อดีตผู้พิพากษาอาวุโส วิเคราะห์ 'ทักษิณ' ดิ้นสู้คดีภาษีหุ้นชินฯ หนีถูกตราหน้า 'บุคคลล้มละลาย'

วัส ติงสมิตร วิเคราะห์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7 หมื่นล้าน จากคำพิพากษาศาลฎีกา สู่ชนวนฟ้องล้มละลาย ‘ทักษิณ ชินวัตร’

19 ต.ค.2569-นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง บทวิเคราะห์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7 หมื่นล้าน: จากคำพิพากษาศาลฎีกา สู่ชนวนฟ้องล้มละลาย “ทักษิณ ชินวัตร” เนื้อหาดังนี้

คดีภาษีหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มูลค่ากว่า 1.7 หมื่นล้านบาท กำลังก้าวเข้าสู่โค้งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดทางกฎหมาย เมื่อกรมสรรพากรส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร เป็นบุคคลล้มละลาย ก่อนที่อายุความการบังคับคดี 10 ปีจะหมดลงในเดือนพฤศจิกายน 2578

เรื่องราวทั้งหมดมีที่มาที่ไปอย่างไร? ข้อกฎหมายและกลยุทธ์การต่อสู้ทางคดีของทั้งสองฝ่ายเป็นอย่างไร? บทความนี้ได้รวบรวมประเด็นสำคัญทั้งหมดมาสรุปไว้อย่างครบถ้วน

1. จุดเริ่มต้นและชนวนเหตุแห่งหนี้ภาษี 1.7 หมื่นล้าน

ธุรกรรมขายหุ้นราคาต่ำกว่าตลาด: จุดเริ่มต้นเกิดจากการที่ บริษัท แอมเพิล ริช อินเวสท์เมนท์ จำกัด ขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้แก่นายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ชินวัตร เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 จำนวนคนละ 164.6 ล้านหุ้น ในราคาเพียง หุ้นละ 1 บาท ทั้งที่ราคาตลาดบนกระดานซื้อขายรายใหญ่ขณะนั้นอยู่ที่ 49.25 บาท

การประเมินของกรมสรรพากร: กรมสรรพากรชี้ว่า บุตรทั้งสองถือหุ้นแทนนายทักษิณ ส่วนต่างราคาหุ้นละ 48.25 บาท (รวมมูลค่า 15,883.9 ล้านบาท) จึงถือเป็น เงินได้พึงประเมินของนายทักษิณ เจ้าพนักงานจึงประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงิน 17,629,554,158 บาท

2.คำพิพากษาศาลฎีกา: ปิดฉากคดีภาษี หนี้เด็ดขาดถึงที่สุด

กระบวนการสู้คดีในศาลภาษีอากรยาวนานสิ้นสุดลงเมื่อ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ได้อ่านคำพิพากษา (เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568) โดยมีสาระสำคัญดังนี้:

1)ผู้มีเงินได้ที่แท้จริง (Beneficial Owner): ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายทักษิณเป็นผู้มีเงินได้ที่แท้จริง การโอนหุ้นผ่านบริษัท แอมเพิล ริชฯ ให้บุตรเป็นการถือแทน ส่วนต่างราคาหุ้นจึงเป็นเงินได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษี

2) พิพากษากลับให้ยกฟ้อง: ศาลฎีกาตัดสินว่า การออกหมายเรียกและการแจ้งประเมินภาษีของกรมสรรพากร ชอบด้วยกฎหมายแล้ว (ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่เคยสั่งเพิกถอนการประเมิน)

3) ไม่มีเหตุงด/ลดเบี้ยปรับ: พฤติการณ์การปกปิดการถือหุ้นมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีและกระทบต่อการจัดเก็บภาษีของรัฐอย่างร้ายแรง จึงไม่มีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

4) ผลในทางกฎหมาย: ส่งผลให้หนี้ภาษีอากร 1.76 หมื่นล้านบาท กลายเป็น หนี้เด็ดขาดและเป็นที่สุดตามกฎหมาย ทันที

3. การติดตามบังคับคดี และมาตรการฟ้องล้มละลายของสรรพากร

เมื่อคดีถึงที่สุด กรมสรรพากรได้เร่งรัดติดตามยึดและอายัดทรัพย์สินในประเทศ อาทิ:  อายัดบัญชีเงินฝาก นำมาชำระภาษีได้เพียงบางส่วน (ประมาณ 200 ล้านบาท)  ยึดที่ดิน จ.เชียงใหม่ และ ที่ดิน น.ส.3 ก. จ.ลำพูน  อายัดรถยนต์หรู 5 คัน (เช่น Rolls-Royce Cullinan, Mercedes-Maybach, Porsche Cayenne ฯลฯ) มูลค่ารวมราว 66.6 ล้านบาท รวมถึงหุ้นในนิติบุคคลอีก 5 แห่ง

ทำไมต้องฟ้องล้มละลาย?

เนื่องจากยอดหนี้ยังเหลือค้างอีกกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท และกรมสรรพากรได้ส่งหนังสือเตือนทางไปรษณีย์ตอบรับถึงภูมิลำเนาแล้ว 2 ครั้ง (ห่างกันเกิน 30 วัน) แต่ยังไม่มีการชำระหนี้ให้เสร็จสิ้น เข้าเงื่อนไข ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นบุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และมีหนี้กำหนดจำนวนได้แน่นอนเกินกว่า 1 ล้านบาท (ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8 (9) และมาตรา 9) กรมสรรพากรจึงส่งสำนวนขอให้อัยการสูงสุดพิจารณาฟ้องนายทักษิณเป็นบุคคลล้มละลาย เพื่อขยายขอบเขตในการสืบหาและรวบรวมทรัพย์สินก่อนหมดอายุความบังคับคดี 10 ปี (พฤศจิกายน 2578)

4. ข้อโต้แย้งและกลยุทธ์ต่อสู้คดีของฝ่าย “ทักษิณ ชินวัตร”

ฝ่ายนายทักษิณ โดยทีมทนายความ ได้ยื่นฟ้องกรมสรรพากรต่อศาลภาษีอากรกลาง (เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569) เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์และคุ้มครองชั่วคราว โดยชูข้อโต้แย้งหลัก 3 ประการ:

1)การยึดทรัพย์ซ้ำซ้อน: โต้แย้งว่า เงินจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ถูกศาลพิพากษาให้ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้วกว่า 46,373 ล้านบาท ในคดีจัดการทรัพย์สินเดิม การที่สรรพากรตามมายึดทรัพย์เก็บภาษีเพิ่มอีกจึงเป็นการ บังคับคดีซ้ำซ้อนและเกินกว่าความรับผิด

2) ผลไม้พิษจากการรัฐประหาร: อ้างว่ากระบวนการไต่สวนดั้งเดิมมาจาก คตส. ซึ่งตั้งขึ้นโดยคณะปฏิวัติ (คมช.)

3) การพยายามเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม: มีการพยายามยกประเด็นคดีชินคอร์ปเข้าสู่กระบวนการนิรโทษกรรมทางการเมือง

(หมายเหตุ: ศาลภาษีอากรกลางไต่สวนแล้ว นัดฟังคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569 และนัดสืบพยานวันที่ 21 ธันวาคม 2569)

5.บทวิเคราะห์และมุมมองเชิงกฎหมาย โดย “แก้วสรร อติโพธิ”

นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมการ คตส. ได้ให้ความเห็นทางกฎหมายผ่านบทความ ไว้อย่างน่าสนใจในหลายมิติ:

• มุมอับของการสู้คดีล้มละลาย: หากนายทักษิณจะต่อสู้คดีในศาลล้มละลายว่า “ตนไม่ได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว” (อ้างอิงความร่ำรวยระดับมหาเศรษฐีจาก Forbes) นายทักษิณจะต้องเปิดเผยและเอาหลักฐานกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินทั้งหมดมาแสดงต่อศาล ซึ่งจะกลายเป็น การเปิดแผลให้สรรพากรตามไปยึดอายัดทรัพย์สินเหล่านั้นทันที

• ข้ออ้างนิรโทษกรรมฟังไม่ขึ้น: กฎหมายนิรโทษกรรม (เช่น พ.ร.บ. สร้างเสริมสันติสุขฯ มาตรา 7) มีไว้เพื่อคุ้มครองการชุมนุมหรือการแสดงออกทางความคิดทางการเมือง แต่คดีขายหุ้นชินคอร์ปฯ เป็นเรื่องธุรกรรมการเงินและการใช้อำนาจหน้าที่ ไม่ใช่ความผิดทางความคิด จึงสวมรอยขอนิรโทษกรรมไม่ได้

• โต้ข้อกล่าวหา คตส. รับสั่ง คมช.: ยืนยันว่า คมช. ไม่เคยสั่งการ คตส. แต่ คตส. ตรวจพบหลักฐานลายมือชื่อนายทักษิณว่ายังถือหุ้นอยู่จริงในเอกสารภาษี นำไปสู่การไต่สวนการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ 5 มาตรการ และมีมติยึดทรัพย์ด้วยคะแนนเสียง 5 ต่อ 4

• อำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ (จพท.): หากเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย จพท. จะมีอำนาจลึกและกว้างกว่าปกติ สามารถตามไปเพิกถอนการโอนทรัพย์สินให้ลูกเมีย (หากเข้าข่ายฉ้อฉล) หรือประสานความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินในต่างแดน เช่น คฤหาสน์หรูในอังกฤษ หรือเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว ได้อีกด้วย

บทสรุป: เกมกฎหมายและศักดิ์ศรีทางสังคม

การต่อสู้ในคดีภาษี 1.7 หมื่นล้านบาทนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “ตัวเลขเงิน” เท่านั้น แต่สำหรับผู้นำทางการเมืองและนักธุรกิจระดับโลกอย่างนายทักษิณ การถูกตราหน้าหรือถูกศาลสั่งให้เป็น “บุคคลล้มละลาย” ถือเป็นความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสถานะ ศักดิ์ศรี และภาพลักษณ์ทางสังคม

ทำให้ฝ่ายนายทักษิณจำเป็นต้องใช้ทุกช่องทางทางกฎหมายเพื่อโต้แย้งคำสั่งยึดอายัดทรัพย์ ในขณะที่กรมสรรพากรและรัฐก็ต้องเร่งเดินหน้าคดีล้มละลายตามหน้าที่เพื่อปกป้องประโยชน์ของแผ่นดินก่อนที่อายุความจะขาดลงครับ!

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อดีตผู้พิพากษาฯ' ชี้ 'ก่อแก้ว' กล่าวหาผู้อื่นจิตใจต่ำกว่ามนุษย์ ข้ามเส้นติชมโดยสุจริต สู่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

วัส ติงสมิตร ชี้ 'ก่อแก้ว' โพสต์กล่าวหาผู้อื่นว่า 'มีจิตใจต่ำกว่ามนุษย์' ถือเป็นการข้ามเส้นการติชมโดยสุจริต

ทักษิณดิ้นพล่าน ยื้อยึดทรัพย์-ขอล้างมลทิน

ตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทักษิณ ชินวัตร กลับมาอยู่ในโฟกัสการเมืองอีกครั้ง หลังเก็บตัวเงียบมานานหลายเดือนนับแต่ออกจากคุกเมื่อ 11 พฤษภาคม 2569

'ทักษิณ' ยื่นคำร้อง พ.ร.บ.สันติสุขฯ ขอล้างมลทินคดีการเมือง ลั่นอยากวางมือใช้ชีวิตสงบสุข

“ทักษิณ” ยื่นคำร้องคกก.สันติสุขขอนิรโทษกรรม ล้างมลทินข้อกล่าวหาทางการเมือง ด้าน “ทนายวิญญัติ” เผย “แม้ว” ทำเพื่อประชาชนและประเทศชาติ แก่แล้วอยากทำธุรกิจส่วนตัว พร้อมวางมือทางการเมือง ด้าน “ฉัตรชัย” บอก ขั้นตอนเข้าอนุกลั่นกรอง ก่อนชง คกก.ชุดใหญ่พิจารณาให้ทันใน 180 วัน