
‘เอกนิติ’ ย้ำชัดไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ต่อจีดีพี เดินหน้าคุมวินัยการคลัง ตั้งเป้าลดขาดดุลต่ำกว่า 3% พร้อมปรับโครงสร้างภาษี ลุยเก็บ Global Minimum Tax 15% ชะลอภาษีเดินทางออกนอกประเทศ แจงแผนกู้ 2 แสนล้านบาทเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ปั้นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ตั้งเป้าดันจีดีพีโตเกิน 3%พลัส ปั๊มลงทุนเพิ่มแตะ 30% ต่อจีดีพี ยกระดับขีดแข่งขันไทยสู่ Top 20 โลก
4 พ.ย. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวในงาน The Standard Economic Forum 2026 : Reinvent Thailand ในหัวข้อ ‘เส้นทางไทยสู่ประเทศรายได้สูง’ ว่า แผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) นั้น ยืนยันว่า 1. จะไม่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะจากปัจจุบันอยู่ที่ 70% ต่อจีดีพีอย่างแน่นอน แต่รัฐบาลจะพยายามดึงตัวเลขหนี้สาธารณะจากปัจจุบันอยู่ที่ราว 67-68% ต่อจีดีพีให้ลดลงมา โดยหนี้สาธารณะระดับดังกล่าวถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เข้มแข็งเมื่อเทียบกับอัตราส่วนหนี้สาธารณะมาตรฐานโลกที่ 90-100% ต่อจีดีพี
2. ในเรื่องการจัดเก็บรายได้ รัฐบาลพยายามสร้างความเป็นธรรมจากคนในและต่างประเทศ โดยมีแนวทางปรับโครงสร้างภาษีให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจและสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน โดยมี 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.ภาษีสรรพสามิตรถยนต์นำเข้า ปรับโครงสร้างภาษีเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ผลิตที่เข้ามาลงทุน ตั้งโรงงาน และสร้างการจ้างงานในประเทศไทย 2.ภาษีขั้นต่ำทั่วโลก (Global Minimum Tax) เตรียมจัดเก็บภาษีในอัตรา 15% ให้สอดคล้องกับมาตรฐานภาษีระหว่างประเทศ และ 3.ภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ชะลอแนวคิดการจัดเก็บภาษีดังกล่าว เพื่อไม่เพิ่มภาระประชาชนและไม่กระทบภาคการท่องเที่ยวในช่วงที่ต้องเร่งฟื้นตัว
“ผมยังยึดวินัยการคลังเป็นหลัก เพราะมองว่า การมีกองหลังแข็งแกร่งเป็นผลดี และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เตือนทั่วโลกเรื่องนี้ ปีที่แล้วเราคาดว่าจะขาดดุล 4.4% แต่ปีนี้ขาดดุลแค่ 3.4% ของจีดีพี การขาดดุลน้อยลงนี้ได้รับการชื่นชมจากทั่วโลก บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Agency) จึงเปลี่ยนมุมมองไทยจากลบเป็นมีเสถียรภาพ (Stable) ขณะเดียวกันรัฐบาลยังตั้งเป้าลดการขาดดุลให้ต่ำกว่า 3% ต่อจีดีพี โดยจะเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ทบทวนรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และควบคุมการก่อหนี้” นายเอกนิติ กล่าว
สำหรับพระราชกำหนดกู้เงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น รัฐบาลวางแนวทางสำหรับเปลี่ยนผ่านประเทศใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.พลังงานไฟฟ้า สนับสนุนโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน วงเงิน 50,000 ล้านบาท เปิดทางให้ประชาชนขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าระบบ พร้อมลงทุนพัฒนาโครงข่ายสายส่งอัจฉริยะ (Smart Grid) อีกกว่า 20,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการใช้พลังงานสะอาด
2.การขนส่ง ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ด้วยการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ ทั้งเอทานอล (E20) และไบโอดีเซล (B20) ซึ่งผลิตจากผลผลิตทางการเกษตรในประเทศ ช่วยเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศและลดต้นทุนการนำเข้าพลังงาน และ 3.การพัฒนาทักษะแรงงาน ยกระดับทักษะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยกว่า 100,000 บาทต่อปี ซึ่งมีจำนวนราว 6 ล้านคน ผ่านการฝึกอบรมร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงแรงงาน เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำงานและสร้างรายได้
นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ว่า กำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศยังเติบโตไม่ทั่วถึงในลักษณะ K-Shape โดยธุรกิจบางกลุ่มสามารถขยายตัวได้ดี แต่ประชาชนรายได้น้อยและผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ยังเผชิญข้อจำกัดในการเติบโต รัฐบาลจึงต้องเร่งยกระดับกลุ่มที่อยู่ด้านล่างให้กลับมาเติบโต พร้อมเปิดโอกาสให้คนไทยและธุรกิจไทยเข้าถึงเทคโนโลยีและห่วงโซ่เศรษฐกิจใหม่ เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการลงทุนที่กำลังเข้ามาในประเทศ
“หน้าที่ผมในฐานะคนดูแลเศรษฐกิจ คือจะเปลี่ยนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจากรูป K-Shape เป็น V-Shape ให้ได้ ต้องดึงกลุ่มขาล่างขึ้นมา เปิดประตูให้คนไทยและบริษัทไทยเข้าสู่ High Speed Train ให้เร็วที่สุดและมากที่สุด” นายเอกนิติ ระบุ
ทั้งนี้ เป้าหมายการยกระดับประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงนั้น นายเอกนิติ ระบุว่า ประเทศไทยต้องสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยใช้การลงทุนเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ไม่พึ่งพาเพียงการบริโภคหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น พร้อมกำหนดตัวชี้วัดสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1.เศรษฐกิจเติบโตมากกว่า 3% เพื่อเพิ่มศักยภาพการขยายตัวและสร้างรายได้ให้ประชาชน 2.เพิ่มสัดส่วนการลงทุนจาก 22% เป็น 30% ของจีดีพี ทั้งการลงทุนจากต่างประเทศและการลงทุนของภาคเอกชนไทย และ 3.ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน จากอันดับ 26 ให้เข้าสู่ 20 อันดับแรกของโลก หรือ Top 20 โดยเป้าหมายดังกล่าวต้องทำให้เกิดผลจริง โดยเฉพาะการดึงเม็ดเงินเข้าสู่ภาคการผลิต เทคโนโลยี และธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อสร้างงานและเพิ่มทักษะแรงงานไทย ไม่ใช่มุ่งเพียงตัวเลขเงินลงทุนที่ไหลเข้าประเทศ
“เราต้องมีความฝันว่าประเทศไทยต้องเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ตั้งเป้าจีดีพีโต 3% พลัส เพิ่มสัดส่วนการลงทุนจาก 22% เป็น 30% ของจีดีพี และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันสู่ Top 20 ของโลกให้ได้” นายเอกนิติ กล่าว
โดยอีกแนวทางสำคัญคือการปรับบทบาทของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับมูลค่าเงินลงทุน มาเน้นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ทั้งการจ้างงานคนไทย การพัฒนาทักษะแรงงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทต่างชาติ ซึ่งรัฐบาลจะใช้แนวทางทีมไทยแลนด์ ให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรและการแปรรูปอาหาร ยานยนต์ การค้าปลีกและการค้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์และเวลเนส การท่องเที่ยว รวมถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งภาครัฐจะทำหน้าที่สนับสนุนและปลดล็อกกฎระเบียบ เพื่อให้การลงทุนเกิดขึ้นจริง
อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังจะประกาศยุทธศาสตร์ ‘STI DEE’ เพื่อปรับกระทรวงการคลังให้เป็นต้นแบบองค์กรภาครัฐยุคใหม่ โดยเน้น 3 ด้าน ได้แก่ Stabilize Today รักษาเสถียรภาพ, Transition สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและเทคโนโลยี และ Invest ส่งเสริมการลงทุนใหม่ พร้อมใช้หลัก DEE ได้แก่ Disclosure เปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างย้อนหลัง 5 ปี, Easy นำดิจิทัลมาลดขั้นตอนบริการประชาชน และ Efficiency & Effectiveness เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้เกิดผลจริง

