เดือดจัด! โฆษกรัฐบาลดับเครื่องชน ‘TPBS’ ซัดขวางแก้กม.

เดือดจัด!โฆษกรัฐบาล ดับเครื่องชนTPBS ซัดขวางแก้กม.เพราะกลัวถูกตรวจสอบ ข้องใจได้งบปีละ2,000 ล้านแต่จ่ายแพงจ้างคนนอกทำรายการ แถมได้งานแค่บางกลุ่ม ท้าอยากสาธารณะนัก เชิญไปทำช่องของตัวเอง

11 ตุลาคม 2569 – นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและสมาชิกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อกรณีสส.พรรคภูมิใจไทยเข้าชื่อกันเสนอร่างพ.ร.บ.สี่ฉบับเพื่อแก้ระบบเรื่องภาษีบาป เช่น ร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่…) พ.ศ….หรือร่างกฎหมายไทยพีบีเอส เป็นต้น ว่า ที่ผ่านมากรมสรรพสามิต เวลาที่เขาขายเหล้า ขายบุหรี่ได้ เขา(ผู้ประกอบการ) ก็ส่งภาษีเข้าสรรพสามิต สรรพสามิตเก็บมา ก็ไม่ได้ส่งเข้ากระทรวงการคลัง แต่เอาไปให้หน่วยงานเหล่านีนี้เช่น กองทุนสสส.-ไทยพีบีเอส ก็คือเอาไปใช้เลยโดยที่ไม่ต้องผ่านใครมาพิจารณา ไปพิจารณาในหน่วยงานหรือกองทุนต่างๆ เหล่านั้นกันได้เลย ที่แม้จะมีการเสนอรายงานประจำปีต่อสภาฯ แต่ก็เป็นแค่วาระเพื่อทราบ ไม่มีมรรคผล ไม่มีการจะไม่รับรอง คือให้สภาฯ มีการอภิปรายกันยังไงก็แค่รับทราบ

ถามถึงกรณีท่าทีของไทยพีบีเอสว่าอาจทำให้ไม่สามารถดำรงความเป็นสื่อสาธารณะ เพราะต้องไปแบมือขอรัฐบาล จากเดิมที่รับตรงจากกระทรวงการคลัง นพ.เอกภพ กล่าวว่า เขาเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าบางอย่าง ก็คือว่า การขอเงินตามระบบงบประมาณปกติ ไม่ได้ขอจากรัฐบาล แต่เป็นการแสดงรายการของรายจ่ายประจำปีของเขา และเสนอต่อสภา รัฐสภาคือตัวแทนของพี่น้องประชาชน ซึ่งวิธีการจัดทำงบประมาณ ก็อย่างที่ประชาชนเห็นคือ มีการอภิปรายงบประมาณ มีการนำร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี เข้าสู่สภาฯในวาระ 1 รับหลักการ  วาระ 2 ก็ไปดูรายมาตรา รายกระทรวง มีอนุกรรมาธิการที่ไปดูรายละเอียดย่อยของแต่ละงบ

 “ ที่เขากลัวคือการที่โดนตรวจสอบที่เป็นรายละเอียดย่อยรายบรรทัดมากกว่า แล้วเป็นข้ออ้างว่าจะไม่อิสระ เพราะว่าร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอเข้าสภาฯ ไม่ได้มีแตะต้องเรื่องของโครงสร้างการบริหารองค์กร ไม่ได้แตะต้องเรื่องของที่มาของบอร์ดบริหาร หรือคณะกรรมการบริหาร หรือวิธีการบริหาร ไม่ได้ไปยุ่งเลย เพราะต้องการเรื่องของระเบียบวินัยการเงินการคลังอย่างเดียว เพราะฉะนั้นการจะบอกว่ารัฐบาลไปสั่งได้(ไทยพีบีเอส)  อันที่ต้องคุยกันให้ชัดเลยคือ การเข้าสู่ระบบงบประมาณปกติ”นพ.เอกภพกล่าว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า มีข้อสังเกตุอีกอย่างหนึ่งคืออีก 2 กองทุนคือ กองทุนผู้สูงอายุ กับ กองทุนกีฬา ทำไมเขาไม่ออกมาเดือดร้อนหรือมีปัญหาอะไร ข้อสังเกตนี้เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจ ผมก็พยายามหาข้อมูล ปรากฏว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นกับ 2 กองทุนดังกล่าว  คือเขามีเงินค่าใช้จ่ายที่ใช้ประจำอยู่แล้ว กองทุนผู้สูงอายุก็ไปอุดหนุนผู้สูงอายุ ไปให้เบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุ กองทุนกีฬาก็จะมีรายจ่ายเรื่องของเบี้ยเลี้ยงนักกีฬา มีค่ารางวัลนักกีฬาที่เอเชียนเกมส์กลับมาก็ได้รางวัล เป็นต้น        ตรงนี้มีรายจ่ายที่ใช้อยู่แล้ว มีเงินที่จะไปใช้ในโครงการพิเศษต่าง ๆ ไม่เยอะ มันก็จะไม่ได้เป็นแหล่งเงินทุนที่เอาไปจุนเจือเครือข่ายเหมือนกับ สสส. หรือ ไทยพีบีเอส ก็เลยไม่มีใครเดือดร้อนใน 2 กองทุนดังกล่าว(กองทุนผู้สูงอายุ -กองทุนพัฒนาการกีฬา)

เมื่อถามว่ากำลังบอกว่า 2 กองทุนนี้ คือ ไทยพีบีเอส กับ สสส. เดือดร้อน  โดย นพ.เอกภพ ตอบว่า ก็เห็นเขามาดิ้นกันจังเลย แล้วก็พยายามระดมคนมาให้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย แล้วพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงเยอะแยะมากมายหลายประเด็น ส่วนท่าทีถ้อยแถลงของสสส.และไทยพีบีเอสเนื้อหาหรือใจความ ผมไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไรกันแน่  เนื้อหาหรือใจความทำให้ดูสวยหรูและยืดยาว แต่ว่าจริง ๆ ต้องอธิบายกันชัด ๆ ว่ากลัวอะไรกับงบประมาณเข้าสู่การตรวจสอบของรัฐสภา

 “ถ้าพูดถึงเฉพาะไทยพีบีเอส เมื่อไปดูไส้งบประมาณที่ผ่านมา ปรากฏว่า 2,000 ล้านต่อปี มีการนำไปใช้ในการจ้างผลิตรายการประมาณครึ่งหนึ่ง โดยที่เขามีคนอยู่ประมาณ 1,500 คนที่เป็นลูกจ้างของไทยพีบีเอส แต่ว่ายังไปจ้างเอกชนผลิตรายการ ซึ่งเราไปดู ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำไมถึงไปให้คนนั้น ทำไมถึงไปให้คนนี้ผลิตรายการ และคิดเฉลี่ยต่อตอนแล้วทำไมราคาแพง ตรงนี้ไม่เคยมีการตรวจสอบเลย          เขาบอกว่าตรวจสอบแล้ว ตรวจสอบยังไง  ตรวจสอบกันเองภายใน แต่ถ้าอยู่ในระบบงบประมาณปกติ พี่น้องประชาชนจะเห็นเลยว่าเขาจ้างผลิตรายการอะไรบ้าง กี่รายการ รวมถึงมีการตั้งข้อสังเกตุว่าการให้เงินไปทำงานในเชิงประเด็นหรือเชิงพื้นที่ อาจจะมีกลุ่มที่รับเงินไปแล้วมีเรื่องของแนวคิดบางอย่างที่เป็นอันตรายต่อรัฐ”

ถามย้ำว่าหมายถึงมีวาระที่น่าสงสัย นพ.เอกภพกล่าวว่าก็มีคนตั้งข้อสังเกต ซึ่งผมคิดว่าเป็นประเด็นที่เราไม่เคยนำมาดูกันเลย  ไม่เคยมีใครตรวจสอบ คนภายนอกอาจได้แค่ตั้งข้อสังเกต ไม่มีเงื่อนไขที่เราจะไปบอกว่าห้ามทำแบบนี้ ทำแบบนี้ไม่ได้  แต่ต้องวงเล็บอีกอย่างหนึ่ง รัฐบาลจะสั่งไม่ได้ ถ้าจะทำแบบนี้ คนที่จะทำได้คือสภาฯ  จะดูรายละเอียดและประชาชนจะเห็น อันนี้คือที่มาที่ไปชัดเจนว่างบประมาณต้องนำมาแสดงให้เห็นชัด

ถามย้ำว่า ไม่มีการไปยุบ ไม่มีการไปแทรกแซงแน่นอน นพ.เอกภพกล่าวตอบว่า การเสนอร่างกฎหมายเข้าสภาฯดังกล่าว ไม่ได้แก้มาตราที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการ หรือไปแก้ไขในเรื่อง การได้มาซึ่งการสรรหาคณะกรรมการฯ  การได้มาซึ่งกรรมการชุดต่าง ๆ รวมถึงรูปแบบการบริหาร การมีสภาผู้ชม ไม่ได้แตะต้องเลย

 “สิ่งที่เราต้องคุยกันให้ชัดเลย ในวันที่กฎหมายไทยพีบีเอสฉบับปัจจุบันประกาศใช้คือเมื่อปี พ.ศ.  2551 คำว่าสื่อสาธารณะคือหมายถึงว่า สามารถแสดงความคิดเห็นได้ตามอิสระเสรีตามความคิดของสื่อ แต่ปัจจุบันมี YouTube, TikTok, Facebook Live มีช่องทางหลายอย่าง หากอยากสาธารณะนัก เชิญไปทำช่องตัวเองเลย ไปทำ YouTube ช่องตัวเอง หาตังค์เอง ถ้าเกิดว่าไทยพีบีเอสเป็นองค์กรที่เป็นเอกชนจะทำยังไงก็ได้ เพราะระชาชนอยากทราบจริง ๆ ว่าทำไมจะเปิดเผยไม่ได้ ประชาชนอยากจะรู้ว่าที่มันอิสระ ก็แค่อยากรู้ว่าแต่ละรายการเขาผลิตยังไง”นพ.เอกภพระบุ

ถามต่อไปว่า หากเป็นลักษณะว่ายังได้รับงบจากรมสรรพสามิตเหมือนเดิม แต่ว่าปรับให้มีการตรวจสอบเปิดเผยทั้งหมด เปิดเผยหมดเกลี้ยง แล้วรัฐบาลหรือสังคม จะมาตั้ง KPI หากแบบนี้เพียงพอหรือไม่ นพ.เอกภพ กล่าวยืนยันว่าก็ทำไมไม่เปิดงบประมาณให้อยู่ในระบบจริง ๆ แล้วหลักการอย่างเดียวที่เราต้องการคืองบประมาณทุกบาททุกสตางค์ที่รัฐเก็บ เราต้องรับรู้ สมมุติผมตั้งร้านขายก๋วยเตี๋ยว ผมขายก๋วยเตี๋ยว แต่ผมขายแคบหมูด้วย ขายลูกชิ้นปิ้งด้วย ขายน้ำด้วย บังเอิญผมเก็บเงินได้เฉพาะก๋วยเตี๋ยว ผมไม่เก็บเงินค่าน้ำ เก็บเงินค่าแคบหมูไม่ได้ แล้วคนที่อยู่ในร้านเอาเงินส่วนนั้นไป ผมบริหารจัดการในภาพรวมของร้านไม่ได้ นี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับงบประมาณในวันนี้ คือเราจัดเก็บมาแต่ว่าจัดเก็บแล้วไปซุกซ่อนอยู่ให้หน่วยงานเหล่านี้ไปใช้ โดยเราเห็นว่าเงินรายได้มีอยู่ประมาณหนึ่ง เราควรจะต้องเอากลับมาแผ่

 “ข้อสังเกตุอย่างหนึ่งคือ ถ้าไทยพีบีเอส มีเงินงบประมาณ 2,000 ล้านบาทที่ต้องให้ แล้วเรานำกลับมากอง แล้วถ้ามีความจำเป็นต้องใช้ 2,000 ล้าน ก็ใช้ 2,000 ล้าน แต่ถ้าเกิดว่าต้องใช้มากกว่านั้น งบประมาณประจำปีก็สามารถเติมให้คุณได้ ไม่แฮปปี้กว่าหรือ หรือถ้าไทยพีบีเอสที่ได้ 2,000 ล้านเยอะเกินไป สภาฯ เห็นแล้วว่าขอตัดมาสัก 500 ล้าน แล้ว 500 ล้านไปให้ผู้สูงอายุได้หรือไม่ ซึ่งเรากำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มขั้นยิ่งยวด ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ที่ 1 ใน 3 ของประชากรจะเป็นผู้สูงอายุ เราต้องใช้เบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุมากกว่านี้ ก็ตัดมาจากไทยพีบีเอส หรือกองทุนสสส. ไปให้ผู้สูงอายุหรือด้านการพัฒนากีฬาได้หรือไม่”นพ.เอกภพกล่าว  

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ภูมิใจไทย เขย่าภาษีบาป เราไปแตะหม้อข้าวเขา

ยังคงมีปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ ตามมา กับกรณี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและสส.พรรคภูมิใจไทย เข้าชื่อกันเสนอร่างกฎหมายสี่ฉบับเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏร

โฆษกรัฐบาลแจงระดับน้ำเริ่มคลี่คลาย กทม.เกือบปกติ!

โฆษกรัฐบาล เผยระดับน้ำเริ่มคลี่คลาย เจ้าพระยาลดระดับ กทม.เกือบปกติ เตือนรับมือฝนระลอกใหม่ 9-13 ต.ค.นี้ โดยเฉพาะภาคตะวันตก-ใต้-ตะวันออก ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด

'ศุภชัย' กางกฎหมายโต้ 'บรรเจิด' ยันปรับภาษีสรรพสามิตทำได้จริง ไม่ใช่วาทกรรมหลอกประชาชน

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ และนายทะเบียนสมาชิกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณี ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ ให้ความเห็นคัดค้านการยกเลิก Earmarked Tax โดยเฉพาะข้อสังเกตว่า หากยกเลิกเงินบำรุงแล้ว จะไม่สามารถออกกฎกระทรวงปรับอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อทดแทนได้ โดยเห็นว่าประเด็นดังกล่าวควรพิจารณา

“หมอประกิต” ไม่เชื่อ รัฐบาลแก้ พ.ร.บ.สสส. เพราะ NCDs ไม่ลด ปลุกทุกฝ่ายให้ตื่น การควบคุม NCDs ต้องทำด้วยกัน หวังให้หน่วยงานเดียวทำให้สำเร็จไปไม่รอด

จากกรณีที่นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยสาเหตุที่รัฐบาลจะแก้ พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544

นักวิชาการ หนุนหมอเอกรื้อการปรับอัตราภาษียาสูบปี 60 มาตรวจสอบใหม่ ตั้งคำถามหาต้นตอคนรับผิดชอบ ตั้งแต่ปี 60 รัฐสูญภาษีปีละ 2 หมื่นล้าน

จากกรณีนายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกรัฐบาล ตั้งคำถามถึงการปรับโครงสร้างภาษียาสูบ ปี 2560 ที่เปลี่ยนจากภาษีอัตราเดียวที่ไทยใช้มาตลอด เป็น 2 อัตรา