พรรคส้มกับความคิดด้อยค่าทหาร จากคำพูดบนเวที สู่นโยบายกดกองทัพ

ภาพของพรรคประชาชนหรือพรรคส้มกับกองทัพ เกิดจากสิ่งที่พูดและสิ่งที่เขียนเดินไปทางเดียวกันมานานหลายปี คำพูดของแกนนำที่สังคมได้ยิน ไม่ได้หยุดอยู่บนเวทีปราศรัย แต่ไหลต่อเข้าไปอยู่ในเอกสารนโยบายอย่างเป็นทางการ ซึ่งพรรคเรียกมันว่า “นโยบายปฏิรูปกองทัพ” วิธีคิดต่อกองทัพจึงไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็นกรอบความคิดที่ถูกย้ำซ้ำและจัดวางเป็นโครงสร้างภายใต้คำว่าการปฏิรูป

คำว่า “ทหารมีไว้ทำไม”, “รบไปก็ไม่เชื่อว่าจะชนะ”, “บางประเทศไม่มีกองทัพ ถ้าผู้นำฉลาดพอ” รวมถึงถ้อยคำหยาบอย่าง “กองทัพส้นตีน” ถูกพูดต่อหน้าสาธารณะ ถูกบันทึกและถูกจดจำ

คำเหล่านี้ฟังแล้วเข้าใจทันทีว่าผู้พูดมองกองทัพอย่างไร และเมื่อถ้อยคำในลักษณะนี้ออกจากแกนนำพรรคอย่างต่อเนื่อง ภาษาที่ถูกนำมาใช้เรียกกรอบความคิดเดียวกันในภายหลังว่า “การปฏิรูป” ก็ไม่อาจลบภาพจำเดิมออกไปได้

สำหรับคนจำนวนมาก คำว่า “ทหารมีไว้ทำไม” คือการตั้งคำถามกับคุณค่าของกองทัพทั้งระบบ ประโยค “รบไปก็ไม่เชื่อว่าจะชนะ” คือการลดทอนศักยภาพการป้องกันประเทศต่อหน้าสังคม

ถ้อยคำอย่าง “กองทัพส้นตีน” คือการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีขององค์กรทหารอย่างชัดเจน

ขณะที่ “บางประเทศไม่มีกองทัพ ถ้าผู้นำฉลาดพอ” คือการเสนอภาพประเทศในอุดมคติ โดยไม่ยึดโยงกับพรมแดนจริง ประวัติศาสตร์จริง และเพื่อนบ้านจริงของไทย

เมื่อคำพูดในลักษณะนี้ถูกพูดซ้ำโดยไม่มีการสร้างระยะห่างจากพรรค และไม่มีสัญญาณใดที่ทำให้สังคมเข้าใจว่ามันสวนทางกับแนวคิดหลัก ภาพเหล่านี้จึงค่อย ๆ ถูกร้อยเรียงเข้าหากันเป็นกรอบความคิดร่วม และกรอบความคิดนั้นถูกนำไปจัดวางต่อในรูปของนโยบายปฏิรูปกองทัพในเวลาต่อมา

เมื่อเปิดดูนโยบายด้านกองทัพของพรรคส้ม ซึ่งพรรคใช้คำว่า “การปฏิรูปกองทัพ” เป็นหัวใจ แนวคิดหลักคือการจัดวางให้รัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือกองทัพ คำนี้ฟังดูสะอาด เป็นสากล และดูดีในเชิงหลักการ

แต่ในทางปฏิบัติ อำนาจที่ถูกยกขึ้นเหนือกองทัพก็คืออำนาจของนักการเมืองโดยตรง การจัดวางเช่นนี้ย้ายศูนย์การตัดสินใจด้านความมั่นคงไปอยู่กับฝ่ายการเมือง ลดบทบาทของกองทัพลงจากผู้กำหนดทิศทาง เหลือสถานะผู้ปฏิบัติตามเป็นหลัก

การปรับบทบาทสภากลาโหมให้เหลือฐานะที่ปรึกษา ถูกอธิบายในกรอบเดียวกัน ภายใต้ภาษาการปฏิรูปที่ดูเป็นหลักสากล แต่ในทางปฏิบัติ นี่คือการลดน้ำหนักเสียงของทหารอาชีพในกระบวนการตัดสินใจด้านความมั่นคง เมื่อบทบาททางวิชาชีพถูกทำให้เบาลง บทบาททางการเมืองย่อมเข้ามาแทนที่

นโยบายที่เปิดทางให้นักการเมืองมีอำนาจเหนือการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บังคับบัญชา ก็ถูกบรรจุอยู่ในกรอบเดียวกัน การปฏิรูปในลักษณะนี้ทำให้สายการบังคับบัญชาถูกผูกกับอำนาจการเมืองโดยตรง แม่ทัพที่คิดต่างย่อมเผชิญข้อจำกัด ขณะที่แม่ทัพที่สอดคล้องทางการเมืองย่อมได้เปรียบ

ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับคำพูดก่อนหน้าที่ตั้งคำถามกับการมีอยู่และศักยภาพของกองทัพ เมื่อเชื่อว่าทหาร “รบไปก็ไม่เชื่อว่าจะชนะ” และมองว่าประเทศสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งกองทัพ หากผู้นำเก่งพอ การลดบทบาทกองทัพในเชิงโครงสร้างจึงถูกอธิบายใหม่ให้กลายเป็น “การปฏิรูป”

แต่การปฏิรูปเช่นนี้ถูกเสนอในประเทศที่นักการเมืองยังเป็นกลุ่มอำนาจที่สังคมระแวง ภาพการตั้งคนตามสาย การโยกย้ายตามความขัดแย้ง และการใช้อำนาจรัฐเพื่อรักษาฐานการเมือง เป็นประสบการณ์ร่วมที่ยังสดอยู่ในความทรงจำ

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เหตุการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาเป็นบททดสอบที่ประเทศเพิ่งผ่านมาหมาด ๆ แม้สถานการณ์จะสงบลง แต่ความรู้สึกจากช่วงเผชิญหน้าจริงยังค้างอยู่ ภารกิจของทหารในช่วงนั้นทำให้เรื่องความมั่นคงถูกดึงกลับมาอยู่ในความคิดของผู้คนทั่วประเทศอีกครั้ง

ความมั่นคงจึงไม่ใช่ประเด็นเฉพาะพื้นที่ หรือประเด็นของใครบางกลุ่ม แต่กระทบตั้งแต่ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ การเดินทาง ไปจนถึงภาพรวมของประเทศ ประสบการณ์ที่เพิ่งผ่านไปทำให้กองทัพถูกมองกลับมาในฐานะกลไกหลักของรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อบรรยากาศเช่นนี้เกิดขึ้น คำพูดเก่าอย่าง “ทหารมีไว้ทำไม” และ “รบไปก็ไม่เชื่อว่าจะชนะ” จึงถูกนำกลับมาพิจารณาควบคู่กับนโยบายปฏิรูปกองทัพของพรรคส้ม และถูกอ่านว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่ใช่คนละส่วน

ในจังหวะเดียวกัน การเมืองเดินเข้าสู่สนามเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประเด็นด้านความมั่นคงจึงถูกยกขึ้นมาเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ใช่ในฐานะอุดมคติ แต่ในฐานะความไว้วางใจว่าประเทศจะถูกจัดการอย่างไรในยามที่ความเสี่ยงไม่ใช่เรื่องไกลตัว

ระยะหลัง พรรคส้มเริ่มปรับภาษาการสื่อสารอย่างเห็นได้ชัด จากภาษาที่เคยตั้งคำถามกับการมีอยู่และศักยภาพของกองทัพ เปลี่ยนมาเป็นการย้ำว่าพรรครักทหาร ปกป้องทหารชั้นผู้น้อย และการปฏิรูปไม่ได้หมายถึงการต่อต้านกองทัพ

แต่สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก การเปลี่ยนภาษานี้เกิดขึ้นหลังจากพรรคใช้เวลาหลายปีพูดถึงกองทัพในเชิงด้อยค่า และเสนอการจัดวางอำนาจที่ลดบทบาททหารอย่างเป็นระบบ คำอธิบายในช่วงหาเสียงจึงถูกมองว่าเป็นการแก้ตัว มากกว่าการเปลี่ยนแนวคิด

เมื่อย้อนกลับไปดูทั้งคำพูดในอดีต และนโยบายปฏิรูปกองทัพที่ยังคงอยู่ ความรู้สึกของผู้คนจำนวนมากไม่ใช่ความสบายใจ แต่เป็นความระแวง ว่าหากพรรคส้มได้อำนาจบริหารประเทศ ทิศทางด้านความมั่นคงจะเดินไปตามคำอธิบายในช่วงหาเสียง หรือกลับไปสู่กรอบคิดเดิมที่ถูกเขียนไว้เป็นโครงสร้าง

การด้อยค่าทหารในระดับภาษา และการลดบทบาทกองทัพในระดับนโยบายปฏิรูป จึงถูกรับรู้ว่าเป็นกระบวนการเดียวกัน เมื่อทั้งสองอย่างเดินคู่กัน ความกังวลของสังคมย่อมไม่จางลงง่าย โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศเพิ่งผ่านบททดสอบด้านความมั่นคงมาไม่นาน

ในสนามเลือกตั้ง ความเชื่อถือไม่ใช่สิ่งที่สร้างได้ด้วยคำพูดไม่กี่เดือน โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ต้องการทดลอง สิ่งที่ฉุดพรรคส้มในประเด็นนี้ จึงไม่ได้มาจากการโจมตีของฝ่ายอื่น แต่เกิดจากความต่อเนื่องระหว่างคำพูดที่เคยพูด กับนโยบายที่เลือกเขียนไว้เอง

เมื่อคำพูดบนเวที และการปฏิรูปที่เขียนไว้ในเอกสาร สะท้อนภาพเดียวกัน ผู้คนย่อมตัดสินจากสิ่งนั้น และในสนามเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ภาพนี้กำลังกลายเป็น ราคาที่พรรคส้มต้องจ่าย จากสิ่งที่พูดเองและเลือกเขียนไว้เอง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดคำพิพากษา 'ศาลฎีกา' จำคุก 4 ปี ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน คดีมอมยาข่มขืน

เปิดคำพิพากษา "ศาลฎีกา" พิพากษากลับ จำคุก 4 ปี "บอย ธีระวัฒน์" ผู้สมัคร สส.มหาสารคาม พรรคประชาชน คดีมอมยาข่มขืนสาว จำเลยนำสืบเป็นประโยชน์ มีเหตุบรรเทาโทษเหลือจำคุก 2 ปี 8 เดือน สั่งให้ชดใช้ค่าสินไหม 2 แสนบาท

เดาไม่ยาก! อ.ไชยันต์ ชี้เบาะแสที่มาชื่อบริษัท 'Spectre C' มาจากคนอยากอวดภูมิปัญญาตะวันตก

ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า Spectre C. ??!! ช่วงนี้ คำว่า spectre กำลังเป็นข่าวดัง เพราะโยงกับชื่อบริษัท Spectre C ที่ดูจะโยงใยกับพรรคการเมืองบางพรรค

ทนายแฉซ้ำ! พรรคส้มรู้แก่ใจผู้สมัครต้องคดีข่มขืน แต่ยังให้ลงเลือกตั้ง ไม่ฟังเสียงทักท้วง

นายภัทรพงษ์ วรรณพงษ์ ทนายความ และอดีตกรรมการสรรหาผู้สมัคร สส.ของพรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กว่า เรื่องคดีข่มขืนของผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน ที่ศาลจังหวัดมหาสารคาม

ศาลฎีกา พิพากษากลับ จำคุก 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา ผู้สมัคร สส.พรรคส้ม คดีข่มขืน

นายภัทรพงษ์ วรรณพงษ์ ทนายความฝ่ายโจทก์ร่วม (ผู้เสียหาย) เปิดเผยคำพิพากษาศาลฎีกา คดีข่มขืนกระทำชำเราที่มี ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน จังหวัดมหาสารคาม ตกเป็นจำเลย โดยศาลฎีกาได้มีคำพิพากษา "กลับ" คำตัดสินของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ลงโทษ จำคุกจำเลย 2 ปี 8 เดือน

จบเห่! พรรคส้ม ปรับหน้าเว็บไม่ต้องกรอก เลเซอร์ไอดี จนกว่าจะได้รับอนุญาต

เพจเฟซบุ๊ก Fact Check-พรรคประชาชน แจ้งว่า ได้มีการปรับหน้าเพจสำหรับสมัครสมาชิกไม่ให้ต้องกรอก Laser ID แล้วจนกว่าจะได้รับการอนุญาตในส่วนของบริการ Web Service เพื่อตรวจสอบสถานะบัตรประจำตัวประชาชนผ่าน API ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน

'เรืองไกร' เตือน 'ช่อ' พูดมากระวังย้อนเข้าตัว ลุยเก็บข้อมูลฟันยุบพรรคส้ม เจ้าของบริษัทสื่อ 'สเปกเตอร์ ซี'

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักกฎหมาย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคการเมืองเก็บข้อมูลเลเซอร์ไอดีจากผู้ที่เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรค อาจส่งผลทำให้ข้อมูลของประชาชนรั่วไหลหรือไม่ ว่า ถ้าเราไปสมัครเป็นสมาชิกพรรค แล้วถ้าพรรคการเมืองขอเก็บเลเซอร์ไอดี แล้วเราให้ ก็จะเป็นความยินยอมทั้ง 2 ฝ่าย