‘คลัง’ คอนเฟิร์มไม่ขัดวัตถุประสงค์!! ดึง 1.88 หมื่นล้าน จาก พ.ร.ก.กู้เงินสู้วิกฤตพลังงานโปะบัตรคนจน หลังตั้งงบอุ้มกองทุนประชารัฐไว้ต่ำเพียง 3 หมื่นล้านบาท เหตุช่วงจัดทำร่างงบประมาณ รัฐจ่อเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ คาดผู้รับสิทธิ์ลดลง พร้อมปัดข่าวลือ ‘ถังแตก’ ระบุยังมีงบกลาง-ทุนสำรอง-เงินคงคลัง รองรับหากถึงยามจำเป็น
21 พ.ค. 2569- นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวยืนยันถึงกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลมีการนำเงินจาก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน วงเงิน 4 แสนล้านบาท จำนวน 18,800 ล้านบาท ไปเติมในกองทุนประชารัฐเพื่อใช้จ่ายสวัสดิการพื้นฐาน ว่า สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย และไม่ขัดวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. กู้เงิน
โดยอ้างอิงมาตรา 5 (1) ของ พ.ร.ก. กู้เงินฯ ที่เปิดทางให้นำเงินไปใช้ช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ซึ่งกลุ่มเปราะบางและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากค่าครองชีพและราคาพลังงานที่สูงขึ้น ดังนั้น รัฐบาลจึงนำเงินสวัสดิการพื้นฐาน 300 บาทต่อเดือนจากงบรายจ่ายประจำ มารวมกับวงเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 700 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน ภายใต้โครงการไทยช่วยไทย พลัส เป็นระยะเวลา 4 เดือน โดยใช้แหล่งเงินจาก พ.ร.ก. กู้เงินฯ เป็นตัวสนับสนุนหลัก
“พ.ร.ก. กู้เงินฯ เป็นเพียงแหล่งเงินเพิ่มเติม สำหรับรองรับมาตรการช่วยเหลือประชาชนในยามได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน เมื่อวัตถุประสงค์ของโครงการสอดคล้องกับเงื่อนไขตามกฎหมาย ก็สามารถเบิกจ่ายได้ โดยทุกโครงการต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองหลายชั้นก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ เนื่องจากงบประมาณกองทุนประชารัฐประจำปีงบประมาณ 2569 มีการตั้งงบไว้เพียง 30,000 ล้านบาท ต่ำกว่าความจำเป็นใช้จริงที่คนที่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.18 ล้านคน รัฐต้องใช้งบประมาณราว 50,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดงบประมาณไม่เพียงพอรองรับผู้มีสิทธิราว 20,000 ล้านบาท” นายวินิจ กล่าว
ทั้งนี้ การตั้งงบประมาณกองทุนประชารัฐไว้เพียง 30,000 ล้านบาทนั้น เป็นการตัดสินใจเชิงบริหารงบประมาณ เนื่องจากในช่วงจัดทำร่างงบประมาณ รัฐบาลมีแผนเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ พร้อมนำระบบดิจิทัลและเกณฑ์คัดกรองที่เข้มงวดมาใช้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิ์ ซึ่งกระทรวงการคลังคาดว่า การคัดกรองดังกล่าวจะทำให้จำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ที่ไม่ได้อยู่ในภาวะยากจนจริงลดลง ส่งผลให้ภาระงบประมาณลดลงตามไปด้วย จึงไม่ได้ตั้งงบไว้เต็มจำนวนตั้งแต่ต้น
สำหรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลกำลังประสบปัญหาการเงิน จนต้องนำเงินกู้มาใช้ทดแทนงบประจำนั้น โฆษกกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า ‘ไม่เป็นความจริง’ และรัฐบาลยังมีเครื่องมือบริหารงบประมาณอีกหลายช่องทาง ทั้งการใช้งบกลาง หรือการใช้ทุนสำรองจ่ายตามมาตรา 45 ของ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ซึ่งสามารถนำเงินคงคลังมาใช้ล่วงหน้าได้ หากมีความจำเป็น
“ในครั้งนี้รัฐบาลเลือกใช้เงินจาก พ.ร.ก. กู้เงินฯ เนื่องจากมีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน และช่วยลดแรงกดดันต่องบประมาณส่วนอื่นที่มีภารกิจจำเป็นเช่นกัน” นายวินิจ กล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เคาะเกณฑ์ใหม่บัตรคนจน
ครม.ไฟเขียวปรับเกณฑ์ "บัตรคนจน" ยกเลิกเงื่อนไขลด
เฮ! ครม.ขยายเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 เปิดทางผู้ตกหล่นลุ้นรับสิทธิ
ครม. อนุมัติปรับหลักเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มโอกาสให้กลุ่มเปราะบางและผู้
'ศิริกัญญา' ดักคอ แบ่งเค้กก้อนโต 'เงินกู้ 2 แสนล้าน' เปลี่ยนวิธียื่นแผนงานใหม่ให้ตรวจสอบยาก
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 กล่าวถึงกรณีที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ขอยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงาน จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า ถือเป็นความโชคดีที่ยกเลิก เพราะตนได้รับข้อมูลนี้มานานแล้ว แต่รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลังจากที่ตนโพสต์ข้อความเพียง 1 วันที่
'ไหม' เย้ย 'ศุภจี' ผุดโครงการข้าวแกง 40 บาท แค่หวังผลทางสื่อมากกว่าแก้ปัญหาปากท้อง
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการข้าวแกง 40 บาท ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า ตอนเห็นราคาก็ไม่ได้จูงใจขนาดนั้น

