เอกนิติยัน‘พ.ร.ก.กู้4แสนล้าน’จำเป็นเร่งด่วน ลั่นมีแผนใช้จ่ายไม่สะเปะสะปะ/ชูลงทุนเปลี่ยนผ่าน

‘เอกนิติ’ ยืนยัน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือ เยียวยาประชาชนแก้ปัญหาปากท้องจากวิกฤตพลังงาน ลั่นมีแผนใช้เงิน ไม่ใช้จ่ายสะเปะสะปะ ชูลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ 

4 ก.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัย ในวันที่ 9 ก.ค. 2569 ว่า การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน วงเงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ว่า รัฐบาลมีความมั่นใจว่าการออกพ.ร.ก. กู้เงินดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมาย และ พ.ร.ก. กู้เงินได้มีผลบังคับใช้แล้ว

ทั้งนี้ ยืนยันว่า พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญ เนื่องจากเงินงบประมาณไม่เพียงพอเยียวยาประชาชนจากปัญหาปากท้องของประชาชนจากวิกฤตด้านพลังงาน ดังนั้นต้องใช้เงินกู้มาเยียวยาและสร้างการเปลี่ยนผ่าน โดยหนึ่งในโครงการสำคัญ คือ โครงการไทยช่วยไทย พลัส ซึ่งใช้เงินจากพ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้ เพื่อมาช่วยประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย ผ่านการอบรม ให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าหากเปลี่ยนผ่านช้าอาจกระทบเศรษฐกิจ จากการที่ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลราว 5 แสนล้านบาท ในช่วง 2 เดือนล่าสุดนี้ อันเป็นผลจากการนำเข้าพลังงาน

“สิ่งนี้สะท้อนว่า พ.ร.ก.กู้เงินนี้มีความจำเป็นจริง เพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ควบคู่ไปกับการช่วยเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศ โดยรัฐบาลมีแผนการใช้จ่ายเงิน จะไม่ใช้เงินสะเปะสะปะ โดยจะใช้เพื่อเยียวยาประชาชน ช่วยเปลี่ยนผ่านพลังงาน ผ่านวัตถุประสงค์แค่ 3 อย่างเท่านั้น คือ 1.เปลี่ยนผ่านเพื่อใช้พลังงานสะอาด 2.การเปลี่ยนผ่านรถยนต์ขนส่ง 3.เปลี่ยนผ่านเรื่องคน สร้างคนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า พ.ร.ก.กู้เงินโดยเฉพาะในส่วนที่ 2 วงเงิน 2 แสนล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น ยืนยันว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากสงครามยังไม่จบ และประเทศไทยมีการนำเข้าพลังงานสูง หากไม่ลงทุนเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานตั้งแต่วันนี้ ก็จะเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤตขึ้นได้ในอนาคต นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยเสริมการลงทุนของประเทศให้สูงขึ้น

ส่วนกรณีที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณปี 2570 ในส่วนของงบลงทุนที่ลดลง 7 หมื่นล้านบาทนั้น รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุว่า ต้องยอมรับว่างบลงทุนลดลงจริง เพราะรัฐบาลต้องการให้งบประมาณปี 2570 มีความโปร่งใสมากที่สุด จึงไม่ให้มีการหมกเม็ดในส่วนงบประจำที่มักตั้งไว้ไม่เพียงพอ และมาของบเพิ่มภายหลังเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ทำให้งบประจำปีนี้เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้งบลงทุนลดลง แต่เม็ดเงินลงทุนที่ลดลงดังกล่าวนั้น ไม่ใช่งบลงทุนของประเทศทั้งหมด

“งบลงทุนที่ลดลงนั้น ไม่ได้หมายความว่าการลงทุนของประเทศลดลง เพราะรัฐบาลจะใช้ทุกเครื่องมือผลักดันการลงทุนของประเทศ ทั้งการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานผ่าน พ.ร.ก. กู้เงินจำนวน 2 แสนล้านบาท การใช้เครื่องมือร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PPP) จะมีการทำโครงการ Thailand Future Fund ในโครงสร้างลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และดึงการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ผ่านโครงการ Thailand FastPass ด้วย โดยได้มีการตั้งเป้าหมายผลักดันเม็ดเงินลงทุนผ่านโครงการ Thailand FastPass ให้ได้อย่างน้อย 9 แสนล้านบาท หรือถึง 1 ล้านล้านบาท” นายเอกนิติ กล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาลยังคงตั้งเป้าให้ปี 2569 เป็นปีแห่งการลงทุน ดังนั้น โจทย์สำคัญหลังจากนี้ คือ ต้องเร่งลงทุนเพื่อกระจายรายได้ ป้องกันวิกฤตซ้อนวิกฤต และไม่ให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพ รัฐบาลจึงเดินหน้าการเร่งลงทุน ผ่านการเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต เพราะต้องยอมรับว่า ประเทศไทยไม่ได้มีการลงทุนมานาน ที่ผ่านมาเศรษฐกิจโตได้ปีละ 1-2% ต่ำกว่าศักยภาพที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินไว้ที่ 2.7-2.8% 

“ปีนี้มีการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ดีที่ระดับ 2.4-2.5% แม้ว่าจะดีขึ้น แต่ก็ยังต่ำกว่าศักยภาพ ขณะที่ปี 2570 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ที่ 2.2% โดยหากมองภาพเศรษฐกิจไทยนั้นแย่มานาน ถ้าไม่ลุกขึ้นมาทำการเปลี่ยนแปลง ปรับโครงสร้าง เศรษฐกิจประเทศไทยจะถอยหลังลงไปเรื่อย ๆ เนื่องจากความเสี่ยงของโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากโลกที่แบ่งเป็น 2 ขั้ว และเน้นความมั่นคงเป็นหลัก ขณะที่โจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยตอนนี้ คือ วิกฤตปากท้อง ที่เริ่มต้นมาจากวิกฤตพลังงานจนลามมาสู่ค่าครองชีพ หากไม่เร่งแก้ปัญหาก็อาจจะลุกลามไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจในส่วนอื่น ๆ ต่อไป” นายเอกนิติ กล่าว

อย่างไรก็ดี การจะปรับโครงกสร้างเศรษฐกิจไทยให้ได้ตามเป้านั้น รัฐบาลจะขับเคลื่อนผ่านนโยบาย 5T ได้แก่ 1.Target ช่วยเหลือแบบเจาะกลุ่มเป้าหมาย เช่น เกษตรกร ภาคการขนส่ง รวมทั้งให้ความรู้ AI กับประชาชนตัวเล็กตัวน้อย 2.Transition การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยการใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน 3.Transform ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและลงทุนในคน เช่น การปลดล็อกการลงทุนผ่าน Thailand FastPass เพื่อดึงเงินลงทุนเข้าประเทศ 4.Transparency ยกระดับความโปร่งใสของภาครัฐ และ 5.Together การร่วมภาครัฐและภาคเอกชน ผ่านการตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'พร้อมพงศ์' จี้รื้อสูตรพลังงาน ชี้น้ำมันโลกลงแต่คนไทยยังจ่ายแพง

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ กล่าวถึงสถานการณ์ค่าครองชีพในปัจจุบันว่า ประชาชนยังตั้งคำถามต่อราคาน้ำมัน ค่าเดินทาง และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะมีแน