
‘เอกนิติ’ เผย IMF ชื่นชมไทยเป็นเจ้าภาพประชุมประจำปี ชี้วินัยการคลังช่วยสร้างความเชื่อมั่น พร้อมย้ำโจทย์สำคัญคือเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนเป็นการพัฒนาคนและเศรษฐกิจจริง ปลื้ม ‘เฟด’ สนใจโมเดล Bangkok Blueprint ผนึกกำลังนานาชาติปราบสแกมเมอร์และทุนเทาข้ามชาติ
เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2569 เวลา 17.00 น. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวภายหลังการพูดคุยหารือระหว่างนายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย และนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภายหลังการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) : The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ว่า นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF ได้กล่าวชื่นชม ขอบคุณคนไทยและประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในครั้งนี้ พร้อมระบุว่ามีความประทับในเป็นอย่างมาก
โดยสิ่งที่สำคัญและถือเป็นความภาคภูมิใจที่สุดของประเทศไทย คือ การที่นางคริสตาลินาปิดท้ายสรุปการประชุมในวันที่ 16 ต.ค. นี้ ด้วยการยกตัวอย่างพระราชดำรัสและนำพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาแสดงบนเวที ที่เป็นการสะท้อนว่าทุกอย่างที่ทำทั้งหมดนี้เพื่อให้คนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มุ่งมั่นทำเพื่อคนไทย และนี่คือสิ่งที่ทุกคนทราบดีอยู่แล้ว
นอกจากนี้ สิ่งที่ IMF ได้เน้นย้ำตลอดการประชุมนั่นคือ การให้แต่ละประเทศมุ่งเน้นเรื่องวินัยการคลัง และชี้ชัดว่าประเทศไทยกำลังเดินมาถูกทางแล้ว ตรงนี้สะท้อนถึงความแตกต่างว่าประเทศที่เน้นวินัยการคลังจะทำให้มีต้นทุนไม่สูงมาก ส่วนประเทศที่ไม่เน้นวินัยการคลัง ซึ่งได้มีการยกตัวอย่างจากประเทศในฝั่งตะวันตก เช่น สหรัฐฯ ที่มีอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล สูงถึง 5% กว่า เช่นเดียวกับยุโรปและญี่ปุ่น ส่วนประเทศไทยอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล อยู่ที่ระดับต่ำเพียง 2.3-2.4% ซึ่งเป็นอัตราที่สอดคล้องกับตลาดการเงินโลกที่เป็นเครื่องสะท้อนถึงความมั่นใจในการคลังและเศรษฐกิจของไทย
สำหรับหัวใจและบทเรียนที่ IMF ได้เน้นย้ำกับประเทศไทย นั่นคือการเน้นเรื่องการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต พร้อมทั้งชี้ว่าไม่ควรให้ความสำคัญกับการทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมาควบคู่กับการสร้างเสถียรภาพ และวินัยการคลังด้วย
“การประชุมครั้งนี้ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก ไม่ใช่แค่กับประเทศไทยแต่เป็นประโยชน์กับทุกประเทศที่เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ หลายประเด็นประเทศไทยได้เป็นต้นแบบในหลาย ๆ เรื่อง ให้กับหลาย ๆ ประเทศ ขณะที่เราได้นำเสนอเรื่องการนำเอไอมาใช้ในการพัฒนาศักยภาพของคนตัวเล็กบนเวทีเสวนาเรื่อง Small AI Better Jobs ผ่านกลไก AI นกกระซิบ ที่แสดงให้คนทั่วโลกเห็นว่าประเทศไทยสามารถนำ AI มาช่วยพ่อค้า แม่ค้าในตลาด ตามท้องถนน ให้สามารถทำการค้าขายได้ดีขึ้น และสามารถเข้าสู่ระบบสินเชื่อของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน” นายเอกนิติ กล่าว
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยถือว่าโชคดีที่เป็นส่วนหนึ่งในกระแสของประเทศผู้ผลิต AI สำคัญของโลก แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือไทยจะต้องคว้าโอกาสที่มีมาต่อยอดในการพัฒนาทักษะ และฝีมือแรงงานของคนไทย นายเอกนิติ ระบุว่า ได้ชี้ชัดในการประชุมว่าประเทศไทยต้องการเปลี่ยนการลงทุนที่ไม่ใช่ดูเพียงแค่เม็ดเงิน แต่จะต้องนำเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวมาสร้างและพัฒนาให้คนในประเทศ และเศรษฐกิจดีขึ้นอย่างแท้จริง ซึ่งตรงนี้สอดคล้องกับแนวทางของ IMF ด้วย
อย่างไรก็ดี ได้มีการพูดคุยกับประธานเฟด ซึ่งได้มีการชื่นชมเกี่ยวกับแนวทางในการปราบปราบสแกมเมอร์ และทุนเทาของประเทศไทย ซึ่งไทยได้ชูกลไกของ Connect the Dots ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานปราบปรามทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งตำรวจ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นต้น ขณะเดียวกันไทยก็ได้มีการนำเสนอพิมพ์เขียวกรุงเทพ (Bangkok Blueprint) ที่เกี่ยวกับการปราบปรามทุนเทา สแกมเมอร์ ซึ่งจะเห็นหลักให้ประเทศต่าง ๆ นำไปใช้
“Bangkok Blueprint เป็นเรื่องที่ IMF และ รมช.คลังสหรัฐฯ ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ ทุนเทาไม่ใช่แค่ปัญหาของประเทศประเทศหนึ่ง แต่มันกลายเป็นปัญหาข้ามชาติได้ เพราะแม้จะถูกหลอกลวงจากประเทศหนึ่ง แต่เงินอาจจะถูกโอนไปอีกประเทศหนึ่ง และเงินนั้นอาจจะไหลผ่านสินทรัพย์ทางการเงินในหลายรูปแบบได้ ตรงนี้จึงกลายเป็นเรื่องที่หลายประเทศต้องร่วมใจกันทำ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าว

