
กสม. เสนอแนะนายกรัฐมนตรี ขอให้ทบทวนและชะลอพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวกับโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติภายในเขตอุทยานแห่งชาติ หวั่นกระทบสิทธิของประชาชนในวงกว้าง
6 ธ.ค.2567 - . คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) รับทราบมาว่าคณะรัฐมนตรีได้ประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาเพื่อกำหนดโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติภายในเขตอุทยานแห่งชาติ ตามความในมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชกฤษฎีกาเพื่อกำหนดโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ตามความในมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ไปแล้ว 6 พื้นที่ และจะประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวอีกหลายพื้นที่ ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิมนุษยชนในวงกว้าง
กรณีดังกล่าว กสม. ได้เคยมีข้อเสนอแนะ ที่ 1/2565 ลงวันที่ 31 มกราคม 2565 ไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้มีการปรับปรุงแก้ไขร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาการสำรวจการถือครองที่ดินเพื่อจัดทำแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา และเนื้อหาสาระของกฎหมายที่ไม่ได้มุ่งหมายในการรับรองสิทธิในที่ดินและสิทธิชุมชน โดย ครม. ได้มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณา และได้มีมติเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2566 ยืนยันไม่แก้ไขตามข้อเสนอแนะของ กสม. และมิได้พิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างใดต่อไป
กสม. ขอเน้นย้ำว่า การประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จะกระทบสิทธิของประชาชนใน
2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประเด็นแรก การเหมารวมและตีตราว่าผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมเป็นอาชญากร ด้วยประเทศไทยมีความหลากหลายด้านเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ จารีตประเพณี และวัฒนธรรม มีการตั้งถิ่นฐานอยู่บนภูเขาสูงและตามชายฝั่งทะเลมาแต่เดิม แม้จะไม่มีเอกสารแสดงสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน แต่มีสิทธิในที่ดินตามวิถีวัฒนธรรมหากครอบครองมาก่อนการประกาศสงวนหวงห้ามเป็นที่ดินของรัฐ การกำหนดให้บริเวณใดเป็นที่ดินของรัฐอันเป็นการสงวนหวงห้ามเฉพาะพื้นที่รกร้างว่างเปล่าเท่านั้น ไม่อาจลบล้างสิทธิในที่ดินของประชาชนได้ ซึ่งรัฐมีหน้าที่พัฒนากลไกในการพิสูจน์และรับรองสิทธิอย่างเป็นธรรม
แม้พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
พ.ศ. 2562 จะกำหนดให้มีการสำรวจถือครองภายใน 240 วัน นับตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้ แต่การสำรวจดังกล่าวยังตกหล่น ไม่ครบถ้วน และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยเฉพาะการไม่สำรวจแปลงที่ถูกตรวจยึดและอยู่ระหว่างการดำเนินคดี ซึ่งจากข้อมูลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในปี 2552-2564 ที่เป็นช่วงเวลาสำรวจการถือครอง พบว่ามีจำนวนกว่า 25,400 คดี และมีผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดกว่า 6,400 คน เนื้อที่ประมาณ 2.9 แสนไร่ ซึ่งบางแปลงไม่ได้ผ่านกระบวนการพิสูจน์สิทธิอย่างเป็นธรรม อันเป็นปัญหาที่ กสม. ได้เคยชี้ให้เห็นแล้วในข้อเสนอแนะที่แจ้งไปยัง ครม. ทั้งนี้ ปัจจุบันสภาผู้แทนราษฎรอยู่ระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ราษฎรที่ได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจาก
การดำเนินการตามนโยบายของรัฐ ด้านป่าไม้และที่ดิน พ.ศ. ….
นอกจากนี้ หลังสำรวจการถือครองที่ดินแล้วไม่ปรากฏในทางกฎหมายหรือนโยบายใด ๆ ว่ามีกระบวนการจำแนกกลุ่มผู้อยู่อาศัยดั้งเดิม แต่บัญญัติในกฎหมายแม่บทให้รัฐบาลกำหนดโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติแบบเหมารวมและตีตราว่าผู้อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่อนุรักษ์เป็นผู้ยากไร้และผู้บุกรุกซึ่งลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามปรากฏในบทบัญญัติของร่างพระราชกฤษฎีกาที่กำหนดว่า ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องมีสัญชาติไทยเป็นผู้ยากไร้ที่ไม่มีที่ดินที่อื่นอีก อยู่อาศัยและทำกินภายใต้การอนุญาตของรัฐเป็นการชั่วคราวโดยไม่ได้สิทธิในที่ดิน สามารถครอบครองที่ดินได้ไม่เกินครอบครัวละ 20 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 40 ไร่ ส่วนที่ครอบครองเกินต้องคืน ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยดั้งเดิม และเจ้าของที่ดินที่ผ่านการพิสูจน์สิทธิซึ่งไม่มีข้อจำกัดด้านเนื้อที่ครอบครองตามนัยมติ ครม. เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ทั้งนี้ การอยู่อาศัยและทำกินโดยชอบด้วยกฎหมายจะต้องเข้าร่วมโครงการนี้เท่านั้น หากไม่เข้าร่วมจะไม่ได้รับการยกเว้นโทษทางอาญาและยังมีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดี ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงการไม่นำสิทธิดั้งเดิมของบุคคลมาพิจารณา และแสดงให้เห็นว่าปัญหาการถูกทำให้เป็นอาชญากรไม่เคยถูกแก้ไข
ประเด็นที่สอง การถูกไล่รื้อและการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งชาติพันธุ์ ภายใต้บังคับของกฎหมายแม่บท โครงการตามพระราชกฤษฎีกานั้นมีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุด 20 ปี ย่อมหมายความว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อขับไล่บุคคลและชุมชนออกจากพื้นที่ และไม่มีแผนรองรับการโยกย้ายที่อยู่อาศัยและที่ทำกินไว้ในอนาคต ซึ่งจะทำให้บุคคลกลุ่มเปราะบางมีสภาพความเป็นอยู่ที่ขาดแคลนและไม่มั่นคง กระทบต่อสิทธิมนุษยชนหลายประการ เช่น สิทธิในชีวิต สิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ สิทธิในที่อยู่อาศัย และสิทธิในสุขภาวะอนามัยที่ดี ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
นอกจากนี้ กลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม มีความเสี่ยงที่จะถูกไล่รื้อจากพื้นที่โดยไม่ได้รับการบอกแจ้งล่วงหน้าและเป็นอิสระ เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณพื้นที่สูง และชายฝั่งทะเล แทบจะไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินบรรพบุรุษของตนเองตามกฎหมาย พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ อีกทั้งยังมีการใช้ที่ดินแตกต่างจากคนพื้นที่ราบ เช่น ไร่หมุนเวียน พื้นที่ทางจิตวิญญาณ เป็นต้น ซึ่งการไม่รับรองสิทธิในที่ดินให้กลุ่มชาติพันธุ์ถือเป็นการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งชาติพันธุ์ อันสอดรับกับการที่ประเทศไทยไม่ยอมรับสถานะความเป็นเผ่าพันธุ์และสิทธิของกลุ่มชนพื้นเมืองทางกฎหมาย แม้จะประกาศรับรองปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง (Declaration on the Rights of Indigenous Peoples) และเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (CERD) แล้วก็ตาม
ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่
3 ธันวาคม 2567 จึงมีมติเห็นควรให้แจ้งข้อพิจารณาตลอดจนข้อเสนอแนะกรณีดังกล่าวไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอ ครม. ทบทวนและชะลอการประกาศใช้ร่างพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ไว้ก่อน จนกว่าสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ราษฎรซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านป่าไม้และที่ดิน แล้วเสร็จ หรือมีการปรับปรุงแก้ไขมาตรา 64 และ 65 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 เพื่อให้เกิดการคุ้มครองสิทธิในที่ดินและสิทธิชุมชน และไม่เป็นภาระให้แก่ประชาชนเกินสมควร ซึ่งขณะนี้ กสม. อยู่ในระหว่างการศึกษาเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะ ในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เชียงใหม่ยังอ่วม! พ่อเมืองสั่งทุกพื้นที่เฝ้าระวังจุดความร้อน 24 ชั่วโมง
เชียงดาวระดมโดรนดับไฟป่า เสริมแนวป้องกัน 'ดอยนาง' คุมสถานการณ์ต่อเนื่อง จุดความร้อนทั้งจังหวัดยังพุ่งสูง พ่อเมืองย้ำทุกพื้นที่เฝ้าระวังติดตามตลอด 24 ชม.ฝนหลวงบินช่วยต่อเนื่อง
กสม. ชี้การควบคุมตัว 'จำเลยโทษปรับ' ระหว่างรอชำระค่าปรับ ไม่มีกม.ให้อำนาจ ละเมิดสิทธิฯ
กสม. ชี้กรณีร้องเรียนว่าจำเลยโทษปรับถูกเจ้าหน้าที่ศาลควบคุมตัวระหว่างรอชำระค่าปรับตามคำพิพากษา เป็นการกระทำที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ขัดหลักความจำเป็นและเป็นการละเมิดสิทธิฯ
สแกนเข้มถนนผ่านป่าแม่ยวม-สาละวิน ผอ.คนใหม่ ผ่อนปรนให้ชาวบ้านใช้ได้หากจำเป็นเร่งด่วน
กำชับตรวจเข้ม-ห้ามขนของผิดกฎหมายผ่าน ขสป.แม่ยวม-สาละวิน ผอ.คนใหม่เผยอะลุ่มอล่วยให้ชาวบ้านใช้ถนนได้หากมีความจำเป็นเร่งด่วน-นักวิชาการลงพื้นที่-แนะเปิดเส้นทางให้ชาวบ้านลดความเสี่ยงอันตราย
20 ผู้นำหมู่บ้าน ยื่น 5 ข้อเสนอ ขอใช้ถนนผ่านป่าแม่ยวม เผยเป็นเส้นทางเก่าใช้หนีน้ำหลาก
20 ผู้นำหมู่บ้านชายขอบยื่นหนังสือถึง "สุชาติ" ขอถนนผ่านขสป.แม่ยวมฝั่งขวา-เผยเป็นเส้นทางเก่าใช้หนีน้ำหลาก ทีมที่ปรึกษา-กรมอุทยานลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริง-ทหารเห็นด้วยกับถนนความมั่นคง
กสม. ชี้ 'คดีตากใบ' ล่าช้าจนหมดอายุความ-ละเมิดสิทธิ แนะแก้กม.ทำผิดไม่มีวันสิ้นอายุความ
กสม. เผยการดำเนินคดีสลายการชุมนุมที่'ตากใบ' ล่าช้าจนหมดอายุความ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แนะแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาให้คดีร้ายแรงที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดไม่มีวันสิ้นอายุความ
กสม.จี้หน่วยงาน จ.สระบุรี เร่งแก้ปัญหางานออกส.ป.ก. 4-01 ทับที่ป่าสงวนในพื้นที่ อ.มวกเหล็ก
'กสม.' ชี้กรณีหน่วยงานออกหนังสือ ส.ป.ก. 4-01 ทับที่ป่าสงวนในพื้นที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี กว่า 40 ปี กระทบสิทธิในที่ดินทำกินของประชาชน แนะเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อน

