
‘สุริยะ’แบ่งงานคมนาคม มอบ ‘สุรพงษ์’รัฐมนตรีช่วยคุม 8 หน่วยรวมระบบราง เดินหน้าสางปมสายสีส้ม พร้อมเจรจาเอกชนเข้าร่วมนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ต้องเกิดภายใน 2 ปี
14 ก.ย. 2566 – นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้ลงนามในคำสั่งแบ่งงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม โดยตนกำกับดูแล กรมทางหลวง(ทล.) กรมทางหลวงชนบท(ทช.) ,สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) ,สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย(กพท.) ,กรมท่าอากาศยาน(ทย.),บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน)(ทอท.),บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย(บวท.) ,การทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.), สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน)(สทร.)
ส่วนนายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รมช.คมนาคม กำกับดูแล กรมการขนส่งทางบก(ขบ.) บริษัท ขนส่ง จำกัด(บขส.) ,กรมการขนส่งทางราง(ขร.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด ,บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย(บวท.) และ บริษัท รถไฟฟ้า รฟท. จำกัด
ด้านนางมนพร เจริญศรี รมช. กำกับดูแล กรมเจ้าท่า(จท.) การท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.)สถาบันการบินพลเรือน(สบพ.) และ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) บริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด
อย่างไรก็ตามตนได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมไปจัดทำรายละเอียด ลำดับความสำคัญการดำเนินการในโครงการที่จะต้องดำเนินการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เสนอกลับมายังนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม เพื่อรวบรวมรายละเอียดภายใน 1 เดือน
นายสุริยะ กล่าวต่อว่า ส่วนการดำเนินการในโครงการรถไฟฟ้าสีส้ม ที่มีการฟ้องร้อง 3คดี และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการฟ้องร้องในขั้นตอนของศาลอีก1คดีนั้น ยืนยันว่าจะต้องรอคดีที่อยู่ในขั้นตอนของศาลปกครองสูงสุด ตัดสินออกมาก่อน ถึงจะดำเนินการต่อได้ ว่าดำเนินการต่อไปอย่างไรเพื่อให้โครงการเดินหน้าไม่มีปัญหาฟ้องร้องทีหลัง
ด้านนายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รมช.คมนาคม เผยถึงกระแสข่าวที่ว่ามีกลุ่มทุนจากรถไฟฟ้าส่งตรงมาให้นั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ว่า ขอยืนยันว่าข่าวก็คือข่าว และการที่ รมว.คมนาคมแบ่งงานให้ตนได้กำกับดูแลระบบราง ก็ถือเป็นดุลพินิจของ รมว.คมนาคม การมอบหมายหน้าที่ให้กำกับดูแลงานหากในที่สุดก้ต้องขึ้นอยู่กับอำนาจของ รมว.คมนาคม ผมคงไม่ได้จัดการอะไรได้หมดทุกอย่าง เพราะการทำงานมีกฎระเบียบข้อบังคับ กฎหมาย หรือ พ.ร.บ. กำกับอยู่ การเข้ามารับหน้าที่ก็เข้ามาทำงานตามปกติ และไม่รู้สึกกังวลแต่อย่างใด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง
ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ
'สุริยะ' จ่อบินเจรจารัฐมนตรีเกษตรมาเลเซีย หวังปลดล็อกคำสั่งระงับนำเข้ากุ้งไทย
'สุริยะ' ยันไม่นิ่งนอนใจ 'มาเลเซีย' สั่งระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ เตรียมบินเจรจารัฐมนตรีเกษตรมาเลเซีย หวังปลดล็อกคำสั่งระงับ ชี้เป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย เชื่อจบได้ในระดับนโยบาย

