คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชดใช้ค่าเสียหายกว่า 10,000 ล้านบาทจากคดีโครงการจำนำข้าว ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่สรุปยอดหนี้ในอดีต แต่คือการรื้อฟื้น ความทรงจำทางการเมือง ที่เคยนำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาล และเปิดฉากรัฐประหารในปี 2557
มันคือคำตัดสินที่ไม่ได้เพียงย้อนเวลา แต่ยังย้อนรอย บาดแผลทางอำนาจ ที่ระบอบทักษิณพยายามจะกลบฝัง พร้อมปลุกขึ้นมาใหม่ในจังหวะที่ทายาทโดยสายเลือดกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
แม้คำพิพากษาจะไม่ถูกโต้แย้งในทางกฎหมายโดยตรง แต่การแชร์ข้อความ “ถูกปล้นความยุติธรรมครั้งแล้วครั้งเล่า” ผ่านเพจพรรคเพื่อไทย ก็คือการส่งสัญญาณ ทางการเมือง ที่ชัดเจน และมีทิศทางของมัน
และเมื่อข้อความนั้นถูกปล่อยจากรัฐบาลที่มีผู้นำเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกันกับผู้ต้องชดใช้ เส้นแบ่งระหว่าง “ผู้ใช้อำนาจ” กับ “ผู้ตั้งคำถามต่ออำนาจศาล” ก็เริ่มพร่าเลือนอย่างมีนัยสำคัญ
ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ยิ่งตอกย้ำด้วยวาทะว่า “หากนโยบายที่ผิดพลาดกลายเป็นเหตุให้ผู้นำต้องรับผิด แล้วจะมีรัฐบาลใดกล้าคิดนโยบายใหม่อีก” ซึ่งไม่ใช่เพียงการตั้งคำถามต่อกระบวนการยุติธรรม แต่คือการเปิดฉาก วาทกรรมต้านศาล แบบที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วนับแต่ปี 2549
ระบอบทักษิณ ไม่เคยเปลี่ยนสูตร เมื่อคำพิพากษาไม่เป็นใจ ก็จะผูกโยงไปถึง “รัฐประหาร”, “การเมืองสองมาตรฐาน” หรือ “แผนล้างฝ่ายประชาธิปไตย” และในวันนี้ สคริปต์นั้นกำลังกลับมาเล่นซ้ำอีกครั้ง อย่างเป็นขั้นเป็นตอน
แต่การเคลื่อนไหวเช่นนี้ไม่ได้สร้างแรงปะทะเฉพาะกับฝ่ายตรงข้าม หากยังเริ่มสร้าง แรงกระเพื่อมภายในรัฐบาล เพราะเมื่อผู้นำประเทศไม่รักษาระยะห่างจากคำตัดสินของศาล ความเชื่อมั่นในความเป็นกลางของรัฐบาล ก็ย่อมสั่นคลอน
สถานการณ์จะยิ่งร้อนแรงขึ้นเมื่อเข้าสู่วันที่ 13 มิถุนายนซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดไต่สวน ทักษิณ ชินวัตร เพื่อวินิจฉัยว่า มีการบังคับโทษตามหมายขังเกิดขึ้นจริงหรือไม่
หากผลการไต่สวนชี้ว่าโทษจำคุกยังไม่ถูกบังคับใช้จริง และต้องเดินหน้าสู่การจำคุก ดีลทางการเมือง ที่เริ่มต้นตั้งแต่ปลายปี 2566 อาจพังครืนทั้งระบบในพริบตา
นี่ไม่ใช่คำเตือนที่เกินจริง เพราะแม้แต่พันธมิตรในรัฐบาลอย่าง พรรคภูมิใจไทย ก็แสดงสัญญาณชะลอในเชิงนโยบายหลายจุด ตั้งแต่การชะลอเรื่อง กาสิโน ไปจนถึงการแสดงท่าทีที่ไม่ชัดเจนของผู้นำรัฐบาล
รัฐบาลที่มีจุดเชื่อมโยงกับ อดีตนายกฯ สองคน—คนหนึ่งถูกศาลสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายจากโครงการจำนำข้าว และอีกคนเพิ่งถูกศาลนัดไต่สวนใหม่เพื่อพิจารณาว่าควรจำคุกจริงหรือไม่—ย่อมไม่ใช่รัฐบาลที่ประชาชนวางใจได้เต็มร้อย
เพราะเมื่อเสถียรภาพของรัฐบาล ไม่ได้ยืนอยู่บนความเชื่อมั่นของประชาชน แต่ตั้งอยู่บน ดีลการเมืองลับหลังฉาก ที่สังคมไม่รู้ว่าเกิดขึ้นเมื่อไรหรืออย่างไร วันหนึ่งก็อาจพังครืนลงมาในพริบตา
แพทองธารอาจหวังให้ภาพลักษณ์ความเป็นแม่ ความอ่อนโยน หรือภาพทันสมัยช่วยลดแรงต้านทางการเมือง แต่ในเวทีไทยที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์บาดแผล ชื่อ “ชินวัตร” ไม่ใช่แค่ชื่อ แต่คือ มรดกการเมืองทั้งดีและร้าย
และเวลานี้ มรดกชิ้นนั้น ร้อนมือยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
แม้ตอนนี้จะไม่มีม็อบ ไม่มีเสียงโห่จากถนน หรือกระแสต้านจากโลกออนไลน์ แต่มวลชนจะเริ่มตั้งคำถามสำคัญว่า ถ้าคนทำผิดไม่ยอมรับผิด แล้วระบบยุติธรรมยังเชื่อได้อยู่หรือไม่?
คำถามเดียวแบบนี้ อาจจุดไฟเงียบที่ลามได้เร็วกว่าเสียงตะโกน
ยิ่งเมื่อคำพิพากษาล่าสุด ชี้ให้เห็นว่า ยิ่งลักษณ์—น้องสาวของทักษิณ—ต้องชดใช้ค่าเสียหาย ขณะเดียวกัน แพทองธาร—ลูกสาวของทักษิณ—นั่งอยู่บนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ความร้อนแรงจึงไม่ได้อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง
แต่มันกลายเป็น คำถามต่อรัฐบาลทั้งชุด ว่ายังมีความชอบธรรมพอจะเดินหน้าต่อหรือไม่
เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของทักษิณหรือยิ่งลักษณ์อีกต่อไป แต่มันคือเกมของระบอบที่พยายาม “กลับมา” ด้วยเสียงเลือกตั้ง และทายาทในบ้าน
ถ้าทุกอย่างยังเดินไปตามสูตรเดิม เกมใหม่ของทักษิณก็อาจลงเอยแบบเดิม—พังพินาศอีกครั้ง และถ้าแพทองธารแยกตัวจากมรดกนั้นไม่ทัน ก็อาจตกอยู่ใน ชะตากรรมแบบเดียวกับพ่อและอา
คำพิพากษาที่กลับมาในเวลานี้ ไม่ใช่แค่การใช้กฎหมายย้อนหลัง แต่มันคือการขุดเรื่องเก่าที่พยายามกลบให้เงียบ กลับขึ้นมาวางกลางวงการเมืองอีกครั้ง
สิ่งที่คนจับตาไม่ใช่แค่ว่านายกฯ จะพูดว่าอะไร หรือพรรคเพื่อไทยจะออกแถลงการณ์ยังไง แต่คือคำถามว่า แพทองธารจะจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไร เพราะเมื่อคนในครอบครัว คือคนที่เพิ่งถูกศาลพิพากษา และตัวเองคือนายกฯ ที่ต้องรับผิดชอบรัฐบาลทั้งชุด
และในการเมืองไทย ไม่มีอะไรเปลี่ยนเกมได้เร็วเท่ากับ ศีลธรรมที่ถูกตั้งคำถาม เพราะต่อให้คะแนนนิยมดี หรือเสียงในสภาแน่นแค่ไหน แต่ถ้าคนเริ่มไม่แน่ใจว่าผู้มีอำนาจยังยึดหลักถูกผิดอยู่หรือไม่ ทุกอย่างก็พร้อมจะเปลี่ยนทันที
โดยเฉพาะเมื่อ ข้อมูลในคำพิพากษาถูกเปิดเผย และกลายเป็น อาวุธในมือของพลังต้านระบอบทักษิณ ที่อาจเงียบอยู่ตอนนี้ แต่ไม่เคยหายไปไหน
ระบอบทักษิณอาจกำลังคิดว่าได้เดินกลับสู่ เส้นชัยของประชาธิปไตย แต่ข้อเท็จจริงคือกำลังวิ่งอยู่บน เส้นขอบของความขัดแย้งซ้ำรอย ที่ครั้งหนึ่งเคยนำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาลตัวเอง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แม้วถอดEMบินดูไบ พท.แก้ร่างรธน.ยึดสสร.ปี40/ส้มฟ้องปปช.‘ช่วยน้ำเงินด้วย’
“ทักษิณ” ถอดกำไล EM แล้ว “กรมคุมประพฤติ” บริการถึงบ้านจันทร์ส่องหล้า
‘จอม’ เปิดปมลี้ภัย 11 ปี ถามกลับ ‘ทักษิณ-เพื่อไทย’ ควรทวงบุญคุณหรือไม่
“จอม เพชรประดับ” สื่อมวลชนอิสระผู้ลี้ภัยในสหรัฐฯ เล่าเบื้องหลังการตัดสินใจออกจากไทยหลังรัฐประหารปี 2557 เผยเคยได้รับการชักชวนเข้าร่วมขบวนก
'วัชระ' ยื่นโนติส 'อธิบดีกรมสรรพากร' ยึด-อายัดทรัพย์ 'ทักษิณ' ห้ามบิน ตปท.เกรงหนี้สูญ
วัชระ เพชรทอง ยื่นหนังสือ โนติส อธิบดีกรมสรรพากร ยึด-อายัดทรัพย์สินนายทักษิณ-ขายทอดตลาด-ระงับไปต่างประเทศด่วนที่สุด
สรรพากรทำได้แค่นี้? อดีตสว.สมชาย ข้องใจปมภาษี 1.76 หมื่นล้านของทักษิณ
“สมชาย แสวงการ” ตั้งข้อสงสัยการดำเนินการของกรมสรรพากรกรณีภาษี 1.76 หมื่นล้านบาทของ “ทักษิณ ชินวัตร” โดยถามเหตุใดจึงไม่ใช้มาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากรเรียกมาสอบข้อเท็จจริงก่อนดำเนินคดี พร้อมตั้งคำถามว่าหน่วยงานรัฐได้ใช้ทุ
'อนุทิน' บอกอย่ากังวลรัฐบาลจะอยู่ใต้อิทธิพลของใคร พวกเราฟังประชาชนเท่านั้น
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ได้พบปะพูดกันแล้วหรือไม่ ว่า ยังไม่ได้มีการเจอและพูดกัน และอย่างที่ตนบอกคือแสดงความยินดี รู้สึกโอเค
ทักษิณรอหมายปล่อยตัว พท.-ภท.สยบร้าวแก้รธน.
ปลดกำไล EM "ทักษิณ" อยู่ในชั้น คกก.เรือนจำธนบุรี รอแค่หมายศาลปล่อยตัว

