'สันติสุข' ฉบับทักษิณ-อันวาร์ กับกระสุนปืนที่ปลิดชีพสามเณรสะบ้าย้อย

ภากจาก FB/Anwar Ibrahim

เช้าวันที่ 22 เมษายน ขณะพระภิกษุและสามเณรจากวัดกูหลาออกบิณฑบาตตามวิถีของสงฆ์ พร้อมมีรถกระบะของตำรวจคุ้มกันนำขบวนอยู่ด้านหน้า ไม่มีใครคาดคิดว่าเพียงไม่กี่นาทีต่อมา เสียงปืนจะดังขึ้นจากข้างทาง และเปลี่ยนเช้าธรรมดาให้กลายเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืมของครอบครัวหนึ่ง

ร.ต.ท.วัฒนา ชูมาปาน ขับรถนำพระและเณรด้วยตัวเองในฐานะตำรวจประจำ สภ.สะบ้าย้อย และในฐานะ “พ่อ” ของหนึ่งในสามเณรในรถคันนั้น เมื่อกระสุนปืนจากคนร้ายเริ่มเจาะเข้ามา เขาไม่ลังเลที่จะ ชักปืนยิงสวนตอบโต้เพื่อเปิดทางหนีตาย

เขาเปิดทางด้วยกระสุนของตัวเอง ขณะพยายามขับพาลูกชายหนีจากวงล้อมความตายที่กระหน่ำเข้ามาจากพงไม้ริมทาง แต่สิ่งที่เขาทำไม่ทันการณ์ เพราะหนึ่งในกระสุนนั้น ได้ปลิดชีพ “สามเณรพงษ์กร ชูมาปาน” วัย 16 ปี ลูกชายของเขาเอง

การตายของสามเณรไม่ใช่ “เหตุแทรกซ้อน” อย่างที่เจ้าหน้าที่บางคนพยายามเบี่ยงเบน แต่มันคือหลักฐานตรงของ ความล้มเหลวของรัฐในการรับประกันความปลอดภัย แม้แต่ในกิจของสงฆ์

ในประเทศที่อ้างว่ากฎหมายมีอำนาจเหนือปืน ความตายของสามเณรกลางวันแสกๆ ไม่ควรจบลงด้วยความเงียบงันจากผู้นำ หรือคำแถลงรูปแบบเดิมที่ไร้การเปลี่ยนแปลงใดในทางนโยบาย

แต่นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีถ้อยคำจากนายกรัฐมนตรี ไม่มีรัฐมนตรีด้านความมั่นคงลงพื้นที่ ไม่มีการอธิบายว่าเจ้าหน้าที่พลาดตรงไหน และไม่มีสัญญาณจากรัฐบาลไทยว่าจะทำอะไรเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

ในขณะที่ฝ่ายการเมืองเพิกเฉยอย่างสิ้นเชิง สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงแสดงความห่วงใยโดยมีพระบัญชาประทานผ้าไตร ไม้จันทน์ และกัปปิยภัณฑ์จำนวน 20,000 บาทแก่เจ้าภาพศพ พร้อมทั้งประทานเหรียญพระรูปและปัจจัยอีก 10,000 บาทแก่สามเณรที่ได้รับบาดเจ็บ

ในวันที่คำว่าผู้นำการเมืองกลายเป็นคำว่างเปล่า สถาบันสงฆ์กลับลุกขึ้นแสดงความตระหนักรู้ และ ความรับผิดชอบทางศีลธรรม ต่อความสูญเสียที่รัฐบาลไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยถึง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พระภิกษุหรือสามเณรถูกลอบทำร้ายในพื้นที่ปลายด้ามขวาน แต่สิ่งที่ทำให้กรณีนี้สะเทือนใจยิ่งขึ้น คือการที่มันเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลไทยและมาเลเซียกำลังขับเคลื่อน “แผนสันติสุข” โดยมีชื่อของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีผู้เคยเป็นต้นทางของความรุนแรงในภาคใต้ และ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในปัจจุบัน เป็นผู้นำเสนอทางออก

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทักษิณ ชินวัตร ผู้เคยถูกจดจำในฐานะผู้นำที่สั่งใช้ความรุนแรงแบบรัฐในเหตุการณ์กรือเซะ-ตากใบ ได้เดินทางลงนราธิวาส โดยอ้างสถานะ “ที่ปรึกษาประธานอาเซียน” ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจาก อันวาร์ อิบราฮิม โดยตรง

ทั้งสองประกาศว่าจะร่วมกันนำพาไฟใต้สู่บทสรุป พร้อมสัญญาว่า “ทุกอย่างจะชัดเจนภายในปีนี้” โดยอ้างว่ามีผู้มีบารมีระดับภูมิภาคอย่าง ยูซุฟ คัลลา อดีตรองประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ให้การสนับสนุน

แต่สิ่งที่ชัดเจนขึ้นจริงๆ หลังการลงพื้นที่ ไม่ใช่โครงสร้างการเจรจา แต่คือความถี่ของเหตุระเบิด การซุ่มยิง และการสังหารบุคคลทั่วไป ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

กระสุนที่ฆ่าสามเณรในสะบ้าย้อย ไม่ได้ยิงเพียงแค่ชีวิตของเด็กชายวัย 16 ปี แต่ยังเจาะผ่านความน่าเชื่อถือของคำว่า “สันติสุข” ที่เอ่ยขึ้นบนโต๊ะประชุม และกระแทกลงบนความจริงที่ไม่มีใครกล้ารับผิด

หากนี่คือผลลัพธ์ของการแต่งตั้ง ทักษิณ ให้เป็นผู้ประสานงานฝ่ายไทย แล้วใครจะกล้ารับรองได้ว่า กระบวนการสันติภาพที่กำลังเดินอยู่นี้ ไม่ใช่แค่เวทีปูพรมให้ทักษิณกลับมามีบทบาททางการเมือง โดยแปะป้ายคำว่า “อาเซียน” ทับความจริงที่ยังไม่มีใครกล้าเปิดเผย

คำถามยังย้อนกลับไปถึง อันวาร์ อิบราฮิม เช่นกันว่าในฐานะผู้นำอาเซียน ยังเชื่อว่า ทักษิณ คือคำตอบอยู่หรือไม่ เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการลงพื้นที่คือ  ภาพความสูญเสียซ้ำซาก มากกว่าสัญญาณแห่งสันติภาพ

หากอาเซียนหวังจะเป็นเวทีแก้ปัญหา เวทีนั้นต้องยืนอยู่บนความจริง และความโปร่งใส ไม่ใช่แค่การแต่งตั้งชื่อเสียงระดับภูมิภาคมาห่มทับความขัดแย้งที่ยังไม่เคยได้รับการสะสาง

ภายใต้ “สันติสุขฉบับทักษิณ-อันวาร์” มีเพียงสิ่งเดียวที่แน่นอน คือเสียงปืนยังดัง และคนยังตาย

หากผู้มีอำนาจยังเลือกใช้ถ้อยคำสวยหรูเพื่อกลบสภาพความจริง หากรัฐบาลยังไม่คิดว่าความตายของพระเณรเป็นเรื่องใหญ่พอจะต้องตอบคำถาม การพูดถึง “สันติสุข” ก็ไม่มีสาระใดเหลือให้เชื่ออีกต่อไป

สามเณรพงษ์กร อาจจากไปแล้ว แต่สิ่งที่ยังอยู่ คือคำถามจากประชาชนทั้งประเทศ ว่ากระสุนที่ฆ่าเณรวางอยู่ตรงไหนในแผนสร้างสันติภาพของทักษิณ-อันวาร์?

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รอง ผบ.ตร. สั่งทบทวนแผนด้านความมั่นคง หลังเกิดเหตุบึ้มปั๊ม 11 จุด

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีคนร้ายก่อเหตุลอบวางระเบิดรวม 11 จุด ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้รายงานสถานการณ์และความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งติดตามจับกุมกลุ่มผู้ก่อเหตุ

'เสธ.ทบ.' น้อมรับสังคายนาการข่าวใต้ หลังเหตุเผาปั๊ม 11 จุด

พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวถึงการปรับปรุงด้านการข่าวหลังเกิดเหตุรอบวางระเบิดปั๊มน้ำมัน 11 จุด ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า ตอนนี้ทุกหน่วยงานทำอยู่แล้ว แต่ละหน่วยงานร่วมกันปฎิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่

นายกฯ รับต้องปรับปรุงการข่าว หลังเกิดเหตุลอบวางเพลิงหลายจุดในจว.ชายแดนใต้

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้กำชับในเรื่องการ

พล.อ.รังษี มองเผาปั๊มน้ำมันชายแดนใต้ อาจโยงการเมืองระหว่างประเทศ

พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเศรษฐกิจ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเหตุลอบวางระเบิด และวางเพลิงสถานีบริการน้ำมันพร้อมกัน 11 จุด ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า รอบนี้เป็นรอบที่แปลกเพราะว่าโจมตีปั๊ม

แม่ทัพภาค 4 เชื่อมือเผาปั๊มน้ำมัน 11 จุด เป็นขบวนการเดียวกับ 'ปล้นทอง'

พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 กล่าวถึงความคืบหน้าเหตุคนร้ายก่อเผาปั๊มน้ำมันจำนวน 11 แห่งพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจและฝ่ายปกครอง ได้บูรณาการ แกะรอยคนร้ายหลังพบคราบเลือดในพื้นที่ในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ในอำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส

นายกฯ ลั่นต้องสังคายนาการข่าวชายแดนใต้ ชี้ปมเผาปั๊มน้ำมัน 11 จุด มีหลายเหตุเกี่ยวพันกัน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้เรียก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และรองเสนาธิการทหารสูงสุด หารือเกี่ยวกับเหตุการณ์วางเพลิงปั้มน้ำมันจังหวัดชายแดนใต้เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ที่ผ่านมา