เอสซีจีโชว์ผลประกอบการเอสซีจี 9 เดือน ปี 2569 Adjusted Cash EBITDA โต 19% ผนึก SCGC และ GC ดันธุรกิจพอลิโอเลฟินส์ขึ้นแท่น TOP 10 ของโลก เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยเดินหน้าโครงการเชิงกลยุทธ์ พร้อมรุกตลาดเวียดนาม
30 ต.ค.2569 – นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่าปี 2569 เป็นหนึ่งในปีที่ธุรกิจเผชิญบททดสอบหนักที่สุด ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ราคาพลังงานผันผวน และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่เอสซีจีเร่งทรานฟอร์มธุรกิจสร้างความเข้มแข็งสู่การเติบโตระยะยาวผ่าน 3 ด้าน คือ 1) สร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจด้วยการผนึก SCGC และ GC ยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสู่ระดับโลก พร้อมเร่งโครงการอีเทนที่เวียดนาม รวมทั้ง ขยาย Low Carbon Cement Platform ในอาเซียน 2) เสริมความเข้มแข็งทางการเงินโดยการปรับลดหนี้สินสุทธิต่อเนื่อง 3) เพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI & Robotics ทั่วทั้งอาเซียน ส่งผลให้ผลประกอบการ 9 เดือนปี 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 57,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% กำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 20,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% หากไม่รวมการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือและรายการปรับปรุงอื่น ๆ Adjusted Profit อยู่ที่ 14,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,831 ล้านบาท และรายได้จากการขายอยู่ที่ 382,236 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3%”
ขณะที่ไตรมาส 3 ปี 2569 Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 14,444 ล้านบาท กำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 2,385 ล้านบาท รายได้จากการขายอยู่ที่ 122,666 ล้านบาท หนี้สินสุทธิลดลง 42,656 ล้านบาทจากไตรมาสที่ 4 ปี 2568 อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงต่อเนื่องมาที่ 3.6 เท่า และมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปี 2569 อยู่ที่ 75,147 ล้านบาท
ธุรกิจเคมิคอลส์ หรือเอสซีจีซี ประกาศแผนผนึกกำลังธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยร่วมกับ GC คาดว่าจะสร้างประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจร่วมกัน (Synergy) เพิ่มขึ้นประมาณ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย พร้อมก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 10 ผู้ผลิตพอลิโอเลฟินส์รายใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยการรวมจุดแข็งของทั้งสองบริษัท ทั้งด้านฐานการผลิต ความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนเครือข่ายลูกค้าและตลาดทั่วโลก มุ่งสร้างธุรกิจที่มีขนาดใหญ่และแข็งแกร่งขึ้น สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมต่อเนื่องในไทย พร้อมรับความผันผวนของอุตสาหกรรมและความท้าทายจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ในระยะยาว ขณะที่โรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) กลับมาเดินโรงงานตั้งแต่กลางเดือนกันยายน 2569 หลังหยุดชั่วคราวจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง รวมทั้งยังเร่งโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทน ที่ LSP เวียดนาม ช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี คาดแล้วเสร็จกลางปี 2570 ซึ่งเร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้
ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ตามแนวทาง One CBM เพิ่มยอดขายข้ามกลุ่มสินค้าเติบโต 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน ลดความซ้ำซ้อนและใช้ทรัพยากรร่วมกัน ส่งผลให้ลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้กว่า 1,000 ล้านบาทภายในปี 2569 นอกจากนี้ ยังใช้เชื้อเพลิงทดแทน (AF) อยู่ที่ 25%-35% ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นด้านต้นทุน ด้านธุรกิจแพคเกจจิ้ง ได้ต่อยอดการฟื้นตัวของธุรกิจในอินโดนีเซีย รวมถึงบูรณาการเครือข่ายการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร พร้อมขยายโอกาสในตลาดเวียดนามและอินเดีย เสริมความแข็งแกร่งในตลาดและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า ปี 2570 เอสซีจีมุ่งต่อยอดการทรานฟอร์มธุรกิจที่ทำมาต่อเนื่องให้เกิดผลลัพธ์อย่างชัดเจน ปรับโครงสร้างธุรกิจควบคู่กับการเดินหน้าโครงการเชิงกลยุทธ์ อาทิ การผนึก SCGC และ GC ยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสู่ระดับโลก โครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP เวียดนาม การขยาย Low Carbon Cement Platform ในอาเซียน รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพฐานผลิตในอาเซียน ผ่าน AI & Robotics เชื่อมั่นว่าจะช่วยให้เรารับมือกับทุกความท้าทาย และเสริมธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในระยะยาว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แผ่นดินไหวเขย่า 'เวียดนาม' ขนาด 3.8 'เมียนมา' 3.1
กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า เมื่อเวลา 04:20 น. (ตามเวลาประเทศไทย) เกิดแผ่นดินไหวที่ประเทศเวียดนาม ขนาด 3.8 ลึก 10 กิโลเมตร
อุตุฯ สยบข่าวพายุจากเวียดนามถล่มไทย ชี้ยังเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง
กรมอุตุนิยมวิทยาชี้แจงสถานการณ์หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงว่า จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการก่อตัวของระบบอากาศบริเวณเวียดนามตอนบน ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเกิดความกังวลว่าอาจพัฒนาเป็นพายุ

