'คุณชายอดัม' ขอปกป้องชื่อเสียง หลังโดนนินทาเกินเลยเด็กในสังกัด

โดนกล่าวหาว่าเป็นเสี่ยพาเด็กในสังกัดไปดูงาน Hongkong Filmart ด้วยเพราะมีสัมพันธ์เกินเลย ทำเอาคุณชายอดัม หรือ หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล ต้องตามหาคนพูดว่าเป็นใคร เพื่อให้ทุกคนรับรู้ว่าตนไม่นิ่งเฉยกับการที่มีคนพูดว่าร้ายหรือนินทาในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง โดยเจ้าตัวโพสต์เล่าเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊กว่า

“มา เล่าให้ฟังครับ เรื่องของเรื่องคืองาน Hongkong Filmart ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายสิทธ์หนังที่ใหญ่ที่สุดแห่งนึงของโลก มีคนมากมายจากทั่วโลกมาซื้อขายสิทธ์หนังและซีรีส์กัน ซึ่งกลุ่มนึงที่ใหญ่พอสมควรเลยคือกลุ่มของคนไทยครับ จะเรียกได้ว่ามากันเยอะมากๆ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้อุตสาหกรรมของเราเติบโตในตลาดต่างประเทศแหละครับ

แล้วนอกเหนือจากตัวตลาดก็มีงาน Showcase งานจากเมืองไทย มีงาน Thai Night ที่เราต้อนรับชาวต่างชาติเพื่อให้เกิดการสังสรรค์พูดคุยธุรกิจต่อยอด และคนไทยที่ทำงานทั้งหมดก็ชอบไปเที่ยวบาร์กันต่อเพื่อพูดคุยอัปเดตเรื่องวงการรวมถึงพักผ่อนกัน (แต่จริงๆแล้วอยู่กันยาวจนไม่ได้พักผ่อนครับ ฮาๆๆๆๆ)

ซึ่งในการไปงานรอบนี้ ผมติดน้องจากค่ายผมไปด้วยสองคน คนหนึ่งไปเพราะน้องทำงานเป็น Producer เพลงด้วย ต้องการขยายตลาดการทำเพลงที่นอกจากทำให้นักร้องที่มีชื่อเสียงจำนวนมากแล้ว ก็อยากจะเข้ามาจับตลาดในการทำเพลงประกอบภาพยนตร์ ซีรีส์ รวมถึงทำดนตรีประกอบด้วย ซึ่งก็ได้คอนเนคชั่นที่ดีไปเยอะมากๆ ซึ่งต้องขอบคุณพี่ๆที่เอ็นดูน้องด้วยนะครับ ส่วนอีกคนหนึ่งที่ชวนไปเพราะหนังของน้องเพิ่งถ่ายทำเสร็จ แล้วน้องเป็นนักแสดงหลัก หนังจะเข้าฉายช่วงกลางปี ก็เลยอยากให้น้องไปเพื่อช่วยประชาสัมพันธ์หนังของน้องกับทางค่ายหนังที่เค้านำหนังเรื่องนี้มาขายเพื่อให้ไปฉายในเมืองนอกอยู่ด้วย ซึ่งก็เป็นการซับพอร์ตเท่าที่ค่ายและผู้จัดการอย่างผมพึงจะกระทำได้เพื่อสนับสนุนให้งานที่น้องๆเล่นได้ประโยชน์สูงที่สุดครับ

ทีนี้มันมีคนที่ไปแอบบอกคนในงานว่า การที่อดัมพาเด็กไปเมืองนอกเนี่ย มันเป็นเพราะว่าผมเป็นเสี่ย แล้วพาน้องๆนักแสดงในค่ายมาเที่ยว แล้วก็จับมาทำเป็นเมีย(น้อย) ซึ่งลำพังแฟนคนเดียวของผม ผมก็แทบจะไม่มีเวลาจะดูแลแล้ว แถมเป็นทนายอีก การจะทำเรื่องแบบนั้นน่าจะไม่เหมาะนัก แต่เสียงนี้ก็ดันออกจากวงนินทาไปถึงหูของน้องซึ่งทำให้ไม่สบายใจมากๆ เพราะน้องเองก็มีแฟน มีครอบครัวเป็นตัวเป็นตน มีหน้าที่การงานและหน้าตาในวงการระดับนึงด้วย

แน่นอนครับ ผมเป็นผู้จัดการ ลำพังหาว่าผมเป็นเสี่ยก็ยังพอว่า ช่วงนี้พุงผมก็เริ่มมีแล้ว แต่การมาพูดกับน้องๆแบบนี้ เท่ากับว่าจะทำให้ชื่อเสียงของค่ายนักแสดงที่ผมดูแลต่อจากแฟนเก่าที่เสียชีวิตไปแล้วอย่างเมย์กี้ต้องมัวหมอง และถูกพูดถึงต่อไปในวงการในฐานะของอาชีพอื่นมากกว่าอาชีพนักแสดง/ศิลปิน/อินฟลูเอนเซอร์/คนเบื้องหน้า ซึ่งก็คงจะไม่ดีแน่ๆ ผมถึงต้องออกมาแสดงจุดยืน และหยุดยั้งการครหานี้

โดยการโพสต์ครั้งแรก (ขอบคุณทุกท่านที่แชร์และทักกันเข้ามาหลังไมค์นะครับ ยังไม่ได้ตอบใครเป็นกิจลักษณะเลย) ตั้งใจเพื่อให้ทุกคนรับรู้ว่าผมไม่นิ่งเฉยกับการที่มีคนพูดว่าร้ายหรือนินทาเราในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จากนั้นผมเลยชวนผู้ดูแลคนไทย (ออแกไนเซอร์) งานรอบนี้ พี่ที่เป็นตัวแทนสมาคมบันเทิงหลายรายมาอยู่ในกลุ่มด้วยกัน เพื่อหาตัวคนที่พูดเรื่องนี้ ซึ่งได้ฟังจากพยานต้นทาง (ที่ขอสงวนนามไว้) แล้วก็ประกาศหาบุคคลดังกล่าว เพราะโดยความจริงแล้ว คนชื่อเดียวกันนี้มีหลายคนในงาน ก็เลยพยายามตามหาชื่อกัน แล้วก็มีหลายคนที่อยู่ในงานเข้ามาแสดงความจริงใจ แล้วเล่าเหตุการณ์ในมุมต่างๆให้ฟัง ซึ่งทั้งหมดก็ทำในที่ที่มีคนรับฟังกันหลายคน จะได้ไม่รู้สึกว่าเราคิดไม่ดี เพราะสิ่งที่เราต้องการทำก็เพื่อหยุดกระแสการบอกต่อนี้

หลังจากฟังทุกคนเล่ามุมต่างๆ แล้วตามตัวคนต่างๆให้ฟัง พวกเราก็พูดคุยกันว่าจะทำอย่างไรต่อดี ก็เลยเสนอกันว่าเราคิดว่าตอนนี้ทุกคนคงรู้แล้วว่าอดัมน่าจะเอาจริงถ้ามีการพูดต่อไป แล้วคงจะไปหยุดที่กระบวนการของศาลแน่ๆ ซึ่งถ้าเป็นความจริง คงจะเป็นเรื่องไม่ดีต่อหลายๆคนที่จะโดนร่างแหไปด้วย และภาพลักษณ์เอย อะไรเอยก็จะดูแย่

ผมก็เลยคิดว่าจะหยุดแค่นี้แหละครับ เพราะเป้าหมายของผมบรรลุแล้ว ก็คือการที่บอกว่าถึงผมจะมีพุงแล้ว แต่ผมก็ไม่ใช่เสี่ย ไม่ได้รวยพอจะเลี้ยงต้อยเด็ก ไม่ได้มีเวลาพอจะไปมีบ้านเล็กบ้านน้อย และไม่ได้ต้องการเอาชื่อเสียงตัวเองมาทิ้งกับเรื่องแบบนี้ และผมก็ได้ปกป้องสิทธิ์ของน้องในบ้านผม ทำให้เห็นว่าเราปกป้องนักแสดงและทีมงานในสังกัด/บริษัททุกคน และยึดมั่นในความถูกต้องตามหลักการตอนก่อตั้งค่ายนี้ขึ้นมาในวันแรก

และสุดท้ายคือทำให้เห็นว่าคนที่พูดโดยไม่มีหลักฐานรองรับ ควรจะรับรู้ว่าเสียงนินทานั้น หากพลาดไปอาจจะเกิดผลกระทบกลับมาได้ การพูดโดยไม่ได้คิดคำนึงถึงผลที่ตามมานั้นอาจจะสร้างความเสียหายได้มากกว่าที่คิด และผมคิดว่าจากการที่ผมพูดในที่แจ้งแบบนี้น่าจะสามารถหยุดเสียงนี้ได้แล้ว

ดังนั้นทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็จบลงโดยดี ผมได้กลับไปนอนดู Youtube อย่างมีความสุข และได้ทำให้เห็นว่าทุกอย่างที่คุณเห็น ก็อาจจะไม่ได้เป็นดั่งที่มันเป็น ดังนั้นเราจึงต้องตั้งมั่นในความไม่ประมาท และมีสติในการใช้ชีวิตอยู่ในวงการ/อุตสาหกรรมนี้ ซึ่งหากอ่านโพสต์ผมมาตลอด ผมก็ได้พูดคุยเสมอว่าผมไม่ได้ชอบมัน (แม้ผมรักการเล่าเรื่องผ่านหนัง/ซีรีส์มาทั้งชีวิต) ซึ่งคุณก็ได้เห็นว่านี่คือส่วนนึงของอุตสาหกรรมและวงการที่ทำให้ผมไม่ชอบมันครับ เขียนสั้นๆแล้วนะครับ ฮาๆๆๆๆๆๆๆๆ”

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'คุณชายอดัม' ลั่นไม่ใช่คนแรกที่ทักมา! หลังมีคนติดต่อ 'งานพิเศษ' เด็กในสังกัด

มีคนทักมาถามเรื่อการรับงานอย่างว่ากับเด็กในสังกัด ทำเอาคุณชายอดัม หรือ หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล ถึงกับโพสต์ว่าไม่ใช่คนแรกที่ทักมาแบบนี้ ทำให้คิดว่ามีคนที่รับงานดังกล่าวอยู่ในวงการเหมือนกัน ซึ่งตนก็ได้เตือนให้ระวังเพราะคนที่มีเงินและจ้างงานดังกล่าวก็อาจมีการคุยกัน

'คุณชายอดัม' เบื่อเด็กฝาก ไม่พัฒนาตัวเองแต่อยากได้คนช่วย

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่มักจะมีข้อคิดดีๆ เพื่อนำมาขับเคลื่อนวงการบันเทิงไทยให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับ คุณชายอดัม หรือ ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล ล่าสุดได้ออกมาเคลื่อนไหวถึงเด็กฝาก ที่อยากได้งานแต่ไม่มีระเบียบวินัย และไม่ยอมพัฒนาตัวเอง ย้ำลำพังแค่สวยหล่อ ไม่พอสำหรับอาชีพนี้

'คุณชายอดัม' อึ้งเจอ 'นวดอย่างจักรพรรดิ' โดยสาวไทยเต็มหน้าโรงแรมเกาหลี!

เดินทางไปงาน Asia Contents Awards & Global OTT Awards ที่เกาหลี แต่คุณชายอดัม หรือ หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล กลับไปเจอนามบัตรร้านนวดที่มีรูปสาวหุ่นดีใส่กระโปรงสั้นที่ดูยังไงก็ไม่น่าใช่ชุดยูนิฟอร์มของหมอนวดทั่วไป แถมมีราคาสูงกว่าการนวดปกติ พร้อมมีเบอร์โทร. และข้อความที่แปลเป็นไทยว่า "นวดอย่างจักรพรรดิ"

'คุณชายอดัม-กัน จอมพลัง' เชือดช่างภาพตั้งกล้องแอบถ่ายศิลปิน

หลังจากมีข่าวออกมาว่ามีช่างภาพสุดแสบแอบซ่อนกล้องที่หน้าตาคล้ายนาฬิกา ไว้แอบดูศิลปินเปลี่ยนชุด คุณชายอดัม หรือ หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล ก็ออกมาฟาดทันที โดยแจ้งว่า “ไอ้ตากล้องที่ตั้งกล้องแอบถ่ายที่ตอนนี้กำลังเป็นข่าวพูดถึงในวงการตากล้องถ่ายแบบ เห็นว่าคุณถ่ายรูปกับน้องๆ ที่ผมดูแล หรือรู้จักอยู่บ้าง อย่าให้เห็นว่ามีคลิป หรืออะไรออกมานะครับ คุณเจอผมแน่ๆ”

ขับเคลื่อนด้วยแรงด่า? สมาพันธ์ฯ กลับลำ ยอมเปลี่ยนกติกาใหม่

หลังจากที่ รายการโหนกระแส มีการถกกันเรื่องของกฎกติกาในการคัดเลือกภาพยนตร์เพื่อเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ โดยมีกฎว่าฉายผ่านสตรีมมิ่งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องฉายในโรงภาพยนตร์ครบทั้ง 5 ภูมิภาค ต้องมียอดผู้ชมไม่ต่ำกว่า 5 หมื่น จนเป็นเหตุให้ผู้กำกับ-นักแสดง ประกาศถอนตัว โดยมองว่ากติกาดังกล่าวทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม และมีการติดแฮชแท็ก #แบนสุพรรณหงส์ ดังกระฉ่อนในโลกออนไลน์

นักแสดง-คนทำหนังแห่ #แบนสุพรรณหงส์ กระหึ่มโซเชียล!

กำลังเป็นประเด็นร้อนเลยทีเดียว สำหรับดราม่าเกี่ยวกับกติกาการคัดเลือกภาพยนตร์เข้าร่วมชิงรางวัลสุพรรณหงส์ ที่คนทำหนังหลายคนโวยว่าไม่ยุติธรรม เพราะเกณฑ์การคัดเลือกนั้นเอื้อผลประโยชน์ให้กับค่ายใหญ่ ซึ่งมีภาพยนตร์ถึง 11เรื่องด้วยกันที่ไม่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก