'นฤมล' ชี้หนี้ครัวเรือนไทยพุ่งอันดับ 12 ของโลกแนะทุกฝ่ายต้องร่วมกู้ระเบิดเวลาลูกนี้

'อ.แหม่ม' ชี้หนี้ครัวเรือนเป็นระเบิดเวลา หลังไทยพุ่ง 90.1%ของจีดีพีสูงเป็นอันดับ 12 ของโลก แนะทถกฝ่ายทั้งผู้ให้กู้-ผู้กู้-รัฐบาล-เอกชน ต้องร่วมมือกันแก้ไข

29 มิ.ย.2565 - ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) และหัวหน้านโยบายพรรค พปชร. โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “หนี้ครัวเรือน ระเบิดเวลาที่ทุกคนต้องช่วยแก้” ระบุว่า เดือนนี้ หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยพุ่งไปถึง 90.1% สูงเป็นอันดับที่ 12 จาก 70 ประเทศทั่วโลก และสูงเป็นอันดับที่ 2 ในเอเชียรองจากประเทศเกาหลีใต้ เป็นระเบิดเวลาในระบบเศรษฐกิจ

ภาระหนี้ที่ต้องผ่อนชำระเทียบกับรายได้ต่อเดือน (Debt Service Ratio: DSR) สูงขึ้นแตะ 34% สะท้อนว่า แทนที่ภาระหนี้จะกระตุ้นการบริโภค ภาระหนี้กลับกลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งการบริโภคและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
10 ส.ค. นี้ ธปท.มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยจาก 0.5% เป็น 0.75% ประกอบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น จะกระทบความสามารถในการชำระหนี้ หนี้ครัวเรือนจึงอยู่ในจุดเปราะ ที่เสี่ยงจะเกิดหนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
ใคร ๆ ก็ออกมาชี้นิ้วว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน แต่จริง ๆ แล้ว ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาสะสม และเกิดขึ้นจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ถ้าทุกคนไม่ช่วยกัน ก็แก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืนไม่ได้

ใครบ้างต้องร่วมมือแก้ปัญหานี้

1.ผู้ให้กู้ ต้องปล่อยกู้อย่างรับผิดชอบ ต้องเข้าใจก่อนว่า หนี้ครัวเรือน ไม่ได้มาจากธนาคารเท่านั้น ยังมีหนี้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ จากบริษัทเช่าซื้อ จากลิสซิ่ง ที่สำคัญ ยังมีหนี้นอกระบบอีกจำนวนมากที่ไม่มีการจัดเก็บสถิติไว้ ผู้ให้กู้ต้องปล่อยกู้อย่างรับผิดชอบ ไม่ใช่คิดแต่กำไรดอกเบี้ยที่จะได้ หรือมูลค่าสินทรัพย์ค้ำประกันว่าคุ้มมูลหนี้ โดยไม่คำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ เรื่องนี้สำคัญมาก และต้องเอาจริงเอาจังกันซักที บ่อยครั้ง ชาวบ้านที่มากู้ไม่รู้หรือเข้าใจภาระดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้น ท้ายที่สุด หนี้เสีย แถมเสียบ้าน เสียที่ดิน

2.ผู้กู้ ต้องได้รับความรู้พื้นฐานทางการเงิน ผู้กู้ควรวางแผนทางการเงินง่าย ๆ ได้ ว่ากู้ได้เท่าไร กู้ได้เท่าไรจะไม่ทำให้เกิดภาระที่หนักเกินตัวในอนาคต ตรงนี้ เรื่องที่น่าห่วงคือ รัฐต้องไม่ดำเนินนโยบายที่หวังผลทางการเมืองด้วยการเอาแบงก์รัฐมาปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ โดยรัฐชดเชยดอกเบี้ย เพราะมันไปกระตุ้นให้ทุกครัวเรือนกู้เพิ่ม วิธีการนี้ได้ผลทางการเมืองระยะสั้น แต่ก่อปัญหาให้ประชาชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

3.รัฐบาลและภาคเอกชน ต้องร่วมมือกันช่วยเพิ่มรายได้ให้คนไทย รัฐบาลฝ่ายเดียวไปเพิ่มค่าแรง เพิ่มรายได้ให้ประชาชนคนไทยไม่ได้ ต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน รัฐและเอกชนจึงต้องหันหน้าเข้ามาช่วยกันกำหนดแผนลงทุนควบคู่กับแผนพัฒนาแรงงานของประเทศ ขอเน้นประเด็นที่พูดมาหลายครั้ง ต้องกล้าโยกแรงงานออกจากภาคการเกษตรอย่างน้อยร้อยละ 10 เติมทักษะ และย้ายเขาไปอยู่ในอุตสาหกรรมที่รายได้สูงขึ้น ในขณะเดียวกันกันเพิ่มนวัตกรรมการผลิตให้ภาคการเกษตรเพื่อเพิ่มรายได้ ที่สำคัญสุด คือ การพัฒนาและปรับเปลี่ยนทักษะของคนให้ตรงกับความต้องการของตลาด

รัฐบาลและผู้ให้กู้ ช่วยครัวเรือนปลดนี้เดิม ตรงนี้ มีหลายโครงการดำเนินการอยู่ สนับสนุนให้ดำเนินการขยายผลไปถึงการแก้หนี้นอกระบบ ช่วยลดหนี้เดิมให้ครัวเรือน ไม่ว่าจะด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ ไกล่เกลี่ยหนี้ หันหน้าเข้าหากัน แล้วช่วยกันแก้ปัญหาระเบิดเวลาหนี้ครัวเรือน ก่อนที่จะสายเกินแก้

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พปชร.ไหลอีก 'ส.ส.นครศรีฯ' จ่อตามบิ๊กตู่ มั่นใจกระแสยังครองใจคนใต้

นายสายัณห์ ยุติธรรม ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังมีการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยยังไม่มีตัวแทนของกลุ่มส.ส.ภาคใต้ พรรคพปชร.เข้าไปเป็นรัฐมนตรีว่า การปรับครม.ที่มีการแต่งตังนายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพปชร. เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น

การติดหล่ม - หนี้อุปโภคบริโภค

หนี้อุปโภคบริโภคส่วนบุคคลประมาณ 5.2 ล้านล้านบาท เป็นสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ของหนี้สินครัวเรือนทั้งระบบซึ่งมียอดหนี้คงค้าง 14.764 ล้านล้านบาท หากรวมหนี้เพื่อธุรกิจสำหรับรายย่อยเรียกโดยรวมว่าหนี้สินครัวเรือนที่ไม่มีหลักประกัน

'อุตตม-สนธิรัตน์' รับไม่รู้ท่าทีนิพิฏฐ์จะไปต่อกับสร้างอนาคตไทยหรือไม่

'อุตตม' บอกไม่รู้ 'นิพิฏฐ์' อยู่หรือไป ย้ำพรรคไม่มีใครเป็นโต้โผใหญ่ต้องฟังกัน ด้าน 'สนธิรัตน์' ยันไม่กังวล บอกพรรคการเมืองสำคัญที่หลัก

รัฐบาลหนุนงาน “Thailand Smart City Expo 2022” เต็มสูบ ในฐานะเวทีเปิดตัวเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศ เสริมคุณภาพชีวิตประชาชน

รองนายกรัฐมนตรีให้เกียรติร่วมเปิดงาน “Thailand Smart City Expo 2022” งานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีระดับนานาชาติด้านเมืองอัจฉริยะ ระหว่าง 30 พ.ย.–2 ธ.ค. นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์