ในประเทศที่เสรีภาพดังขึ้นทุกวัน แต่เสียงของมารยาทเบาลงเรื่อย ๆ

แผ่นดินไทยในยุคนี้ เต็มไปด้วยเสียงของการแสดงออก ใคร ๆ ก็พูดได้ คิดได้ โพสต์ได้ และเชื่อว่าการส่งเสียงของตนคือส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย

โลกออนไลน์กลายเป็น “สภาไร้ขอบเขต” ที่ใครก็ยกมือขึ้นได้โดยไม่ต้องรอคิว คำว่า “เสรีภาพ” จึงกลายเป็นถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ของยุคใหม่ จนบางครั้ง เราเริ่มลืมไปว่าเสรีภาพก็มีจังหวะของมัน และในบางเวลา สิ่งที่ควรดังที่สุดอาจไม่ใช่เสียงพูด แต่คือความสำรวมของหัวใจ

เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ที่สะเทือนใจทั้งประเทศ สังคมไทยมักกลับมาอยู่ในอารมณ์เดียวกันอีกครั้ง ผู้คนลดเสียง เพิ่มความสงบ และรู้โดยไม่ต้องมีใครบอกว่า นี่คือเวลาที่ควรให้พื้นที่กับความเคารพร่วม

ทั้งพรรคใหญ่ พรรคขนาดกลาง หรือแม้แต่กลุ่มการเมืองเล็ก ๆ ที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ ต่างแสดงออกอย่างเหมาะสมในพื้นที่สาธารณะ

หลายเพจปรับภาพและธีมหลักให้เรียบง่าย ลดความสดของสีลง เพื่อสะท้อนความสำรวมและความเคารพต่อบรรยากาศร่วม ไม่มีใครบังคับ แต่ทุกคนเข้าใจว่านี่คือ “มารยาททางสังคม” คือการให้เกียรติกันในฐานะคนร่วมแผ่นดินเดียวกัน

แต่ในบรรดาทุกเพจการเมืองที่แสดงออกในทิศทางเดียวกัน กลับมีเพียงพรรคประชาชน ที่เลือกจะรักษาสีส้มสดไว้เช่นเดิม โลโก้ไม่เปลี่ยน ธีมไม่แตะ

แม้จะมีโพสต์ไว้อาลัยหนึ่งชิ้นที่ใช้โทนดำและถ้อยคำสุภาพเหมือนพรรคอื่น แต่ภาพรวมของเพจก็ยังสะท้อนอัตลักษณ์ของพรรค ที่ให้ความสำคัญกับการยืนยันตัวตน มากกว่าการร่วมอารมณ์ของสังคม

ในยุคที่สื่อสารผ่านภาพมากกว่าคำพูด สี โลโก้ และโทนเพจ ไม่ได้เป็นเพียงการออกแบบ แต่มันคือ “ภาษาทางการเมือง” ที่บอกตำแหน่งยืนโดยไม่ต้องพูดแม้แต่คำเดียว

เมื่อพรรคประชาชนเลือกจะไม่ลดระดับสัญลักษณ์ของตน ในช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่ลดลงพร้อมกัน คำถามหนึ่งเกิดขึ้นทันทีว่า นี่คือการยืนยันอัตลักษณ์หรือการขาดความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมกันแน่

เพราะบางครั้งความต่างเล็ก ๆ ของสี ก็สะท้อนความต่างใหญ่ของจิตสำนึก ระหว่างความเข้าใจเสรีภาพกับการเคารพต่อความรู้สึกร่วมของสังคม

หลังจากเพจของพรรคประชาชนถูกจับตามอง ความสนใจของสังคมไม่ได้หยุดอยู่แค่พฤติกรรมของพรรค แต่มันลามไปถึงพฤติกรรมของผู้สนับสนุนจำนวนไม่น้อย ที่เลือกแสดงออกในทางตรงข้ามกับบรรยากาศส่วนรวม

ในขณะที่คนส่วนมากใช้โซเชียลเพื่อร่วมแสดงความเคารพ กลับมีบางส่วนที่ใช้จังหวะนั้นโพสต์แขวะ พาดพิง หรือประชดเกี่ยวกับสถาบัน

พวกเขาอธิบายว่าเป็นการใช้ “เสรีภาพทางความคิด” แต่สิ่งที่สังคมเห็น กลับทำให้เกิดคำถามถึง ขอบเขตของเสรีภาพและความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม

เมื่อมีคนตั้งคำถาม เสียงตอบกลับจากอีกฝั่งกลับไม่ใช่เหตุผล แต่คือข้อกล่าวหาว่า นี่คือการ “ล่าแม่มด”

คำนี้เคยใช้ประณามการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม แต่วันนี้กลับถูกใช้เพื่อกันไม่ให้ใครแตะต้องพฤติกรรมของตนเอง

เมื่อใครตั้งคำถาม ก็ถูกตีว่าเป็นผู้ล่า ทั้งที่บางครั้ง สิ่งนั้นอาจเป็นเพียงการทวงถามความเหมาะสม และเมื่อสังคมปล่อยให้คำคำนี้ปิดปากคนเห็นต่างได้ สิ่งที่เงียบลงไม่ใช่การกดขี่ แต่คือศีลธรรมของสังคม

เสรีภาพไม่เคยเป็นปัญหา หากมาพร้อมการรู้ขอบเขต แต่เมื่อถูกใช้เพื่อเหยียบความรู้สึกของผู้อื่น หรือกลบเสียงของคนที่เรียกร้องความรับผิดชอบ เสรีภาพนั้นก็กลายเป็นเพียงคำที่สวยแต่ไม่เหลือคุณค่า

เพื่อเข้าใจพรรคประชาชนในวันนี้ ต้องย้อนกลับไปยังรากของแนวคิดจากพรรคอนาคตใหม่ พรรคที่ถือกำเนิดจากความหวังของคนรุ่นใหม่ แต่ตั้งอยู่บนแนวคิดแบบซ้ายประชาธิปไตย ที่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากการรื้อโครงสร้างอำนาจเดิม

“ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” คือศูนย์กลางของพลังทางความคิด และ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” คือมันสมองที่ปั้นอุดมการณ์ให้มีทฤษฎีรองรับ

ทั้งคู่เติบโตจากรากความคิดฝ่ายซ้ายในรั้วมหาวิทยาลัย จนเมื่อรวมกันเป็นพรรคอนาคตใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นคืออุดมการณ์ปลดแอก ที่ค่อย ๆ แปรเป็นเสรีภาพเหนือขอบเขต

เมื่อพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบในปี 2563 แกนหลักของพรรคไม่ได้หายไปไหน แต่ย้ายไปอยู่ในพรรคก้าวไกล พร้อมมวลชนที่ยังศรัทธา และจาก “ซ้ายประชาธิปไตย” ก็กลายเป็น “ก้าวร้าวทางอุดมการณ์” ด้วยการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในนามของการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ข้อเสนอนั้นกลายเป็นจุดหักเห เพราะในสายตาของคนจำนวนมาก มันคือการรุกล้ำเส้นแห่งศรัทธาของสังคมไทย ท้ายที่สุด พรรคก้าวไกลถูกยุบโดยศาลรัฐธรรมนูญ และกำเนิดเป็นพรรคประชาชน ที่สืบสายอุดมการณ์เดิมเกือบทั้งหมด

ปัจจุบันมี สส.อย่างน้อยสองคน ถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุกในคดีมาตรา 112 และอีกหลายคนอยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช. ทั้งหมดสะท้อนแนวทางการเมืองที่เชื่อว่าการพูดถึงสถาบันในเชิงวิพากษ์คือเสรีภาพ แม้จะขัดต่อกฎหมายก็ตาม

ในช่วงก่อนถูกดำเนินคดี มวลชนและแกนนำของพรรคนี้จำนวนไม่น้อย ถูกยกให้เป็น “ขบวนผู้กล้าแห่งเสรีภาพ” บนเวทีปราศรัย เสียงของพวกเขาดังแข็งกร้าว เต็มไปด้วยถ้อยคำที่อ้างประชาธิปไตย

หลายคนยืนพูดราวกับเป็นฮีโร่ของยุคใหม่ แต่เมื่อชื่อปรากฏในสำนวนคดี เสียงที่เคยตะโกนกลับกลายเป็นคำขอความเห็นใจ จะไม่ทำอีก ขอให้นิรโทษกรรม พร้อมยืนยันว่าตนเป็น “นักโทษทางความคิด”

ภาพของผู้ที่เคยยืนตะโกนเพื่อเสรีภาพ กลับกลายเป็นภาพของผู้ขอโอกาสโดยไม่เคยทบทวนสิ่งที่ตนทำ เสรีภาพจึงกลายเป็นเสื้อคลุมที่ใส่เฉพาะเมื่อฟ้ายังเปิด แต่เมื่อพายุทางกฎหมายพัดมา ก็รีบถอดมันทิ้งไว้ข้างทาง

เสรีภาพที่ไม่มีมารยาท ย่อมพาให้สังคมเสียสมดุล และเมื่อขาดความรับผิดชอบต่อความรู้สึกของผู้อื่น สังคมก็สูญเสียความไว้วางใจทางการเมือง

ประชาธิปไตยเติบโตได้บนพื้นฐานของความไว้วางใจ ไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่วันนี้เรากำลังเห็นการเมืองของความรังเกียจ ฝ่ายหนึ่งเกลียดอีกฝ่ายเพียงเพราะคิดต่าง และใช้คำว่า “เสรีภาพ” หรือ “ศรัทธา” เพื่อกลบการดูหมิ่นของตนเอง

มารยาทคือความรับผิดชอบในรูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่หน้าที่ตามกฎหมาย แต่เป็นสัญชาตญาณของคนที่เข้าใจชีวิตร่วมกัน

ประเทศไทยไม่เคยขาดเสรีภาพ แต่ขาดความเข้าใจในความหมายของมัน เราพูดเรื่องสิทธิ์ จนลืมหน้าที่ พูดเรื่องเสรีภาพ จนลืมคำว่ามารยาท

ทั้งพรรคประชาชนและฝ่ายอนุรักษนิยม ต่างสะท้อนโรคเดียวกัน คือการหลงอุดมการณ์จนลืมความเป็นคน เราอยู่ในยุคที่ “โพสต์ไวกว่าเข้าใจ” และ “ตัดสินไวกว่าเรียนรู้”

หากเราไม่ฟื้นคำว่ามารยาทให้กลับมาคู่กับเสรีภาพ เสรีภาพจะพังทลายด้วยน้ำมือของเราเอง

ความขัดแย้งในวันนี้ ไม่ได้มีเพียงสองขั้วความคิด แต่มันคือการต่อสู้ระหว่างความเข้าใจกับความเอาแต่ใจ

เสียงที่ดังไม่ได้แปลว่าเป็นเสียงของคนมีเหตุผล และความเงียบก็ไม่ใช่ความอ่อนแอเสมอไป บางเวลา การนิ่งด้วยความเคารพ ต่างหากที่สะท้อนวุฒิภาวะของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

สิ่งที่ประเทศไทยต้องการ อาจไม่ใช่เสรีภาพที่ดังขึ้นกว่าเดิม แต่อาจเป็นเพียงหัวใจที่รู้จักใช้เสรีภาพอย่างมีมารยาทและความรับผิดชอบ

เมื่อเสรีภาพเดินเคียงคู่กับความเคารพ ประชาธิปไตยจะไม่ใช่สนามรบของความคิด แต่จะกลายเป็นบ้านของความแตกต่าง ที่อยู่ร่วมกันได้อย่างมีศักดิ์ศรี.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน' ปลุกทัพสีน้ำเงิน ฝ่าศึกการเมืองรอบด้าน

ในห้วงเวลาเพียงกว่า 2 เดือนของรัฐบาลที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บริหารประเทศ อาจยังเร็วเกินไปที่จะชี้ชะตาว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถประคองตัวอยู่ครบวาระได้หรือไม่

ตร. เตรียมทำความเห็นแย้ง 'อัยการสั่งไม่ฟ้อง' อดีตผู้สมัคร สส.พรรคส้ม คดียาเสพติด-ฟอกเงิน

พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เปิดเผยถึงกรณีที่มีรายข่าวจากพรรคประขาชนระบุ อัยการสั่งไม่ฟ้อง นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร เขต 33 (บางพลัด–บางกอกน้อย) ของพรรคประชาชนในคดียาเสพติดและฟอกเงิน ว่า

'เด็จพี่' สอน 'เท้ง' ทองแท้ไม่กลัวไฟ คนโปร่งใสต้องไม่กลัวความจริง

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการให้สัมภาษณ์ของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวห

พลิก! อัยการสั่งไม่ฟ้อง อดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน คดียาเสพติด-ฟอกเงิน

คดีอดีตผู้สมัคร สส.กทม. เขต 33 พรรคประชาชน มีความคืบหน้า หลังอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องข้อหายาเสพติดและฟอกเงิน แต่กระบวนการยังไม่สิ้นสุด ต้องรอ ผบ.ตร. พิจารณาว่าจะเห็นพ้องหรือแย้ง

'สนธิญา' ยื่นสอบจริยธรรม 'ไอซ์ รักชนก' ปมโพสต์จุ้น-เผลอเตะชามข้าวหมา

'สนธิญา' ยื่น 'โสภณ' สอบจริยธรรม 'ไอซ์ รักชนก' ปมโพสต์จุ้น-เผลอเตะชามข้าวหมา ลั่นระดับประธาน กมธ. ไม่ควรทำเช่นนี้ ชี้ฟ้องหมิ่นประมาทได้ แต่ไม่ทำ ไม่อยากจองเวร