อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาชี้รื้อ ‘ยี่ต๊อก’ ต้องไม่ให้ตารางโทษครอบงำดุลพินิจ

อดีตผู้พิพากษาฯ วิเคราะห์คำสั่งประธานศาลฎีกาตั้ง 5 คณะอนุกรรมการปรับปรุง ‘ยี่ต๊อก’ ชี้ช่วยลดความลักลั่นในการลงโทษ แต่หากยึดตารางมากเกินไปอาจกระทบความเป็นธรรม ยกตัวอย่างคนหิวขโมยขนุนกับคนลักเงินไปซื้อเหล้า ไม่ควรถูกตัดสินด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว ย้ำยี่ต๊อกต้องเป็นเครื่องมือช่วยคิด ไม่ใช่กรอบจำกัดดุลพินิจผู้พิพากษา

27 ตุลาคม 2569 - นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และนักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นต่อกรณีนายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ ประธานศาลฎีกา มีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 5 ชุด เพื่อศึกษาและปรับปรุงบัญชีมาตรฐานการลงโทษ หรือที่เรียกว่า “ยี่ต๊อก” ให้สอดคล้องกับสภาพอาชญากรรมและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

นายวัสระบุว่า การปรับปรุงครั้งนี้ครอบคลุมคดีสำคัญ 5 กลุ่ม ได้แก่ คดียาเสพติดและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี คดีจราจรทางบก คดีอาวุธปืน คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และคดีสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนมีรูปแบบและพฤติการณ์ความผิดที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต

การทบทวนยี่ต๊อกจึงไม่ควรเป็นเพียงการปรับตัวเลขโทษให้สูงขึ้น แต่ต้องพิจารณาว่าการกำหนดโทษมีความเหมาะสม ได้สัดส่วนกับความผิด และสามารถป้องปรามอาชญากรรมได้จริงหรือไม่

นายวัสอธิบายว่า การมีบัญชีมาตรฐานการลงโทษช่วยลดความลักลั่นระหว่างคดีที่มีพฤติการณ์คล้ายคลึงกัน ทำให้ประชาชน คู่ความ และทนายความสามารถประเมินแนวทางการลงโทษได้ อีกทั้งยังช่วยให้การพิจารณาคดีมีมาตรฐานใกล้เคียงกัน

อย่างไรก็ตาม หากผู้พิพากษายึดบัญชีมาตรฐานการลงโทษอย่างเคร่งครัดเกินไป โดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริงเฉพาะคดี ก็อาจทำให้การลงโทษไม่สอดคล้องกับความเป็นธรรม

นายวัสยกตัวอย่างคดีลักทรัพย์ 2 กรณี ได้แก่ ผู้กระทำผิดลักขนุน 1 ผลเพราะความหิวโหย กับผู้กระทำผิดลักเงินสด 300 บาทเพื่อนำไปซื้อสุรา แม้ทรัพย์สินที่ถูกลักจะมีมูลค่าใกล้เคียงกัน แต่เหตุจูงใจและสภาพแวดล้อมของผู้กระทำผิดแตกต่างกัน

หากศาลกำหนดโทษจำคุกเท่ากันโดยพิจารณาเพียงฐานความผิดและมูลค่าทรัพย์สิน โดยไม่คำนึงถึงเหตุจูงใจหรือความจำเป็นทางเศรษฐกิจและสังคม ก็อาจทำให้การลงโทษขาดความเหมาะสมและไม่ได้สัดส่วน

นอกจากนี้ นายวัสยังตั้งข้อสังเกตว่า การใช้ยี่ต๊อกอย่างเข้มงวดอาจทำให้อำนาจในการกำหนดผลของคดีเคลื่อนไปอยู่ที่พนักงานอัยการผ่านการตั้งข้อหา ขณะที่ผู้พิพากษาบางรายอาจเลือกใช้โทษตามตารางเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแก้คำพิพากษา จนกระทบต่อการใช้ดุลพินิจอย่างเป็นอิสระ

สำหรับแนวทางในต่างประเทศ นายวัสยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกาที่ใช้ตารางกำหนดโทษโดยพิจารณาระดับความร้ายแรงของความผิดและประวัติอาชญากรรมของผู้กระทำผิด ขณะที่อังกฤษและเวลส์ใช้แนวทางพิจารณาเป็นขั้นตอน ตั้งแต่เจตนาและความเสียหายไปจนถึงการกำหนดโทษ ส่วนเกาหลีใต้มีคณะกรรมการกำหนดโทษภายใต้ศาลฎีกา พร้อมกำหนดปัจจัยเพิ่มและลดโทษไว้อย่างชัดเจน

นายวัสเสนอว่า การปรับปรุงยี่ต๊อกของไทยควรเปิดช่องให้พิจารณาปัจจัยด้านความกดดันทางเศรษฐกิจ สภาพจิตใจ และความพยายามเยียวยาผู้เสียหาย รวมทั้งส่งเสริมมาตรการลงโทษทางเลือกในคดีที่ไม่ร้ายแรง เช่น การฟื้นฟูผู้กระทำผิด การทำงานบริการสังคม หรือการรอการลงโทษ แทนการจำคุกในทุกกรณี

อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาย้ำว่า ยี่ต๊อกควรเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการพิจารณากำหนดโทษ ไม่ใช่ข้อจำกัดที่ทำให้ผู้พิพากษาไม่สามารถใช้ดุลพินิจให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของแต่ละคดีได้

“ความยุติธรรมที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการคำนวณตัวเลขในตาราง Excel หรือการเปิดสมุดยี่ต๊อกอย่างไร้ชีวิตจิตใจ แต่เกิดจากสายตาที่มองเห็น ‘มนุษย์’ และหัวใจที่เปี่ยมด้วยความรอบคอบของผู้พิพากษา”

นายวัสระบุว่า การปรับปรุงยี่ต๊อกครั้งนี้ควรรักษาสมดุลระหว่างมาตรฐานการลงโทษที่เป็นเอกภาพกับความยุติธรรมเฉพาะราย เพื่อให้การกำหนดโทษเหมาะสมกับพฤติการณ์ของผู้กระทำผิดและสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ใกล้แล้ว! ศาลฎีกาไต่สวนพยานผู้ร้องนัดสุดท้ายคดี 44 ก้าวไกลลงชื่อแก้ม.112

ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน ศาลฎีกานัดไต่สวนพยานคดีหมายเลขดำที่ คมจ. 1/2569 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งช

ศาลเลื่อนฟังคำสั่ง '39 กปปส.' ขอนิรโทษกรรมคดีชัตดาวน์กรุงเทพฯ

ศาลนัดฟังคำสั่งที่คู่ความในคดีขอให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 คดีดำอ.247/2561 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4

เร็วกว่ากำหนด! ปรับแผนไต่สวนพยานคดี 44 สส.ก้าวไกล คาดจบ มี.ค.70

ศาลฎีกาไต่สวนพยานผู้ร้องคดี 44 สส.ก้าวไกล นัดที่ 2 เรียกข้าราชการ-อดีตข้าราชการสภาเข้าเบิกความ 3 ปาก นัดต่อไป 20 ต.ค.คาดเป็นอดีตส.ส.ที่ไม่ร่วมลงชื่อเเก้112 เบิกความ