ส.อ.ท. ชี้สงครามยังป่วน! ฉุดยอดผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกดิ่ง

ส.อ.ท. ชี้สงครามยังป่วนฉุดยอดผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกดิ่ง กระทบภาพรวมยอดผลิตรถ งวด พ.ค. ลดลง 17.94% แม้ยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศทำได้ 58,520 คัน แต่ไม่พอจะทำให้ภาพรวมเป็นบวกได้

29 มิ.ย. 2569 – นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่ายอดผลิตรถยนต์เดือนพ.ค.2569 มีทั้งสิ้น 114,214 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 17.94% เนื่องจากผลิตส่งออกรถยนต์นั่งลดลง 26.66% และรถกระบะลดลง 38.79% ส่งผลให้ยอดผลิตเพื่อส่งออกลดลง 36.20% อยู่ที่ 55,694 คัน

ทั้งนี้ แม้ว่ายอดผลิตเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.78% อยู่ที่ 58,520 คัน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ผลิตเพื่อขายในประเทศมากกว่าผลิตเพื่อส่งออก แต่ไม่เพียงพอที่จะสามารถทำให้ยอดผลิตรถยนต์ในภาพรวมของเดือนพ.ค.เพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากยอดผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่เป็นตลาดหลักอันดับ 3 ของการส่งออกรถยนต์ของไทยในปี 2568 ที่ส่งออกได้ 200,001 คัน มีสัดส่วน 21% ของยอดส่งออกทั้งหมด ลดลง 66.14% ในเดือนพ.ค.2569 ส่วนการส่งออกไปออสเตรเลีย-โอเชียเนีย ซึ่งเป็นตลาดหลักของไทยลดลง 37.18% จากรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนเข้ามาแข่งขันมากขึ้น จากกฎหมายการเข้มงวดในการปล่อยคาร์บอนของรถยนต์เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เดือนพ.ค.2569 อยู่ที่ 59,434 คัน ลดลง 26.69%

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า สำหรับยอดผลิตรถยนต์ 5 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-พ.ค.2569) อยู่ที่ 587,759 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.13% จากการผลิตเพื่อส่งออกที่ลดลงเป็นหลัก 4.56% อยู่ที่ 372,299 คัน ขณะที่ ยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศอยู่ที่ 215,460 คัน เพิ่มขึ้น 5.41% ในส่วนของยอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือนพ.ค.2569 อยู่ที่ 57,765 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 10.60% เพราะขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าและรถ SUV ไฟฟัาเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น จากการขัดแย้งในตะวันออกกลางและขายรถบรรทุกเพิ่มขึ้น จากการกลับมาผลิตของบางบริษัทที่ย้ายโรงงานเสร็จแล้ว

โดยจะเห็นว่ารถกระบะมีอัตราเพิ่มขึ้นเพียง 0.21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจากเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำ หนี้ครัวเรือนยังคงสูงกว่า 80% ของจีดีพี ส่งผลให้อำนาจซื้อของประชาชนอ่อนแอ เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและสงครามการค้า

“ยอดขายในประเทศอาจเพิ่มขึ้นจากเงินลงทุนที่ 153,558 ล้านบาทใน 5 เดือนแรกปีนี้ มากกว่า 5 เดือนปีที่แล้ว 6.46% รวมทั้งการส่งออกเดือนพ.ค.2569 ที่เติบโตจากปีก่อน 10.6% และจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้นจากราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับที่สูง รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจของไทยปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 2.3% รวมทั้งนโยบายลดค่าใช้จ่ายประชาชนและการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลโดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศและนักลงทุนไทย”นายสุรพงษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท.ยังคงคาดการณ์ยอดผลิตรถยนต์ปี 2569 อยู่ที่ 1.5 ล้านคัน ซึ่งยังคงต้องติดตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดต่อไปอีก 1-2 เดือนว่าจะเป็นอย่างไร เพื่อประกอบการพิจารณาทบทวทวนประมาณการยอดผลิตรถยนต์ปี 2569 ให้มีความชัดเจนอีกครั้ง

เพิ่มเพื่อน