
ในการประชุมวันที่ 19 มี.ค. 2567 ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ (7-2) ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในรอบ 17 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2550 จากระดับ -0.1% มาอยู่ที่ระดับ 0-0.1% พร้อมทั้งประกาศยุติมาตรการควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (yield curve control) และยุติการเข้าซื้อกองทุน ETFs และ REITs แต่ยังคงรักษาระดับการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นไว้ในปริมาณใกล้เคียงเดิม
20 มี.ค. 2567 – การปรับขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ในครั้งนี้ถือเป็นการสิ้นสุดดอกเบี้ยติดลบที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2559 และถือเป็นการกลับทิศนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างมาก (Ultra loose monetary policy) ที่ดำเนินมายาวนาน อย่างไรก็ดี จากถ้อยแถลงของ BOJ สะท้อนว่า BOJ จะยังคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอยู่ และจะไม่ได้ปรับทิศนโยบายการเงินมาเป็นแบบตึงตัวดังเช่นในสหรัฐฯ และยุโรป
สำหรับการปรับขึ้นค่าจ้างประจำปี 2567 ที่ 5.28% สูงสุดในรอบกว่า 30 ปี เป็นตัวแปรหลักในการตัดสินใจของธนาคารญี่ปุ่น ทั้งนี้ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของญี่ปุ่นจะสูงกว่ากรอบเป้าหมาย 2% ของ BOJ มานานกว่า 1 ปีแล้ว แต่ BOJ ก็ไม่ได้เปลี่ยนจุดยืนจากการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษในช่วงที่ผ่านมา โดยย้ำว่าผลของการเจรจาค่าจ้างในปีนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อการตัดสินใจของ BOJ ซึ่งหลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นได้ร้องขอให้ภาคเอกชนปรับขึ้นอัตราค่าจ้างให้แก่พนักงานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ล่าสุด การเจรจาอัตราค่าจ้างประจำปีของสภาสหภาพการค้าญี่ปุ่น (Rengo) ซึ่งเป็นองค์กรด้านแรงงานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น มีผลทำให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างโดยเฉลี่ยที่ 5.28% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นค่าจ้างที่สูงสุดในรอบกว่า 30 ปี ซึ่งการปรับขึ้นค่าจ้างครั้งนี้คาดว่าจะก่อให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ ส่งผลให้คาดว่าเงินเฟ้อพื้นฐานของญี่ปุ่นในปี 2567 จะเฉลี่ยอยู่ที่ราว 2.3%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การปรับทิศนโยบายการเงินของญี่ปุ่นรอบนี้เป็นการส่งสัญญาณการปรับนโยบายการเงินให้เป็นปกติ และเป็นจุดตั้งต้นให้การเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่นเดินหน้าอย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องมีนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างมาก (Ultra loose monetary policy) คอยประคองเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างมายาวนาน ทั้งประชากรสูงวัย การต่อยอดอุตสาหกรรมในเทคโนโลยีในอนาคต บริษัทที่ไม่มีความสามารถในการทำกำไรทั้งในปัจจุบันและอนาคต (Zombie firms) ที่มีอยู่มาก ซึ่งยังเป็นประเด็นที่มีผลต่อทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในระยะข้างหน้า ประกอบกับหนี้สาธารณะที่อยู่สูงกว่า 260% ของ GDP ทำให้ปัจจัยเหล่านี้ยังคงเป็นข้อจำกัดของธนาคารกลางญี่ปุ่นในการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในระยะต่อไป ดังนั้น ทิศทางนโยบายการเงินของญี่ปุ่นในระยะข้างหน้าคาดว่าจะยังคงมีแนวโน้มผ่อนคลายอยู่ แม้มีความเป็นไปได้ที่ BOJ อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในปีนี้
ทั้งนี้ จากถ้อยแถลงของ BOJ ที่ยังค่อนข้างผ่อนคลาย (Dovish) โดยระบุว่า BOJ จะยังคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอยู่ ส่งผลให้หลังจากการประชุม ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงราว 0.5% เทียบกับดอลล่าร์สหรัฐ โดยอยู่ที่ระดับ 149.9 เยนต่อดอลล่าร์สหรัฐ เข้าใกล้ระดับ 150 เยนต่อดอลล่าร์สหรัฐ จากราคาเปิดตลาดที่ระดับ 149.15 เยนต่อดอลล่าร์สหรัฐ ขณะที่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ปรับลดลงราว -3 bps มาอยู่ที่ 0.74% อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้น Nikkei ตอบรับในเชิงบวกหลังการประกาศผลการประชุม โดยปรับเพิ่มขึ้น 285.59 จุด หรือ 0.72% สู่ระดับ 39,908.17 จุด เทียบกับเปิดตลาดที่ 39,622.58 จุด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลแจง 'พันธบัตรออมพลัส' รอบใหม่ ไม่ต้องรีบกด จัดสรรเท่าเทียม
'รัชดา' แจงข้อสงสัย พันธบัตรรัฐบาลออมพลัส รอบใหม่ 3–5 ส.ค. ไม่ต้องรีบกด ยันระบบ Small Lot First จัดสรรเท่าเทียมทุกราย
ประธานเฟดคนใหม่ คนสนิทของทรัมป์ ยังไม่ลดอัตราดอกเบี้ยในตอนนี้
นักวิจารณ์ต่างเยาะเย้ย เควิน วอร์ช ว่าเป็น “สุนัขรับใช้” ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแต่งตั้งเขาเป็นประธานคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม โดยมีความคาดหวังอย่างชัดเจนว่า อัตราดอกเบี้ยหลักจะต้องลดลง เพื่อให้การกู้ยืมถูกลงและอำนวยความสะดวกในการชำระหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่เพิ่มสูงขึ้น
บอร์ดธ.ก.ส.สั่งลุย‘สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ช่วยเกษตรกร
ข่าวดี! ‘บอร์ด ธ.ก.ส.’ สั่งลุย ‘โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ วงเงิน 30,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี เคาะปล่อยกู้เกษตรกรรายละไม่เกิน 100,000 บาท หนุนลดต้นทุน-เพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

