
‘พิพัฒน์’ ระดมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกร่วมพัฒนาเทคโนโลยีมาตรฐานก่อสร้างอุโมงค์ ทางด่วน ‘กะทู้–ป่าตอง’ จ.ภูเก็ต วงเงินลงทุน 1.1 หมื่นล้านบาท ปรับขนาดอุโมงค์เหลือ 14 เมตร เพิ่มความปลอดภัย เตรียมเสนอ ครม.ภายในปีนี้ ปักธงเปิดใช้ปี74 ช่วยแก้ปัญหาจราจรภูเก็ตระยะยาวและลดเวลาเดินทางสนามบิน–ป่าตองเหลือเพียง 20-30 นาที พร้อมลดค่าผ่านทางทุกประเภทรถช่วยลดภาระประชาชน
25 มิ.ย.2569-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานงานสัมมนาวิชาการ ครั้งที่ 15 เรื่อง “Tunnel Construction and Maintenance Technology” การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น เยอรมนี สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศไทย เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ด้านการก่อสร้าง การบำรุงรักษา การบริหารจัดการทางพิเศษ และเทคโนโลยีด้านการก่อสร้างและบำรุงรักษาอุโมงค์จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ พร้อมยกระดับศักยภาพบุคลากร รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านโครงสร้างการคมนาคม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งนี้ การเชิญผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการรับฟังองค์ความรู้จากต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการนำเสนอประสบการณ์ของประเทศไทยในการดำเนินโครงการอุโมงค์ขนาดใหญ่ เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัย การออกแบบ และการก่อสร้างให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นายพิพัฒน์กล่าวว่า หนึ่งในโครงการสำคัญที่อยู่ระหว่างการผลักดันคือโครงการอุโมงค์ทางด่วนกะทู้–ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเดิมมีการออกแบบขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอุโมงค์ไว้ที่ 17 เมตร แต่ภายหลังจากการศึกษาและประเมินความเสี่ยงด้านวิศวกรรม ได้มีการปรับลดขนาดลงเหลือ 14 เมตร เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการก่อสร้าง เนื่องจากอุโมงค์ที่มีขนาดใหญ่ยิ่งมีความซับซ้อนในการก่อสร้างมากขึ้น และส่งผลต่อเสถียรภาพของโครงสร้าง
สำหรับอุโมงค์ขนาด 14 เมตรดังกล่าว ถือเป็นอุโมงค์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยดำเนินการก่อสร้างมา โดยที่ผ่านมาอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่สุดที่ไทยเคยสร้างมีขนาดประมาณ 11 เมตร อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่า ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่มีประสบการณ์ในการก่อสร้างอุโมงค์ขนาดใหญ่จะสามารถให้คำแนะนำและสนับสนุนโครงการได้เป็นอย่างดี เนื่องจากในหลายประเทศมีการก่อสร้างอุโมงค์ขนาดใหญ่กว่านี้มาแล้ว
อย่างไรก็ตามสาเหตุที่ต้องออกแบบอุโมงค์ให้มีขนาดใหญ่กว่าปกติ เนื่องจากต้องรองรับทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นรูปแบบการเดินทางหลักของประชาชนในจังหวัดภูเก็ต โดยปัจจุบันกว่า 65% ของการเดินทางในพื้นที่ใช้รถจักรยานยนต์ และมีความหนาแน่นสูงเป็นพิเศษในเส้นทางระหว่างอำเภอกะทู้และหาดป่าตอง จึงจำเป็นต้องออกแบบโครงสร้างให้สามารถรองรับปริมาณการจราจรได้อย่างเพียงพอและปลอดภัย
นายพิพัฒน์ กล่าวว่างานสัมมนาครั้งนี้ มีผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศเข้าร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ อาทิ ประเทศญี่ปุ่น นำเสนอแนวทางและประสบการณ์ด้านการก่อสร้างอุโมงค์ ประเทศเกาหลีใต้แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีการบริหารจัดการอุโมงค์ ประเทศเยอรมนีนำเสนอเทคนิคและอุปกรณ์สนับสนุนงานก่อสร้างเพื่อเพิ่มความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้าง ส่วนผู้เชี่ยวชาญจากประเทศจีนได้ถ่ายทอดประสบการณ์การก่อสร้างอุโมงค์ขนาดใหญ่ระดับ 17 เมตรที่ประสบความสำเร็จแล้ว
นายพิพัฒน์ กล่าวถึงโครงการทางด่วนชั้นที่ 2 (Double Deck) ว่า ขณะนี้โครงการอยู่ในขั้นตอนรอการอนุมัติรูปแบบการร่วมลงทุน (PPP) จากกระทรวงการคลัง อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมและการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้เตรียมความพร้อมคู่ขนานกันไป เพื่อให้สามารถเดินหน้าโครงการได้เมื่อผ่านการอนุมัติ
ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดูแลผู้ได้รับผลกระทบ โดยเตรียมลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนที่อาศัยอยู่ใต้ทางด่วนกว่า 300 ครอบครัว รวมถึงหารือร่วมกับสหภาพแรงงานของ กทพ. เพื่อชี้แจงให้เห็นถึงประโยชน์สูงสุดที่ประเทศชาติจะได้รับจากการพัฒนาดังกล่าว สำหรับประเด็นการขยายอายุสัญญาสัมปทานนั้น ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ศึกษาและเสนอเงื่อนไขที่เหมาะสมที่สุดมาก่อน จากนั้นกระทรวงคมนาคมจะนำตัวเลขมาพิจารณาร่วมกันอย่างรอบคอบอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าเงื่อนไขดังกล่าวเป็นธรรมและคนไทยทั้งประเทศรับได้ ก่อนที่จะตัดสินใจอนุมัติโครงการในขั้นตอนสุดท้ายต่อไป
นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่า กทพ.กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการทางพิเศษสายกะทู้-ป่าตอง แม้ต้นทุนก่อสร้างโดยรวมจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 8% แต่การปรับลดขนาดอุโมงค์ช่วยลดต้นทุนก่อสร้างลงได้ในระดับใกล้เคียงกัน ทำให้ยังสามารถควบคุมกรอบวงเงินลงทุนโครงการไว้ที่ประมาณ 11,000 ล้านบาท โดยไม่จำเป็นต้องขอเพิ่มงบประมาณจากกรอบเดิม ขณะที่การเวนคืนที่ดินของโครงการคาดว่าจะแล้วเสร็จ 100% ภายในเดือนกันยายนปีนี้ ส่วนโครงการระยะที่ 2 ช่วงกะทู้-สนามบินภูเก็ต มีวงเงินลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม
นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า โครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี เนื่องจากทุกฝ่ายตระหนักตรงกันว่าปัญหาการจราจรของจังหวัดภูเก็ตอยู่ในระดับวิกฤตและจำเป็นต้องเร่งแก้ไข โดยคาดว่าโครงการระยะที่ 1 จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ภายในปีนี้ หลังจากจัดทำเอกสารประกอบการพิจารณาแล้วเสร็จ ซึ่งเดิมตั้งเป้าไว้ในเดือนมิถุนายน แต่จะเลื่อนเป็นช่วงเดือนกรกฎาคม ก่อนใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือนในการจัดทำเอกสารประกอบเสนอ ครม.
“หากได้รับการอนุมัติ คาดว่าจะเปิดประมูลและเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2570 ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 4 ปี ส่วนโครงการระยะที่ 2 จะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี โดย กทพ.จะเร่งผลักดันให้ทั้งสองโครงการสามารถเปิดให้บริการได้ใกล้เคียงกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบคมนาคมของจังหวัดภูเก็ตเมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยให้การเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตไปยังพื้นที่ป่าตองและพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญทางตอนใต้ของเกาะใช้เวลาเพียงประมาณ 20-30 นาที จากปัจจุบันที่ประสบปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนัก”นายสุรเชษฐ์ กล่าว
สำหรับอัตราค่าผ่านทาง กทพ.ได้ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยมีการทบทวนโครงสร้างค่าผ่านทางใหม่ จากเดิมที่เคยพิจารณาไว้สำหรับ รถจักรยานยนต์จากเดิม 15 บาท เหลือ 10 บาท รถยนต์ 4 ล้อ จากเดิม 40 บาท เหลือ 20 บาทรถยนต์ 6-10 ล้อจากเดิม 85 บาท เหลือ 40 บาท รถยนต์มากกว่า 10 จากเดิม 125 บาท เหลือ 60 บาทแม้การปรับลดค่าผ่านทางจะส่งผลให้ผลตอบแทนโครงการลดลง โดยอัตราผลตอบแทนภายในโครงการ (IRR) อาจลดลงประมาณ 2% แต่ กทพ.เห็นว่ายังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ และจะใช้แนวทางเพิ่มรายได้จากการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์บริเวณโครงการเข้ามาสนับสนุน
ทั้งนี้ คาดว่าเมื่อเปิดให้บริการโครงการระยะที่ 1 จะมีปริมาณจราจรเฉลี่ยประมาณ 70,000 คันต่อวัน รวมรถจักรยานยนต์ และจะเพิ่มขึ้นอีกเมื่อโครงการระยะที่ 2 แล้วเสร็จ ซึ่งจะช่วยยกระดับโครงข่ายคมนาคมของจังหวัดภูเก็ต รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันเบื้องต้นมีแนวคิดพัฒนาพื้นที่บริการริมทาง (Service Area) และพื้นที่เชิงพาณิชย์ในลักษณะ Public-Private Venture (PPV) คล้ายกับโครงการที่ กทพ.ดำเนินการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับผู้เดินทางและสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับองค์กร

