'กากพิษ-สินค้าเถื่อน-น้ำมันรั่ว' ถอดรหัสวิกฤตอุตสาหกรรมไทยกับทางออกที่ยั่งยืน

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยต้องเผชิญกับข่าวสารในแง่ลบเกี่ยวกับวงการอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ การลักลอบทิ้งกากพิษสารเคมี ตลอดจนการเปิดดำเนินกิจการของโรงงานรีไซเคิลหรือโรงหลอมโลหะที่ไม่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม

คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในสังคมคือ “ทำไมโรงงานและผู้ประกอบการที่เสี่ยงต่อการสร้างมลพิษ หรือลักลอบนำเข้าสินค้าด้อยคุณภาพ จึงยังสามารถเล็ดลอดสายตาและดำเนินกิจการอยู่ได้?” ช่องโหว่เกิดจากการอนุมัติใบอนุญาตที่ได้ง่ายเกินไป การตรวจสอบที่ไม่ทั่วถึง หรือเกิดจากบทลงโทษทางกฎหมายในอดีตที่ต่ำเกินไปจนผู้ประกอบการมองว่า “ค่าปรับ” คุ้มค่ากว่า “ต้นทุนในการบำบัดของเสียและควบคุมคุณภาพ” กันแน่?

หากพิจารณาจากกรณีศึกษาและข่าวสารที่เกิดขึ้นจริงในรอบปี 2569 จะพบว่าวิกฤตภาคอุตสาหกรรมไทยแบ่งออกเป็น 2 ด้านหลักที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิต ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อมของประชาชน:

กรณีที่ 1 วิกฤตคราบน้ำมัน ขยะพิษ และการลักลอบเปิดโรงงานเถื่อนในปราจีนบุรี

ปัญหาการจัดการกากอุตสาหกรรมกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงเมื่อเจอเข้ากับปัจจัยทางธรรมชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี

เหตุการณ์คราบน้ำมันและกากพิษรั่วไหลลงนาข้าว เมื่อเกิดฝนตกหนักและอุทกภัย น้ำได้ท่วมขังสูงกว่าระดับท้องนาถึง 3 เมตร และไหลกัดเซาะบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมของ บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด ซึ่งประกอบกิจการตามใบอนุญาตโรงงานลำดับที่ 105 (คัดแยกและฝังกลบสิ่งปฏิกูลไม่เป็นของเสียอันตราย) และลำดับที่ 106 (นำน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วหรือสารทำละลายมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงทดแทน/ทำอิฐบล็อก) ผลการตรวจค้นพบว่ากองฝังกลบกากอุตสาหกรรมไม่มีผ้าใบปิดคลุมตามเงื่อนไข และถังบรรจุของเสียไม่ได้ปิดอย่างดี ทำให้น้ำชะกากพิษและคราบน้ำมันรั่วไหลลอยเป็นคราบสีรุ้งกระจายสู่นาข้าวและแหล่งน้ำชุมชนตำบลหัวหว้า สร้างความหวาดผวาให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่

โรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์เถื่อนรุกป่า การบุกเข้าตรวจสอบ บริษัท เอ็มวาย เมทัล จำกัด ต.กรอกสมบูรณ์ อ.ศรีมหาโพธิ พบการฝ่าฝืนคำสั่ง ลักลอบขยายเครื่องจักร และประกอบกิจการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตรวจพบกองขยะอิเล็กทรอนิกส์มหาศาล มีการใช้เศษพลาสติกร่วมกับดิน รวมถึงข้อสงสัยว่าเข้าข่ายบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน และมีลักษณะการใช้ผู้ถือหุ้นตัวแทน (นอมินี) ต่างชาติเข้ามาทำลายสิ่งแวดล้อมไทย

กรณีที่ 2 มหกรรมสินค้าเถื่อน ไร้ มอก. ทะลักตลาดและช่องทางออนไลน์

นอกจากปัญหามลพิษในพื้นที่แล้ว ด้านผู้บริโภคกำลังเผชิญกับการระบาดของสินค้าด้อยคุณภาพที่ทะลักเข้ามาจากต่างประเทศ

ปฏิบัติการบุกยึดหลอดไฟ LED คาโกดังย่านตำบลศาลากลาง อำเภอบางกรวย มูลค่ากว่า 10.1 ล้านบาท (รวม 61,891 หน่วย) พบว่าผู้ประกอบการได้รับใบอนุญาตนำเข้าถูกต้องจาก สมอ. แต่กลับนำหลอดไฟกลม หลอดยาว และอุปกรณ์ขับหลอดที่ตกเกณฑ์มาตรฐานจากการทดสอบที่สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มาจำหน่าย จนประชาชนร้องเรียนว่าหลอดไฟเกิดการระเบิดหลังใช้งานได้ไม่นาน

การสนธิกำลังบุกตรวจค้น 2 จุดใหญ่ ยึดของกลางรวม 41,161 หน่วย มูลค่ากว่า 32.5 ล้านบาท โดยจุดแรกคือ บริษัท วายวายนา อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด (อ.บางเสาธง) ซึ่งเปิดเป็นคลังสินค้า Fulfillment รับฝาก-แพ็ก-ส่งสินค้าออนไลน์ ตรวจยึดสายไฟ ปลั๊กพ่วง เครื่องนวด แบตเตอรี่สำรอง และไดร์เป่าผมไร้ มอก. ส่วนจุดที่สองคือ บริษัท หัวเหลียง แอลอีดี ไลท์ติ้ง จำกัด (อ.เมืองฯ) พบหลอดไฟ LED T8/T5 และอุปกรณ์แปลงไฟฟ้าไร้ มอก. ซุกซ่อนในโกดังหลังร้าน พร้อมฉลากภาษาต่างประเทศ ซึ่งขยายผลพบเบาะแสเชื่อมโยงการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน

การเข้าตรวจค้นโกดังย่านคลองจั่น เขตบางกะปิ ยึดเครื่องจ่ายไฟ (Power Supply) 6,981 หน่วย และไฟเส้น LED 78,614 หน่วย รวมกว่า 85,595 ชิ้น มูลค่า 10.9 ล้านบาท ซึ่งสินค้าไร้ มอก.กลุ่มนี้หากนำไปตกแต่งร้านค้าหรือสถานบันเทิง ความร้อนสะสมอาจก่อให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร เพลิงไหม้ และปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารบกวนระบบสื่อสารโทรคมนาคมของประชาชน

 ในอีกมุมหนึ่ง ปฏิบัติการสุ่มตรวจร้านจำหน่ายยางรถยนต์รายใหญ่ 5 แห่งในพื้นที่ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ (ตรวจยางล้อกว่า 71,000 เส้น) ไม่พบยางเถื่อน สะท้อนว่ามาตรการป้องปรามอย่างต่อเนื่องช่วยให้ผู้ประกอบการที่มีธรรมาภิบาลปฏิบัติตามกฎหมาย

การปฏิบัติการเชิงรุกและการยกระดับกฎหมาย

กระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การนำของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย พลเอกนักรบ บุญบัวทอง ประธานกรรมการฯ/หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ “ท็อปกัน”, นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการ สมอ. และ นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ยกระดับมาตรการปราบปรามและแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง

มาตรการแก้ไขเฉพาะหน้าและบังคับใช้กฎหมายทันที

ใช้อำนาจสั่งหยุดกิจการ (ม.39) และสั่งปรับปรุง (ม.37) สั่งหยุดประกอบกิจการโรงงาน บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด ทันที ห้ามรับกากอุตสาหกรรม ห้ามนำวัตถุดิบเข้าหรือเคลื่อนย้ายของออกจากโรงงาน พร้อมสั่งให้คลุมผ้าใบหลุมฝังกลบกากอุตสาหกรรม 100% ล้อมคันกระสอบทราย ใช้ทุ่นกักน้ำมัน (Oil Boom) ฉีดพ่นสารลดแรงตึงผิว (Surfactant) และใช้แผ่นดูดซับน้ำมันกู้คืนสภาพน้ำ

ดำเนินคดีอาญาและประสานหน่วยงานระดับชาติ แจ้งความร้องทุกข์ต่อ สภ.ศรีมหาโพธิ ประสานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เพื่อสกัดกั้นเจ้าของโรงงานขยะอิเล็กทรอนิกส์ต่างชาติไม่ให้ออกนอกประเทศ และปูพรมตรวจโรงงานประเภท 105/106 เกือบ 3,000 แห่งทั่วประเทศ

การชดใช้ค่าเสียหายและการทำ CSR ยืนยันว่าผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเก็บกวาดและเยียวยาความเสียหายให้ประชาชน 100% พร้อมเสนอให้โรงงานทำ CSR เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์และความรู้สึกของชุมชนโดยรอบ

การปฏิรูปกฎหมายและบทลงโทษในระยะยาว

แก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน และกฎหมายกากอุตสาหกรรม ยอมรับว่ากฎหมายเดิมใช้มานาน 40-50 ปี มีโทษปรับเพียงหลักแสนบาท (ไม่เกิน 200,000 บาท) ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการบำบัดกากพิษอย่างถูกต้อง ขณะนี้กระทรวงอยู่ระหว่างแก้ไขกฎหมายในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเพิ่มโทษปรับเป็นระดับ 8 หลัก (สิบล้านบาทขึ้นไป)

 เปลี่ยนมลพิษให้เป็น “คดีทางการเงิน” (ยึดทรัพย์ ปปง.-DSI) ผลักดันให้การลักลอบทิ้งกากพิษและขนขยะพิษเข้าข่ายมูลฐานความผิดทางการเงิน เพื่อให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินและยึดทรัพย์สินของผู้ประกอบการและนอมินีได้

 ระบบตัดคะแนนยึดใบอนุญาต เพิ่มเงื่อนไขการเก็บบันทึกประวัติ หากกระทำผิดซ้ำครบ 3 ครั้ง จะทำการยึดใบอนุญาตประกอบกิจการถาวรและห้ามเปิดโรงงานอีกต่อไป

โครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ การเติบโตที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

 นอกจากมาตรการปราบปราม กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้วางแนวทางปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตควบคู่กับสิ่งแวดล้อม

การจัดการขยะพลังงานสะอาด เร่งจัดตั้ง นิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิลเพื่อรองรับซากแผงโซลาร์เซลล์ (ที่เริ่มหมดอายุหลังใช้งานมา 10-15 ปี) และแบตเตอรี่รถยนต์ EV โดยนำแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพมาทำ Recondition เป็นระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) ส่วนที่เสื่อมจริงจะถูกกำจัดในพื้นที่ควบคุมที่มีระบบบำบัดและติดตาม 24 ชั่วโมง

การยกระดับเกษตรกรรม (AI ยกกำลัง 2) นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาช่วยเกษตรกร (ซึ่งมีแรงงาน 30% แต่สร้าง GDP เพียง 8%) โดยใช้ AI ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ (คุณภาพดิน/น้ำ) กลางน้ำ (แปรรูปอัตโนมัติ) และปลายน้ำ (E-commerce) เปลี่ยนการขายวัตถุดิบราคาถูก เช่น ข้าวตันละ 7,000-8,000 บาท ไปสู่การแปรรูปสร้างมูลค่าหลายหมื่นบาทต่อตัน พร้อมจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง 4 ภาค

การปรับตัวของ SME และยานยนต์ ใช้แนวทาง Multi-pathway ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ไม่พึ่งพา EV เพียงอย่างเดียว แต่ดูแลฐานผลิตเครื่องยนต์สันดาป (ICE), ไฮบริด (PHEV), BEV และไฮโดรเจน เพื่อรักษาห่วงโซ่อุปทานเดิมที่ทำร่วมกับค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นมานาน 60-70 ปี โดยให้ SME Bank สนับสนุนเงินทุนและเทคโนโลยีแก่ SME กว่า 3.2 ล้านรายในการปรับตัวสู่ Green Industry และมาตรฐาน CBAM ของยุโรป

ทางออกที่ยั่งยืนเพื่อลมหายใจของประชาชน

บทเรียนจากคราบน้ำมันรั่วไหลที่ปราจีนบุรี และมหกรรมสินค้าไม่ได้มาตรฐานที่ทะลักเข้าสู่สังคมไทย เป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นสุดท้ายว่า “การพัฒนาเศรษฐกิจจะแลกกับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของประชาชนไม่ได้อีกต่อไป”

ทางออกที่ยั่งยืนจึงต้องอาศัยการทำงานร่วมกันทุกมิติ

การบังคับใช้กฎหมายที่เด็ดขาดและเท่าเทียม ปราบปรามโรงงานเถื่อน สินค้าไร้ มอก. และกลุ่มทุนนอมินีอย่างไม่ละเว้นหน้าไหน ตามสโลแกน “ไม่สนใจว่านามสกุลอะไร ทำผิดกฎหมายต้องลงโทษขั้นสูงสุด”

การก้าวทันช่องทางจำหน่ายใหม่ คุมเข้มระบบคลังสินค้า Fulfillment และการขายสินค้าออนไลน์ โดยบังคับให้แสดงเครื่องหมาย มอก. พร้อม QR Code ที่ตรวจสอบใบอนุญาตได้จริง

การสร้างความร่วมมือกับชุมชน (Community Watch) เปิดโอกาสให้ประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่นร่วมตรวจสอบ ผ่านสายด่วนกระทรวงอุตสาหกรรม 1564 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ชุมชนและโรงงานสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืนอย่างแท้จริง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'หนูนา' สุดทน! 'วราวุธ' โดนด่าเรื่องขยะพิษ ลั่นอยากสั่งสอนคนหมิ่นประมาทต้องถูกดำเนินคดีให้เป็นบทเรียน

น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หรือ “หนูนา” ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า พื้นฐานนิสัยดิฉันไม่เหมาะเป็นนักการเมือง…ดิฉันไม่ชอบวุ่นวายกับผู้คน…ที่สำคัญ

กพร. จัดสรรเงินผลประโยชน์พิเศษปี 70 กว่า 189 ล้านบาทพัฒนา 87 ชุมชน 39 จังหวัด

กพร. เร่งจัดสรรเงินผลประโยชน์พิเศษ ปี 2570 กว่า 189 ล้านบาท สู่ท้องถิ่น พัฒนา 87 ชุมชน 39 จังหวัด ยอดรวม 3 ปี สะสมทะลุ 1,174 ล้านบาท

‘คลัง’จ่อหั่นภาษีสรรพสามิตน้ำมันB20-E20

‘คลัง’ รับลูกพลังงานจ่อหั่นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20-E20 เตรียมหารือสรรพสามิตเคาะอัตรา ฟุ้งเพื่อช่วยอ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน พร้อมบรรเทาภาระกองทุนน้ำมันที่ติดลบกว่า 1 แสนล้านบาท

'เอกนัฏ' ปิ๊งไอเดีย ดึงเงินกองทุนอนุรักษ์พลังงาน โปะกองทุนน้ำมันอุ้มราคาพลังงาน

เอกนัฏ' ปิ๊งไอเดีย ดึงเงินกองทุนอนุรักษ์พลังงาน โปะกองทุนน้ำมัน อุ้มช่วงสถานการณณ์น้ำมันแพง พร้อมจ่อถกคลังพิจารณานำเงินปันผลจากบริษัทน้ำมันที่มีคลังถือหุ้น มาช่วยบรรเทาภาระของประชาชนในช่วงวิกฤตราคาพลังงาน

กลุ่มผู้ใช้ยนตรกรรมระดับโลก BMW เชื่อมั่น Bangchak Hi Premium + Plus น้ำมันพรีเมียมคุณภาพสูงในงาน #BIMMERRACE 7

บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมส่งมอบประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจในงาน #BIMMERRACE 7 ณ สนามพีระ เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นงานรวมพลคนรัก BMW และมอเตอร์สปอร์ตที่ได้รับความสนใจจากนักขับและผู้หลงใหลในยนตรกรรมสมรรถนะสูงจากทั่วประเทศ