เดินหน้าไม่มีถอย ไทยช่วยไทยพลัส “ปกรณ์”คุมเกมสู้คดีศาลรธน.

รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล กางแผนตั้งรับ-สู้คดี “พระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท”ออกมาทันที หลังเมื่อวันจันทร์ที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา “ศาลรัฐธรรมนูญ” มีมติรับคำร้องกรณีที่สส.ฝ่ายค้าน เข้าชื่อเสนอให้ศาลรธน.วินิจฉัยว่าการที่รัฐบาล ออก”พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศพ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท”ไม่เข้าข่าย รัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรค 1หรือไม่

โดยหลังศาลรธน.รับคำร้องก็ให้รัฐบาลในฐานะผู้ถูกร้อง จัดทำคำชี้แจงตามประเด็นที่ศาลกำหนดและจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องยื่นต่อศาลภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

สแกนแนวทางการตั้งรับและสู้คดีของฝ่ายรัฐบาลพบว่า มีการมอบหมายอย่างเป็นทางการให้ “ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย”เป็นตัวหลัก-กัปตันทีมฝ่ายรัฐบาลในการสู้คดี โดยเฉพาะการรับผิดชอบเรื่องการยกร่างและตรวจเอกสาร”คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” โดยรัฐบาลไม่รอช้าในการสู้คดี เห็นได้จากนำเรื่องดังกล่าวไปแจ้งกลางวงประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อ 19 พ.ค.และสั่งการ-กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมนำเสนอข้อมูล-ประเด็นที่เกี่ยวข้องที่เป็นมุมบวกสนับสนุนข้อต่อสู้ของรัฐบาลให้ได้ว่า รัฐบาลมีเหตุผลความจำเป็นในการออกพ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท

ฝ่ายรัฐบาล”รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี” แถลงหลังประชุมครม.ว่า รัฐบาลพร้อมชี้แจงต่อศาลรธน. ถึงความจำเป็นความเร่งด่วนในการออกพ.ร.ก.ดังกล่าว เพราะจากสถานการณ์ปัจจุบัน หากรัฐบาลไม่ทำอะไรเลยประชาชนทั้งประเทศจะเดือดร้อน มันมีเหตุผลในเรื่องใช้กรอบเงินกู้ประคับประคองค่าครองชีพ และเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน ที่พึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศมาสู่พลังงานสะอาด การใช้เงินของรัฐบาลไม่ใช่ไม่มีเป้าหมาย แต่เราดูแลคนที่เดือดร้อน รัฐบาลจะชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญอย่างเร็วที่สุดน่าจะภายในสัปดาห์นี้

“มอบหมายให้กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดทำคำชี้แจงและเอกสารประกอบในเรื่องดังกล่าว เป็นการด่วน แล้วจัดส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อเตรียมการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ”โฆษกรัฐบาลระบุทิศทางการสู้คดีในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อดวลศึกกับฝ่ายค้าน

ทิศทางที่น่าจะเป็นต่อจากนี้ หากเป็นไปตามที่โฆษกรัฐบาลบอกไว้ว่า จะส่งเอกสารชี้แจงต่อศาลรธน.ภายในสุดสัปดาห์นี้ ก็หมายถึงรัฐบาลคงไม่ขอขยายเวลาต่อศาลรธน.เพื่อขยับเวลาในการส่งเอกสารคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาออกไป

ด้าน”เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง”เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.มีการหารือเรื่องศาลรธน.รับคำร้องคดีเงินกู้ฯ โดยมอบหมายให้ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และกระทรวงการคลังเป็นฝ่ายชี้แจงกับศาลรธน.

สำหรับการที่ อนุทิน-รัฐบาลให้ ปกรณ์ เป็นหัวเรือใหญ่ในการสู้คดี ก็เป็นไปตามบทบาทหน้าที่ในรัฐบาลในฐานะ ปกรณ์ เป็นรองนายกฯฝ่ายกฎหมาย แต่ที่คนในรัฐบาลคงเชื่อมือและมั่นใจว่า ปกรณ์ จะทำให้ รัฐบาลชนะในคดีนี้ เพราะมั่นใจในการที่ ปกรณ์ เป็นอดีตเลขานุการและอดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ฯ ซึ่ง ปกรณ์ ในฐานะเลขานุการฯ จึงคงจะรู้-เข้าใจ-จดจำ ทุกข้อความในรัฐธรรมนูญปี 2560 ทุกมาตราได้อย่างขึ้นใจ โดยเฉพาะเรื่องของเจตนารมณ์-ความมุ่งหมายในการยกร่างรธน.แต่ละมาตรา ซึ่งคนเป็นเลขานุการฯ ต้องผ่านตามาหมดทุกบรรทัด

 เมื่อคนยกร่างรธน.มาเองกับมือทุกมาตรา  ไปสู้คดีเรื่องข้อกล่าวหารัฐบาลทำผิดรัฐธรรมนูญ ในชั้นศาลรธน. ฝ่ายรัฐบาลก็ต้องมั่นใจว่า หัวหน้าทีมฝ่ายรัฐบาล ปกรณ์ มันคนละเลเวล กับแกนนำฝ่ายค้านที่เป็นหัวหอกในการสู้คดีของปีกฝ่ายค้าน ทั้งกรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.คลัง-สิริกัญญา ตันสกุล หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชน  

ยิ่งเมื่อ ปกรณ์ กางขาข้อกฎหมายย้ำว่า การวินิจฉัยการออกพ.ร.ก.กรณีหากเป็นพ.ร.ก.เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเงินการคลังของประเทศ ที่ออกเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ รัฐธรรมนูญปี 2560 ให้ศาลรธน.วินิจฉัยเพียงแค่ว่า การออกพระราชกำหนดดังกล่าว เข้าข่ายเป็นการออกเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ ไม่ได้ให้วินิจฉัยว่า เป็นการออกพ.ร.ก.ที่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ ซึ่งแตกต่างจากตอนใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 ช่วงนั้นมีการยื่นตีความการออกพ.ร.ก.หลายฉบับ

การออกมาชี้ประเด็นดังกล่าวไว้ของ ปกรณ์ ก็ยิ่งสร้างความมั่นใจให้กับคนในรัฐบาลได้ว่า พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ได้ไปต่อ ไม่มีสะดุด จะไม่ถูกฝ่ายค้าน น็อกกลางศาลรัฐธรรมนูญ

จึงไม่แปลกที่ รัฐบาล-กระทรวงการคลัง จะเดินหน้าออกมติครม.เห็นชอบกับการเดินหน้า

 โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน”

ที่จะมีการให้เงินช่วยเหลือประชาชนในสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน และกลุ่มคนทำงาน นักศึกษา ทั่วไป ที่รอบนี้จะเปลี่ยนจากคนละครึ่งมาเป็น 60/40 คือรัฐจ่าย 60 -ประชาชนจ่าย 40 โดย กลุ่มหลังรัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ที่ 30 ล้านคน ซึ่งทั้งสองกลุ่ม รัฐบาลบอกว่า จะมีประชาชนได้สิทธิ์ดังกล่าวมากถึง 43 ล้านคน ที่จะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้ โดยใช้เงินได้ไม่เกิน 200 บาทต่อวัน และเงิน1000บาทที่ได้แต่ละเดือน จะต้องใช้ให้หมดภายในเดือนนั้น ไม่สามารถสะสมไปใช้ในเดือนถัดไปได้

 “หากรัฐบาลไม่สามารถรับมือกับวิกฤตของแพงได้ หรือหากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยไม่ทำอะไรเลย อัตราเงินเฟ้ออาจจะพุ่งสูงขึ้นไปถึง 5% ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างมาก หากไม่สามารถประคองสถานการณ์ไว้ได้จะนำไปสู่วิกฤตกำลังซื้อที่ทำให้ธุรกิจรายย่อยต้องปิดตัวลง ส่งผลให้เกิดปัญหาคนตกงานตามมา”เอกนิติ รมว.คลัง กล่าวระหว่างการแถลงข่าวมติครม.เห็นชอบ ไทยช่วยพลัสฯ

เอาเป็นว่า รูปคดีพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ก็สู้กันไประหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ปักหมุดรอได้เลย คดีนี้ จบเร็ว น่าจะไม่เกินมิถุนายนก็รู้ผล

สิ่งหนึ่งที่เห็นชัด การที่ ครม.ไม่ชะลอ ไม่เลื่อนการอัดเงินเข้ากระเป๋าคนไทย 43 ล้านคนเพื่อรอให้ศาลรธน.ปิดคดีให้จบก่อน แม้คำร้องของฝ่ายค้าน จะเน้นให้ศาลรธน.วินิจฉัย ในเงินสองแสนล้านบาท ก้อนที่สองที่ใช้ในเรื่องพลังงาน เป็นหลัก ไม่ได้เน้นให้วินิจฉัยเรื่องเงินสองแสนล้านบาทในส่วนที่ช่วยเหลือประชาชนผ่านไทยช่วยไทยพลัส ฯ 

กระนั้น ท่าทีฝ่ายค้าน ก็เปิดกว้างให้ศาลรธน.วินิจฉัยตามดุลยพินิจ คืออาจพิจารณาการออกพ.ร.ก.ทั้งฉบับก็ได้ แต่การที่รัฐบาลเดินหน้า ไทยช่วยไทย ฯ เต็มสูบ  มันโชว์ให้เห็นในเชิงการเมืองถึงความมั่นใจของรัฐบาล

 รูปคดีเป็นต่อ โอกาสชนะ มากกว่าแพ้

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศาลรัฐธรรมนูญมติเอกฉันท์ตีตก 2 คำร้องทั้งกรณี 'เด็ก กธ.ถูกถอนชื่อ-บัตรประชามติ'

ศาล รธน.ตีตกคำร้อง 'ก้องเกียรติ' เด็กกธ. ปมถูกถอนชื่อลงสมัคร สส.นครศรีธรรมราช ชี้คดีถึงที่สุดแล้ว พร้อมไม่รับกรณีร้อง กกต.ไม่ออกแบบบัตรประชามติให้มีช่องแก้ไข รธน.เป็นรายมาตราขัด รธน.

ยกระดับ“ล้อมคอก”อาวุธปืน “บิ๊กต่าย”ประมืองานร้อน"ทิ้งทวน"

เพียงสัปดาห์เดียวเกิดเหตุสลดถึง 2 เคส ที่สังคมไทยต้องนำมาถอดบทเรียนอีกครั้ง ศุกร์ที่ 7 ส.ค. “เหตุกราดยิง” ภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี นักเรียนชาย ม.3 พกอาวุธปืนขนาด 9 มม.มาจากบ้าน พร้อมกระสุน 98 นัด ก่อเหตุที่ไม่มีใครคาดคิด เดินลั่นไกใส่ครู-นักเรียน ไม่ต่างกับในเกมหรือภาพยนตร์

วิ่งหัวชนกำแพง อภิสิทธิ์ชน 'พรรคส้ม'รอมหาชนทุบเอง

กลายเป็นชนวนร้อนสั่นสะเทือนไปทั้งสภาฯ และโซเชียลมีเดีย เมื่อสงครามวาทกรรม “วิ่งหัวชนกำแพง” ถูกจุดพลุขึ้นโดย “ไหม” น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แห่งค่าย พรรคส้ม ที่ออกมาเปิดใจสะท้อนสภาวะถดถอยและความกดดันของการสู้กับระบบ

เปิดลึก มหาดไทย ขยับ รีเซ็ต คุมอาวุธปืน ฝ่ายกฎหมายแทงสวน

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ กราดยิงกลางโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ทำให้จากเดิมที่มีความเชื่อกันว่า”โรงเรียน-สถานศึกษา”คือ Safe Zone พื้นที่ปลอดภัย ต้องถูกสั่นคลอน ส่งผลให้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล มีการบ้านเร่งด่วนคือการทำให้สังคมเชื่อมั่นว่า โรงเรียนยังเป็นพื้นที่ปลอดภัย และอีกหนึ่งเรื่องที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขยับแรงๆ ทันทีก็คือ การยกระดับความเข้มงวดในการ”ควบคุมอาวุธปืน”เพราะแม้ปืนที่ก่อเหตุจะเป็นปืนในบ้านของผู้ก่อเหตุ แต่ทำให้สังคมเล็งเห็นถึงอันตราย ความไม่ปลอดภัยหากการควบคุมอาวุธปืนยังไม่มีประสิทธิภาพ

สอบท้องถิ่น-ฮั้วสว.-ผลงานไม่ออก บั่นทอนเชื่อมั่น'รัฐบาลอนุทิน'

สัปดาห์ก่อนมีกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาต้นสัปดาห์นี้มีข่าวลือพลิกขั้วรัฐบาล ส้ม-แดง-เขียว พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม จับมือกัน