
‘สุริยะ’โต้ ‘สุรเชษฐ์’ส.ส.ก้าวไกล กรณีกล่าวหา นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทำไม่ได้และไม่ควรทำ เผยเป็นมาตรการช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน-แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ยันเดินหน้านโยบายต่อเนื่อง ชี้ครบทุกสี-ทุกสายภายใน ก.ย. 68
18 เม.ย.2567-นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากกรณีที่นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า “นโยบายรถไฟฟ้าอัตราค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย ทำไม่ได้และไม่ควรทำ“ นั้น ซึ่งกรณีดังกล่าว ตนมองว่าไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิออกมากล่าวอย่างนั้น เนื่องด้วยในปัจจุบันนี้อัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าระยะไกลสุด มีค่าโดยสารสูงถึง 192 บาท ถือว่าสร้างภาระต่อประชาชนเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังกระทบต่อภาระและความจำเป็นในค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ ด้วย
ขณะเดียวกัน นโยบายดังกล่าว ถือเป็นการดำเนินการที่ดีมาก ๆ ประชาชนมีความพอใจ โดยเมื่ออัตราค่าโดยสารมีราคาถูกลง จะทำให้ประชาชนหันมาเดินทางด้วยระบบรถไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้อีกด้วย ประกอบกับประชาชนยังสามารถลดค่าครองชีพได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นนโยบายรถไฟฟ้าอัตราค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย ยืนยันว่า จะเดินหน้าต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นรูปธรรมระดับสูงสุด โดยภายในช่วงเดือนกันยายน 2568 รถไฟฟ้าทุกสี และทุกสาย ต้องร่วมนโยบายดังกล่าวทั้งหมด
ทั้งนี้ ขอยืนยันอีกครั้งว่า กระทรวงคมนาคม “จะต้องทำให้ได้” โดยขณะนี้ กระทรวงคมนาคมและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการหารือและเจรจาร่วมกัน ซึ่งมีความคืบหน้าค่อนข้างมาก รวมถึงได้จัดเตรียมแผนด้านการทำตั๋วร่วม และการจัดตั้งกองทุนเพื่อชดเชยผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องจากมาตรการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม คาดว่า จะได้ข้อสรุปเร็ว ๆ นี้ หากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้ประชาชนได้ทราบทันที
นายสุริยะ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ได้กล่าวหาตนว่า ไม่มีผลงาน โดยข้อกล่าวหาตรงนี้ ตนขอชี้แจงว่า กระทรวงทรวงคมนาคมได้ดำเนินโครงการ และนโยบายต่าง ๆ จำนวนมาก จนมีผลงานเป็นรูปธรรม อาทิ ล่าสุดการปรับปรุงและพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้เริ่มเห็นผลแล้ว กล่าวคือ ปัจจุบันท่าอากาศสุวรรณภูมิถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 57 ของโลก จากเดิมที่อยู่อันดับที่ 67 ของโลก ซึ่งนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และกระทรวงคมนาคม รวมถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีความใส่ใจ และร่วมพัฒนาอย่างเคร่งครัด เพื่อรองรับภาคการท่องเที่ยวที่สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 ปัจจุบันนี้ได้มีการพัฒนา และสามารถรองรับผู้โดยสารได้อย่างเพียงพอ สะท้อนได้จากช่วงเทศกาลปีใหม่ รวมถึงเทศกาลสงกรานต์ 2567 ที่ผ่านมาล่าสุดส่งผลให้ประชาชนทุกภาคส่วนใช้บริการได้อย่างสะดวก สบาย เดินทางถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ในส่วนของถนนสายหลักทุกเส้นทางที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม ยังมีการสัญจรคล่องตัวเพิ่มมากขึ้น มีความปลอดภัย รวดเร็ว ไม่ติดขัดระหว่างการเดินทาง เช่น ถนนพระราม 2 เป็นต้น
นายสุริยะ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับวันนี้ หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตนจะเดินทางไปจังหวัดภูเก็ต ซึ่งถือเป็นจังหวัดสำคัญด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยกระทรวงคมนาคมได้มีนโยบายเร่งแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่ ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้สั่งการเรื่องการดำเนินโครงการก่อสร้างสะพาน รวมถึงโครงการอื่น ๆ เพื่อแก้การจราจรติดขัด นอกจากนี้ ในวันพรุ่งนี้ (19 เมษายน 2567) นายกรัฐมนตรี จะลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตด้วยเช่นกัน หากมีความคืบหน้าจะชี้แจงรายละเอียดให้ได้ทราบต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'สรรพสามิต'ลุยศึกษาภาษีบุหรี่-หนุนเปลี่ยนผ่านEV
‘สรรพสามิต’ ลุยศึกษาใช้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่อัตราเดียว-โครงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านใช้รถไฟฟ้า แจงลุยศึกษายังไม่สะเด็ดน้ำ ก่อนเร่งสรุปชงคลัง-ครม. พิจารณาเห็นชอบ
เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง
ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ
กุ้งแลกปลากะพง! กษ.ชงข้อเสนอเจรจามาเลเซีย
รัฐบาลเร่งคลี่คลายปัญหากุ้งไทยส่งออกมาเลเซีย 'กระทรวงเกษตรฯ' เดินหน้าเจรจา แลกปรับมาตรการตรวจสอบนำเข้าปลากะพง ลดผลกระทบเกษตรกร

