจริตจำนำข้าว ได้กลับประเทศไทย หลังต้องลี้ภัยอยู่ต่างประเทศมานาน รวมถึงยังอาจต้องเสียค่าเข้าประเทศ เมื่อศาลปกครองสูงสุดสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 10,028 ล้านบาทอีกด้วย
กรณี ยิ่งลักษณ์ สำหรับ ทักษิณ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องช่วยเหลือคนในครอบครัวชินวัตรเพียงอย่างเดียว แต่คือปมค้างคาทางการเมืองที่ต้องการสะสางให้จบ
ทั้งหมดจึงทำให้การกลับมาครั้งนี้ของ นายใหญ่ ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นการกลับมาใช้ชีวิตเงียบๆ ของอดีตนักการเมืองคนหนึ่ง
แต่กำลังถูกจับตาว่า อาจเป็นการกลับมาของผู้เล่นที่ผ่านการ “จำศีล” เพื่อสะสมพลัง และพร้อมเดินเกมสู้ ท้าทาย และเอาคืนทางการเมืองอย่างเต็มรูปแบบ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ทักษิณ ชินวัตร” จะกลับมาเล่นการเมืองหรือไม่ แต่คือการกลับมาครั้งนี้รอบนี้ จะทำให้การเมืองไทยเดินเข้าสู่ความขัดแย้งรอบใหม่อีกครั้งหรือไม่.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
พร้อมโดนด่า! นิพิฏฐ์ ‘อโหสิ’ ทักษิณ เผยหมดโกรธตั้งแต่ก้าวเข้าคุก
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตสส.พัทลุง โพสต์เฟซบุ๊กว่าอโหสิ
ภท.รีเซตเกมแก้รธน. ปชน.ต้องจำบทเรียน
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า เกมแก้รัฐธรรมนูญต้องกลับไป “นับหนึ่งใหม่” อย่างเป็นทางการ หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)
องค์กรต้านคอร์รัปชันขอนแก่น จี้รัฐบาลทวงภาษี 'ทักษิณ' 1.7 หมื่นล้าน หากนิ่งเฉยจะฟ้องเอาผิดนายกฯ ม.157
นายตุลย์ ประเสริฐศิลป์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นภาคพลเมือง จ.ขอนแก่น พร้อมด้วย นายชัยชนะ ทัศนิยม ที่ปรึกษาองค์กรต่อต้านคอรัปชั่นภาคพลเมือง จ.ขอนแก่น เข้ายื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรม ส่งถึง นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ใ
“อ.สุขุม” ชี้ “ทักษิณ” ไม่สิ้นลาย มีนักการเมืองและกลุ่มเสื้อแดงสนับสนุน มั่นใจเตรียมสานต่อภารกิจช่วย “ยิ่งลักษณ์” กลับประเทศให้สำเร็จ เหตุเป็นคนสู้ ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ และห่วง อ.เชน จะยิ่งถูกกลบบทบาท
วันที่ 14 พค. รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองภายหลังการได้รับการพักโทษของ ทักษิณ ชินวัตร ว่า การกลับมามีอิสรภาพของอดีตนายกรัฐมนตรีรายนี้
'ถาวร' บี้สรรพากรฟ้องล้มละลาย 'ทักษิณ' ไม่ชำระหนี้ 1.7 หมื่นล้าน คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป
นายถาวร เสนเนียม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เรื่องภาษี 17,000 กว่าล้านบาท เกรงว่ารัฐจะไม่ได้เงินเลย ระยะเวลาบังคับชำระภาษีค้างจะหมดประมาณกลางปี 70 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 เรื่องนี้ไม่ใช่การบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา
สัมพันธ์ลึก“ชัชชาติ-กลุ่มคนทำงาน” โหนผู้ว่าฯกทม.?-กัปตันทีมมีคำตอบ
สนามเลือกตั้ง เมืองหลวง กรุงเทพมหานคร กับศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภาเขตกรุงเทพมหานคร (สก.) รวม 50 เก้าอี้ ที่จะเปิดรับสมัครผู้ลงชิงชัย ระหว่าง 28 พ.ค.-1 มิ.ย. และเลือกตั้งวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.

