
‘มนพร’ ตรวจงานงานท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ถมทะเลพื้นที่ 3 คืบหน้า 22% สั่งเร่งเพิ่มเครื่องจักร มั่นใจส่งมอบทันใน มิ.ย.นี้ มั่นใจส่งมอบแล้วเสร็จทั้งโครงการในปี69
12 มี.ค. 2567 – นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะ (เฟส) ที่ 3 ณ ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี โดยข้อมูลล่าสุดเดือน ก.พ.2567 กิจการร่วมค้า CNNC ดำเนินงานถมทะเล พื้นที่ 3 ได้แล้ว 22.01% ใช้เครื่องจักรทางทะเล 71 ลำ และกำลังคน 520 คน ซึ่งในการดำเนินงานมีปัญหาอุปสรรคคือ จำนวนหินที่ใช้ในโครงการฯ และเครื่องจักรไม่เพียงพอ โดยได้แก้ไขปัญหาด้วยการประสานเหมืองหินให้เร่งผลิตหินให้เพียงพอภายในเดือน มี.ค.2567 และเพิ่มเครื่องจักรในการก่อสร้างคันหินล้อมพื้นที่ และในส่วนของงานถมทะเลได้เพิ่มเรือเข้ามาช่วยในการขุดลอก
นางมนพร กล่าวว่า กิจการร่วมค้า CNNC ได้เร่งรัดงานให้ทันตามแผน โดยภายในวันที่ 7 มิ.ย.2567 ซึ่งเป็นวันที่ครบกำหนดส่งมอบพื้นที่ถมทะเล 3 ต้องมีความก้าวหน้าสะสมอย่างน้อย 35.87% เพื่อให้สิ้นเดือน มิ.ย.2567 มีความก้าวหน้าสะสม 37.77% ดังนั้นนับจากเดือน มี.ค.นี้ ต้องดำเนินการให้ได้ความก้าวหน้าประจำเดือนอย่างน้อย 4.04% ทั้งนี้กิจการร่วมค้า CNNC มั่นใจว่าจะสามารถส่งมอบพื้นที่ถมทะเล 3 ได้ทันภายในเดือน มิ.ย.2567 และส่งมอบพื้นที่ F1 ของโครงการฯ ให้เอกชนคู่สัญญาได้ภายในปลายปี 2568 และกำหนดส่งมอบแล้วเสร็จทั้งโครงการฯ ในปี 2569
สำหรับการดำเนินการสรรหาเอกชนร่วมลงทุนใหม่ตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) พ.ศ. 2562 ของท่าเทียบเรือ A5 ซึ่งเป็นท่าเทียบเรือสำหรับขนส่งรถยนต์ มีความยาวหน้าท่า 527 เมตร และมีขีดความสามารถขนถ่ายรถยนต์ 700,000 คัน/ปี ปัจจุบันบริษัท นามยง เทอร์มินัล จำกัด เป็นผู้ประกอบการ ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาในวันที่ 30 เม.ย.2569 โดยภายหลังสิ้นสุดสัญญาต้องดำเนินการเป็นโครงการร่วมลงทุนใหม่ ทั้งนี้ กทท.ได้จัดทำรายงานผลการศึกษา และหลักการโครงการฯ เสนอกระทรวงคมนาคมแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินการตามมติคณะกรรมการ PPP และรอผลสรุปจากที่ประชุม โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จะแจ้งให้ทราบผลต่อไป

ทั้งนี้ ในส่วนโครงการพัฒนาศูนย์กลางการขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ (SRTO) ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2561 ตั้งอยู่บนพื้นที่ 600 ไร่ บริเวณถ้าเทียบเรือ B กับ C รวม 6 ราง สามารถจอดรถไฟได้สูงสุด 8 ขบวน รองรับตู้สินค้าสูงสุด 2 ล้านTEU ต่อปี ได้มีการจัดทำแผนดำเนินการเพิ่มเติม 3 แผน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และปริมาณการขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ดังนี้
1. จ้างเหมาบริการรถยกสูง (Reach Stacker) 2 คัน ภายในเดือน เม.ย.2567
2. จ้างเหมาเปลี่ยนสายไฟฟ้า (Cable Reel) ของเครนขาสูงแบบติดตั้งบนราง (RMG) 2 คัน (เพิ่มระยะสายจาก 480 เมตรเป็น 600 เมตร) ภายในเดือน ก.ค. 2568
3. จ้างเหมาสร้าง RMG 2 คัน และยางรถเครนขาสูง (RTG) 4 คัน (จัดหาเครื่องมือระยะที่ 2) หากดำเนินการแล้วเสร็จตามแผน จะสามารถสนับสนุนนโยบายการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Shift Mode) จากทางถนนเป็นทางราง เพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์โดยรวมของประเทศให้มีการประหยัดพลังงานมากขึ้น ลดมลพิษ รวมทั้งลดต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมของประเทศให้ต่ำลงอีกด้วย
นางมนพร กล่าวอีกว่า ในส่วนของโครงการท่าเทียบเรือ A หลังจากได้มีการยกเลิกประกาศ กทท. เรื่องให้เรือชายฝั่งที่รับตู้สินค้าขาเข้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ดำเนินการบรรจุตู้สินค้าลงเรือ (Loading Container) ณ ท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) เท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2566 ส่งผลให้ปริมาณตู้สินค้าใน ทลฉ. ลดลง เพราะเจ้าของตู้สินค้าประสงค์จะขนถ่ายตรง ณ ท่าเทียบเรือระหว่างประเทศ (TLC) เนื่องจากค่าใช้จ่ายถูกกว่า ซึ่ง กทท. อยู่ระหว่างทบทวนอัตราค่าภาระ โครงสร้าง และนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง
ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

