ขสมก. เล็งชงบอร์ดจัดหารถเมล์ไฟฟ้า 3.2 พันคัน

ขสมก.เร่งทบทวนแผนฟื้นฟูฯ ลุยปรับแผนจัดหารถเมล์ไฟฟ้า 3.2 พันคัน คาดสรุปเสนอบอร์ดฯ พิจารณาภายใน 2 เดือน ก่อนส่งต่อคมนาคม-ครม. เผยเอกชน เตรียมวิ่งรถเมล์ไฟฟ้าเฟสแรก 54 เส้นทาง 150 คัน ส.ค.นี้

15 ส.ค. 2565 -นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างการพิจารณาแผนจัดหารถโดยสารไฟฟ้า (อีวี) จำนวน 3,200 คัน ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) โดยให้เป็นไปตามข้อสังเกตของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่ให้ ขสมก. มาทบทวนแผนฟื้นฟูกิจการฯ (ฉบับปรับปรุงใหม่) อีกครั้ง ส่วนการปรับเพิ่มจำนวนการจัดหารถโดยสารดังกล่าวนั้น

ทั้งนี้เนื่องจากแผนเดิมที่จัดทำไว้ตั้งแต่ปี 2563 มีแผนการจัดหารถจำนวนประมาณ 2,800 คัน เพื่อทดแทนรถโดยสาร ขสมก.ที่วิ่งให้บริการอยู่ในปัจจุบัน จำนวน 2,800 คัน ใน 109 เส้นทาง และวิ่งให้บริการช่วยในเส้นทางเอกชน 19 เส้นทาง แต่ด้วยขณะนี้ รถมีสภาพทรุดโทรม และมีอายุการใช้งานค่อนข้างนาน จึงได้เสนอขอปรับแผนฯ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุด รวมถึงสอดรับกับการพัฒนาด้านเทคโนโลยี

นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ขสมก. ได้ดำเนินโครงการว่าจ้างซ่อมแซมตัวถังพร้อมทำสีรถโดยสารปรับอากาศ (รถเมล์แอร์) ยูโรทู ยี่ห้อฮีโน่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) จำนวน 323 คัน ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เก่า และน่าจะใช้งานได้อีกประมาณ 5 ปี จึงได้พิจารณาปรับแผนรถจำนวนดังกล่าว ให้เป็นรถเมล์ไฟฟ้า เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงคมนาคมด้วย

นายสรพงศ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้แผนฯ ดังกล่าว ยังไม่มีการตัดสินใจว่า จะดำเนินการอย่างไร จะเป็นการซื้อหรือเช่า ซึ่งเรื่องนี้ ขสมก.จะต้องพิจารณาตามหลักกฎหมาย เนื่องจากมีการใช้งบประมาณในวงเงินค่อยข้างสูงพอสมควร โดยต้องดำเนินการภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก. และแผนปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑลของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.)

อย่างไรก็ตาม คาดว่า ขสมก. จะสรุปแผนดังกล่าว เสนอให้คณะกรรมการบริหารกิจการองค์การ (บอร์ด) ขสมก. พิจารณาได้ภายใน 2 เดือนนี้ ก่อนจะเสนอไปยังกระทรวงคมนาคม, คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง, คนร. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป โดยในระหว่างรอแผนดังกล่าวแล้วเสร็จ ขสมก. จึงมีแผนระยะสั้นในการจ้างเหมาบริการเดินรถเมล์ไฟฟ้าจำนวน 224 คัน วงเงิน 953 ล้านบาท ซึ่งคาดว่า จะส่งมอบรถได้ในช่วงต้นปี 2566

สำหรับการจัดหารถเมล์ไฟฟ้าจำนวน 3,200 คันนั้น ตามแผน จะต้องดำเนินการครบภายใน 3 ปี โดยทยอยนำรถเมล์ไฟฟ้ามาให้บริการผู้โดยสารปีละ 1,000 คัน ซึ่งใน ส.ค. 2565 พบว่า มีผู้ประกอบการเดินรถเอกชนที่ได้รับใบอนุญาตประกอบการเดินรถจาก ขบ. ครั้งที่ 1 จำนวน 54 เส้นทาง จะนำรถเมล์ไฟฟ้ามาบรรจุในเส้นทางต่างๆ ในพื้นที่ กทม. และปริมณฑลจำนวน 150 คัน

ทั้งนี้ ในวันที่ 20 ส.ค. 2565 จะ Kick Off สาย 2-38 (สาย 8 เดิม) แฮปปี้แลนด์–สะพานพุทธ และใน ต.ค. 2565 จะมีผู้ประกอบการเอกชนที่ได้รับใบอนุญาตประกอบการเดินรถจาก ขบ. จำนวน 77 เส้นทางในครั้งที่ 2 นำรถเมล์ไฟฟ้ามาให้บริการเส้นทางต่างๆ อีกจำนวน 780 กว่าคัน ขณะเดียวกัน ในการทบทวนแผนฟื้นฟู ขสมก.ครั้งนี้ ขสมก.จะต้องมีการปรับโครงสร้างองค์กร ที่ผ่านมา ขสมก. มีโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (เออรี่รีไทร์) รวมทั้งจัดหาบุคลากรที่มารองรับการให้บริการรถเมล์ไฟฟ้าในอนาคตด้วย เพราะจะต้องมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบัน ขสมก.มีพนักงานอยู่ประมาณ 10,600 คน โดยยังขาดแคลนบุคลากรด้านวิศวกรไฟฟ้า และด้านระบบไอทีด้วย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขสมก.ปรับเวลาเดินรถ Shuttle Bus บริการ ปชช.เข้าถวายสักการะพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. แจ้งปรับเวลาการเดินรถโดยสารด่วนพิเศษ หรือ Shuttle Bus เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่จะเดินทางถวายสักการะพระศพ

เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง

ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ