ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาประหารชีวิตจำเลยชาวอุยกูร์ 2 ราย คดีวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ เมื่อปี 2558 คร่า 20 ชีวิต บาดเจ็บกว่า 100 คน ชี้พยานหลักฐานและภาพวงจรปิดมัดตัวชัดเจน ขณะที่ทีมทนายยืนยันจำเลยยังไม่ได้รับความเป็นธรรม เตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อสู้ในหลายประเด็น ทั้งข้อกล่าวหาเรื่องการถูกทำร้ายระหว่างควบคุมตัว การแปลคำรับสารภาพ และการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล
11 มิถุนายน 2569 - ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ ยื่นฟ้องนายบิลาล โมฮำเหม็ด หรือบิลาล เติร์ก หรืออาเด็ม คาราดั๊ก เเละนายไมไรลี ยูซูฟู จำเลยที่ 1-2
ในความผิดฐาน ร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนออกใบอนญาตให้ได้โดยฝ่าฝืนกฎหมาย และใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้กระทำความผิด, ฐานฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง, ร่วมกันพยายามทำให้เกิดระเบิด, ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย รับอันตรายสาหัสแก่กายและทรัพย์, ร่วมกันฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์, ร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยนายบิลาลถูกฟ้องในข้อหาเป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย
คดีนี้เมื่อวัน 23 พฤศจิกายน 2558 อัยการศาลทหารกรุงเทพฯยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองที่ศาลทหารกรุงเทพฯตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่ 50/2557 ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ศาลทหารกรุงเทพฯมีคำสั่งให้โอนคดีมาพิจารณาที่ศาลอาญากรุงเทพใต้
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ
คำฟ้องข้อ 1 (ก) เมื่อระหว่างกลางเดือนกรกฎาคม 2558 ถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2558 จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมมีระเบิดแสวงเครื่อง 2 ชุด อันเป็นวัตถุระเบิดที่จำเลยทั้งสองกับพวก ร่วมประกอบจัดทำขึ้นเอง จำเลยทั้งสองกับพวก ร่วมกันพาวัตถุระเบิด ไปในบริเวณท่าเรือเจ้าพระยาปริ้นเซส จำเลยที่ 2 จุดชนวนระเบิด เพื่อให้ประชาชนทั่วไปที่อยู่บริเวณดังกล่าวถึงแก่ความตาย แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากระบบการจุดระเบิดของวัตถุระเบิดไม่ทำงาน จึงไม่เกิดระเบิด ทำให้ประชาชนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวไม่ถึงแก่ความตาย
ต่อมาเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 เวลาประมาณ 18.00 น. จำเลยทั้งสองร่วมกันพาวัตถุระเบิด อีก 1 ชุด ไปในบริเวณศาลท้าวมหาพรหม สีแยกราช ประสงค์ จำเลยที่ 2 นำวัตถุระเบิดไปส่งมอบให้จำเลยที่ 1
จากนั้นจำเลยที่ 1 นำวัตถุระเบิดดังกล่าวไปวางไว้บริเวณศาลท้าวมหาพรหม แล้วจำเลยที่ 2 จุดชนวนระเบิดจนเป็นเหตุให้ประชาชนซึ่งอยู่ในบริเวณดังกล่าวถูกแรงระเบิดและสะเก็ดระเบิดถึงแก่ความตาย 20 คน ได้รับอันตรายสาหัส 53 คนและได้รับอันตรายแก่กาย 73 คน และทำให้ทรัพย์ของผู้อื่นได้รับความเสียหายหลายรายการ
เมื่อระหว่างกลางเดือนกรกฎาคม 2558 ถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2558 จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันมีสารเคมี ฝักแคระเบิด และผงอลูมิเนียม เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 1 เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร และอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต
ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 221, 225, 289, 358, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 38, 55, 74, 78 พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 มาตรา 15, 42 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 12, 81 ริบวัตถุระเบิดและยุทธภัณฑ์ของกลาง
และให้จำเลยทั้งสองร่วมชดใช้ราคาทรัพย์ 16,000 บาท แก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ, 364,500 บาท แก่โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, 530,000 บาทแก่กรุงเทพมหานคร และ 594,471 บาท แก่สำนักสำนักการจราจรและขนส่ง สำนักงานกรุงเทพมหามหานคร
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ในส่วนคดีนำระเบิดไปในบริเวณท่าเรือเจ้าพระยาปริ้นเซส จำเลยที่ 2 จุดชนวนระเบิด เพื่อให้ประชาชนทั่วไปที่อยู่บริเวณดังกล่าวถึงแก่ความตาย แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากระบบการจุดระเบิดของวัตถุระเบิดไม่ทำงาน จึงไม่เกิดระเบิด ศาลยกฟ้องเนื่องจากยกประโยชน์เเห่งความสงสัยให้จำเลย
ส่วนประเด็นระเบิดศาลท้าวมหาพรหม ศาลพิจารณาเเล้วเห็นว่า โจทก์มีพยานบุคคล 12 ปากเบิกความสอดคล้องต้องกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ โดยไม่มีข้อพิรุธอันควรสงสัยว่าจะปรุงแต่งเรื่องราวเพื่อปรักปรำบุคคลใด โดยพยานโจทก์ปาก พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ (ยศในขณะนั้น) เบิกความยืนยันถึงวิธีการสืบสวนหาตัวคนร้ายโดยวิธีตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในสถานที่เกิดเหตุและ บริเวณใกล้เคียง
พบว่าก่อนเกิดเหตุมีชายต้องสงสัยสวมเสื้อสีเหลืองนำกระเป้าเป้ไปวางไว้ที่ม้านั่งใกล้ กับศาลท้าวมหาพรหม เมื่อชายดังกล่าวเดินออกไป จึงเกิดเหตุระเบิดขึ้น เมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิด ปรากฎเหตุการณ์ขณะที่ชายสวมเสื้อสีเหลืองลงจากรถสามล้อรับจ้างบริเวณด้านข้างโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ เดินมุ่งหน้าไปยังศาลท้าวมหาพรหมและนั่งลงที่ม้านั่ง ปลดและวางกระเป้าเป้ไว้ที่ม้านั่ง แล้วลุกขึ้นทำท่าทางถ่ายรูป จากนั้นเวลา
18.53 น. ชายดังกล่าวเดินออกไป ไม่มีบุคคลใดมายังที่นั่งดังกล่าวอีก จนเวลา 18.56 น.เกิดเหตุระเบิดขึ้น
ก่อนเกิดเหตุระเบิด ชายสวมเสื้อสีเหลืองได้เดินทางไปสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง โดยมีชายสวมเสื้อสีม่วงไปพบกับชายสวมเสื้อสีเหลืองด้วย และมีการส่งมอบสิ่งของให้ซึ่งกันและกันที่สถานีรถไฟหัวลำโพง โดยพยานโจทก์เป็นคนขับรถแท็กซี่ที่รับชายสวมเสื้อสีเหลืองจากบริเวณชอยเจริญนคร 61 ไปส่งที่สถานีรถไฟหัวลำโพงยืนยันว่า ชายสวมเสื้อสีเหลืองคือจำเลยที่ 1
พยานเป็นคนขับรถสามล้อรับจ้างที่รับชายสวมเสื้อสีเหลืองจากบริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพงไปส่งยังสถานที่เกิดเหตุ ก็ยืนยันว่าชายสวมเสื้อสีเหลืองคือจำเลยที่ 1 เช่นกันพยานคนขับรถสามล้อรับจ้างที่รับชายสวมเสื้อสีม่วงจากสถานีรถไฟฟ้าหัวลำโพงไปส่งที่
ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ใกล้กับสถานที่เกิดเหตุยืนยันว่าชายสวมเสื้อสีม่วงคือจำเลยที่ 2 และชี้ยืนยันในชั้นพิจารณา
แม้หลังเกิดเหตุระเบิดคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างที่รับชายสวมเสื้อสีเหลืองจากสถานที่เกิดเหตุไปส่งที่สวนลุมพินี จะไม่ยืนยันว่าเป็นจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อมีการ เปลี่ยนเสื้อผ้าจากเสื้อสีเหลืองเป็นเสื้อสีเทาในห้องน้ำภายในสวนลุมพินีแล้ว
เมื่อศาลตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่โจทก์อ้างส่ง ปรากฎภาพจำเลยที่ 1 สวมเสื้อสีเทาตาตามที่พยานโจทก์เบิกความจริง และเมื่อมี การตรวจยึดเสื้อสีเทาได้ที่ห้องพักภายในพูลอนันต์ อพาร์ตเมนต์ซึ่งเป็นสถานที่ที่จำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ ก็เหมือนกับเสื้อสีเทาที่มีการสวมใส่ในวันเกิดเหตุ และจากการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดปรากฎภาพจำเลยที่ 2 สวมเสื้อสีม่วงเดินผ่านกล้องวงจรปิดเช่นกัน และจากการ ตรวจสอบการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งสองก็ปรากฏว่าในช่วงดังกล่าวมีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกันด้วย
โจทก์ยังมีพยานอีกหลายปากเบิกความเกี่ยวกับการซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่และการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งสองที่ติดต่อกันทั้งก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ โดยไม่มีข้อพิรุจอันควรสงสัยว่าพยานโจทก์เหล่านั้นจะเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสอง ประกอบกับจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ จึงรับฟังได้ว่า พยานโจทก์ดังกล่าวข้างต้นเบิกความลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
ส่วนที่จำเลยทั้งสอง นำสืบอ้างฐานที่อยู่และนำสืบว่าถูกบังคับทรมาน อันเป็นการต่อสู้ว่าการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย พึ่งมากล่าวอ้างในชั้นพิจารณา โดยไม่ปรากฎเหตุผลใดที่พนักงานสอบสวนกระทำเช่นนั้น พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้
จึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐาน มีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำนวน 1 ชุด ไว้ในครอบครอบ, ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ,ฐานร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัส ,ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ,ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ,ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น
โจทก์มีพยานเป็นเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเบิกความยืนยันเกี่ยวกับการตรวจค้นห้องพักหมายเลข 412 และ 414 ที่พูลอนันต์อพาร์ตเมนต์ พบสารเคมี ฝักแคระเบิด และผงอลูมิเนียม จากการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าของกลางดังกล่าวเป็นวัตถุระเบิดและเป็นยุทธภัณฑ์ ซึ่งปรากฏจากคำเบิกความเป็นผู้ดูแล ว่าจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ที่ห้อง 412 ส่วนห้อง 414 ปิดประตูล็อกไว้ก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 เคยมาพักอาศัยอยู่ที่ห้อง 412 และ 414 ด้วย
จากคำเบิกความของเจ้าพนักงานผู้ตรวจพิสูจน์ลายนิ้วมือแฝง พบว่าลายนิ้วมือและรอยฝ่ามือแฝง มีจุดลักษณะพิเศษของลายเส้นตรงกับลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยทั้งสอง
พยานโจทก์อีก 3 ปากเบิกความถึงเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 2 ไปซื้อสารเคมีที่ที่ค้นพบในห้องพักดังกล่าวด้วย ประกอบกับ ทั้งสองร่วมกันพาวัตถุระเบิด อีก 1 ชุด ไปในบริเวณศาลท้าวมหาพรหม สีแยกราชประสงค์
ภายหลังจากจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันกระทำความผิด จำเลยที่ 2 นำวัตถุระเบิด ไปส่งมอบให้จำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยที่ 1 นำวัตถุระเบิดดังกล่าวไปวางไว้บริเวณศาลท้าวมหาพรหม แล้วจำเลยที่ 2 จุดชนวน ระเบิดตามที่จำเลยทั้งสองกับพวกวางแผนมาก่อนแล้วจนเกิดการระเบิด เป็นเหตุให้ประชาชนซึ่งอยู่ใน บริเวณดังกล่าวถูกแรงระเบิดและสะเก็ดระเบิดถึงแก่ความตาย 20 คน ได้รับอันตรายสาหัส 53 คน และได้รับอันตรายแก่กาย 73 คน และทำให้ทรัพย์ของผู้อื่นได้รับความเสียหายหลายรายการ
พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 221, 224 วรรคแรก วรรคสอง, 289 (4),ประกอบมาตรา 80, 358, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 38, 55, 74,78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,
ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้า เมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง, 81 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำนวน 1 ชุด ไว้ในครอบครอง,
ฐานร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัส, ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกัน ฆ่าผู้อื่น เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
ให้ลงโทษ ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้ง 2 เเละฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 1,000 บาท
ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองและฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต, ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต, ฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการ
กระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 ปี ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน
พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดขณะที่ประชาชนทั่วไปมาสักการะองค์ท้าวมหาพรหมและอยู่ที่บริเวณใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก จนเป็นเหตุให้มีบุคคลถึงแก่ความตาย 20 คน ได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กาย 126 คน กับทั้งทำให้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นและทางราชการได้รับความเสียหายหลายรายการ เป็นภยันตรายต่อความมั่นคง ความ ปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ แม้ศาลนำคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองมารับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์บ้างก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษเพื่อจะลดโทษ ให้แก่จำเลยทั้งสอง เมื่อลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ประหารชีวิตแล้ว ไม่อาจนำ โทษจำคุกฐานอื่นมารวมได้อีก จึงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว และปรับคนละ 1,000 บาท
ให้จำเลยทั้งสองร่วมชดใช้ราคาทรัพย์ 16,000 บาท แก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ, 364,500 บาท แก่โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, 530,000 บาทแก่กรุงเทพมหานคร และ 594,471 บาท แก่สำนักสำนักการจราจรและขนส่ง สำนักงานกรุงเทพมหามหานคร ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
ด้านนายชูชาติ กันภัย ทนายความของนายอาเด็ม คาราดั๊ก กล่าวว่า ภายหลังจากที่ศาลพิพากษาประหารชีวิตทั้งคู่แล้ว ต่อไปทางจำเลยมีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์ เพราะมีหลายประเด็นที่ศาลไม่ได้ยกขึ้นมาวินิจฉัย อย่างตัวนายอาเด็มที่ได้ต่อสู้ตอนอยู่ศาลทหารที่ถูกทำร้ายขณะที่ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำทหาร ตอนนั้นทางอธิบดีกรมราชทัณฑ์ในขณะนั้นก็ได้ตรวจสอบ แต่ว่าศาลก็ไม่ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาวินิจฉัย อีกประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับใบหน้าของจำเลยที่ 1 ที่อยู่ในหนังสือเดินทางไม่มีการตรวจอัตลักษณ์ของบุคคลเพราะหน้าตาค่อนข้างต่างกันอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าภายหลังจากคำพิพากษาเสร็จสิ้น จำเลยได้พูดในห้องพิจารณาว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม มองเรื่องนี้อย่างไร นายจำเริญ พนมภคากร ทนายความส่วนตัวของนายนายไมไรลี ยูซูฟู จำเลยที่ 2 กล่าวว่า ตนมองว่านายยูซูฟูรู้สึกผิดหวังที่ศาลพิพากษาออกมาในรูปแบบนี้ แต่เราก็จะใช้กระบวนการทางกฎหมายอุทธรณ์ให้เจ้าตัวต่อไปในหลายประเด็นที่เรายังเห็นว่าศาลยังไม่ได้หยิบยกมา
ด้านนายชูชาติ กล่าวเสริมอีกว่า ส่วนเรื่องที่นายยูซูฟูพูดภาษาไทยได้นั้นจะไปดูขัดกับคำให้การหรือไม่ ตรงส่วนนี้ต้องอธิบายว่าทางนายยูซูฟูสามารถฟังภาษาอังกฤษได้ ส่วนผู้ที่มีปัญหาคือนายอาเดม ในชั้นสอบสวนที่ที่จำเลยรับสารภาพ ทางเราต่อสู้ในศาลทหารว่าล่ามที่ไปเบิกความเข้าไปในเรือนจำประมาณ 45 นาที แต่ลองเอาคำแปล 1 หน้าให้เจ้าตัวแปลใช้เวลาแปลถึง 8 นาที กับเอกสารที่มี 20 หน้ากระดาษ ตรงส่วนนี้เราก็จะนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการอุทธรณ์ต่อศาลด้วยเพราะยังไม่ได้มีการหยิบยกเนื้อหาตรงส่วนนี้เข้ามาวินิจฉัย
เมื่อถามว่าการทำร้ายร่างกายหรือการข่มขู่ในเรือนจำทหารไม่มีการนำเรื่องนี้ขึ้นมาด้วย นายจำเริญ กล่าวว่า ต้องเข้าใจตรงนี้ก่อนว่าขณะที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอยู่ในการควบคุมของทหาร ในเรื่องการสอบสวนจะไม่มีเข้ามาเลย ตัวของจำเลยไม่ได้ดำเนินการแจ้งความเรื่องการถูกทำร้ายเพราะเป็นไปได้ยากที่จะต่อสู้ในตอนนั้น
เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรบ้างที่ทำคดีนี้มา 10 กว่าปีแต่ผลออกมาในรูปแบบนี้ นายชูชาติ กล่าวว่า เราทำตามหน้าที่ ผู้ตัดสินคือศาล เรามีหน้าที่นำข้อเท็จจริงเสนอต่อศาลพิจารณาและถามค้านพยานโจทก์แต่ละปากเพื่อค้นหาความจริง ซึ่งมีหลายประเด็นที่พยานตอบว่าใบหน้าแหลม แต่พอให้การจริง ๆ บอกเป็นใบหน้ารูปไข่ ซึ่งเราก็จะนำส่วนนี้ไปอุทธรณ์ด้วยเช่นกัน
นายชูชาติ กล่าวอีกว่า เรื่องหลักฐานการลงทะเบียนซิมโทรศัพท์ ตามพยานหลักฐานตนเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ลงทะเบียน ส่วนที่เขาใช้พยานวิทยาศาสตร์เข้ามาเป็นเรื่องข้อมูลการใช้โทรศัพท์ เพราะข้อมูลบอกลงทะเบียนวันที่ 1 ส.ค. 2558 ซึ่งจำเลยต่อสู้ว่ายังไม่เข้ามา เราก็ต้องไปดูตรงนี้อีกครั้ง ส่วนหลังจากนี้ก็จะกลับไปดูคำพิพากษาให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่ง
นายชูชาติ กล่าวอีกว่า ข้อมูลการใช้โทรศัพท์บางครั้งก็คลาดเคลื่อนไม่ตรงกัน ตรงนี้ศาลวินิจฉัยตามที่พยานเบิกความมา เราไปก้าวล่วงไม่ได้ ส่วนการต่อสู้คดีในครั้งนี้ถือว่าเพลี่ยงพล้ำหรือไม่ตนมองว่าไม่เพลี่ยงพล้ำเพราะเราทำตามหน้าที่ กระบวนการของศาลยังมีอีก 3 ศาล ที่ผ่านมาทำอย่างละเอียดตามที่ข้อมูลที่เรามีแล้ว จึงยังคงต้องต่อสู้ตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป และเตรียมจะเดินทางเข้าเยี่ยมจำเลยทั้งสองคนในเรือนจำ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
”ทวี“ ปัดส่งชาวอุยกูร์ไปแคนาดา ยัน 5 คนยังอยู่ในเรือนจำ
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลไทยส่งชาวอุยกูร์ 3 คนไปประเทศแคนาดา ว่า กระทรวงยุติธรรมไม่มี
'ภูมิธรรม' โต้ข่าวส่งชาวอุยกูร์ไปแคนาดา ยันส่งกลับจีนหมดแล้ว
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวมีการส่งตัวชาวอุยกูร์ จากตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสวนพลูจำนวน 3 คน ไปยังประเทศที่สามคือประเทศแคนาดา
กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ หน้าหงาย! หอการค้า ชี้ไทยเดินตามกฎหมายปมส่งกลับอุยกูร์
นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมว่า ในฐานะคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจติดตามผลกระทบนโยบายเศรษฐกิจและเศรษฐกิจด้านต่างๆซึ่งปัจจุบันสหภาพยุโรปลง
ครป.ประเมินผลการซักฟอกนายกฯ 5 ข้อ หวังพรรครัฐบาลร่วมกันแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงโดยเร็ว
นายเมธา มาสขาว รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) เปิดเผยถึงการประเมินผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ดังนี้
'บิ๊กอ้วน' เดือดพลั่ก! ทุบ 'กัณวีร์' โกหก-เหมือนไม่รักประเทศ ปมส่ง 'อุยกูร์' กลับจีน
'ภูมิธรรม' ร่ายยาวปมส่ง 'อุยกูร์' กลับจีน อัด 'กัณวีร์' โกหก เพ้อเจ้อ ใช้แต่จินตนาการ เหมือนไม่รักประเทศ ซัดแรง 'เป็นคนรุ่นใหม่' แต่ไร้มนุษยธรรม

