
กำแพงระหว่างมหาวิทยาลัยกำลังถูกลดบทบาทลง เมื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียนหรือภายในสถาบันใดสถาบันหนึ่งอีกต่อไป แต่เปิดกว้างสู่การเชื่อมโยงองค์ความรู้ ผู้คน และประสบการณ์จากหลากหลายแหล่ง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะและศักยภาพได้อย่างรอบด้าน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงผนึกกำลังสร้างความร่วมมือครั้งสำคัญผ่านโครงการ MC² GenEd (Mahidol–Chula–Chiang Mai General Education) เพื่อพัฒนา “ระบบนิเวศการเรียนรู้ร่วม” (Shared Learning Ecosystem) ที่เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาสามารถเรียนข้ามมหาวิทยาลัย สะสมผลการเรียนรู้ และเทียบโอนหน่วยกิต ที่มีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับคุณภาพการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรมของประเทศ ผ่านการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้เรียนในยุคดิจิทัล
นับเป็นต้นแบบของการพัฒนาการศึกษาในรูปแบบ Flexible Education และ Credit Mobility ของประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างยืดหยุ่น ไม่จำกัดอยู่เพียงรายวิชาที่เปิดสอนภายในมหาวิทยาลัยต้นสังกัด แต่สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ อาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ และประสบการณ์การเรียนรู้จากมหาวิทยาลัยพันธมิตรได้โดยตรง พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากมุมมองที่หลากหลายและสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนต่างสถาบัน
ในระยะแรกของโครงการ มีการเปิดรายวิชาศึกษาทั่วไปนำร่องจำนวน 24 รายวิชาจากทั้งสามมหาวิทยาลัย ครอบคลุมองค์ความรู้หลากหลายด้าน ทั้งมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ความยั่งยืน และทักษะแห่งอนาคต โดยนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีของทั้งสามสถาบันสามารถเลือกเรียนได้ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายของผู้เรียนในปัจจุบัน นอกจากนี้ ผู้เรียนยังสามารถสะสมผลการเรียนรู้ล่วงหน้าและเทียบโอนหน่วยกิตข้ามมหาวิทยาลัยตามเงื่อนไขที่แต่ละสถาบันกำหนด ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดของโครงสร้างการศึกษาแบบเดิม และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกเรียนในสิ่งที่สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัด และเป้าหมายในอนาคตได้มากยิ่งขึ้น

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่ในยุคของการแข่งขันระหว่างสถาบันอีกต่อไป แต่เป็นยุคของการสร้างความร่วมมือร่วมกันเพื่อพัฒนาคนรุ่นใหม่ การเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาเรียนข้ามมหาวิทยาลัยไม่เพียงเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่ยังเป็นการสร้างประสบการณ์ชีวิต การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การสร้างมิตรภาพ และการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้เรียนและผู้สอนจากหลากหลายสถาบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีหรือปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถทดแทนได้
ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวต่อว่า หากมองในภาพใหญ่ นักศึกษาของทั้งสามมหาวิทยาลัยล้วนเป็นเยาวชนของประเทศที่ทุกสถาบันมีส่วนร่วมในการพัฒนา โดยจุฬาฯ มีรายวิชาที่หลากหลายครอบคลุมทั้งด้านเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ ภาษา การออกแบบความคิด (Design Thinking) และการพัฒนาทักษะชีวิต โดยมองว่าทักษะสำคัญในอนาคตไม่ใช่เพียงความรู้เฉพาะด้าน แต่รวมถึงความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การบริหารจัดการชีวิต การจัดการอารมณ์ และการมองปัญหาระดับโลกในฐานะปัญหาที่ทุกคนต้องร่วมกันแก้ไข ในเบื้องต้นมีนักศึกษาลงเรียนในรายวิชาของจุฬาฯ กว่า 200 คน
ด้าน ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การศึกษาทั่วไป (General Education) มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีความรู้รอบด้าน และสามารถเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง เพราะที่ผ่านมาเด็กจำนวนไม่น้อยมองว่าวิชาเหล่านี้เป็นเพียงวิชาบังคับที่ต้องเรียน บางคนเข้าไปนั่งเรียนแบบไม่ค่อยมีส่วนร่วม หรือเพียงแค่เข้าเรียนให้ครบ จึงอยากเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ General Education ให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่มีคุณค่ากับผู้เรียน โดยแต่ละมหาวิทยาลัยต่างมีจุดแข็งและความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน การนำรายวิชาศึกษาทั่วไปของทั้งสามมหาวิทยาลัยมารวมกัน จึงเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าถึงองค์ความรู้ที่หลากหลายมากขึ้น

อธิการบดี ม.มหิดล กล่าวต่อว่า ภายใต้โครงการ MC² GenEd นักศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดลสามารถเลือกเรียนรายวิชาของจุฬาฯหรือมช. ได้ โดยจะเป็นนักศึกษาในช่วงชั้นปี 1 และปี 2 ปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยได้เปิดให้ลงทะเบียน 10 รายวิชา ส่วนใหญ่เป็นรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับ Health Science เน้นเรื่อง Holistic Well-being หรือการสร้างสุขภาวะแบบองค์รวมมากกว่า ทั้งในมิติของสุขภาพกาย สุขภาพใจ และเรื่องจิตปัญญา ซึ่งปัจจุบันเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสำคัญมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีวิชาที่มุ่งพัฒนาทักษะด้าน Soft Skills เพราะแก่นของวิชาศึกษาทั่วไปหรือ General Education คือการสร้างพื้นฐานให้คนทั่วไปมีความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิต และได้มีการสอนจริงแล้วตั้งแต่ภาคการศึกษาปัจจุบัน สำหรับมหาวิทยาลัยมหิดลเพียงแห่งเดียวมีผู้ลงทะเบียนเรียนกว่า 400 คน
“ในอนาคตทั้ง 3 มหาวิทยาลัยมีเป้าหมายที่จะลดข้อจำกัดหรือกำแพงระหว่างสถาบันให้เหลือน้อยที่สุด ไม่เพียงเฉพาะรายวิชาศึกษาทั่วไป แต่ยังอาจขยายไปสู่รายวิชาเฉพาะทางที่สามารถเทียบโอนหน่วยกิตข้ามมหาวิทยาลัยได้ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาเลือกเรียนในสิ่งที่สอดคล้องกับความสนใจและเส้นทางอาชีพของตนเองมากขึ้น และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านการเรียนการสอน แต่ยังครอบคลุมถึงความร่วมมือด้านการวิจัยและการผลักดันโครงการต่าง ๆ ร่วมกัน เพื่อสร้างประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว” อธิการบดี ม.มหิดล กล่าว
ในมุมของการพัฒนาหลักสูตร อธิการบดี ม.มหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยกำลังปรับรูปแบบการเรียนรู้ให้มีความยืดหยุ่นและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกมากขึ้น จากเดิมที่การปรับปรุงหลักสูตรอาจเกิดขึ้นทุก 5 ปี อาจต้องปรับเป็น 5 เดือน เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของผู้เรียนและตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อีกแนวทางสำคัญคือการพัฒนา Micro Module หรือหน่วยการเรียนรู้ขนาดเล็ก ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกศึกษาเฉพาะทักษะที่ต้องการได้ รวมถึงเปิดกว้างให้บุคคลภายนอกและผู้สูงอายุเข้ามาเรียนรู้ร่วมกัน ตามแนวคิด Lifelong Learning หรือการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งตอบโจทย์สังคมสูงวัยและความต้องการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงวัย

ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ความร่วมมือ MC² เกิดจากการรวมพลังของสามมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ หากสามารถร่วมกันพัฒนาผู้เรียนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และมีคุณภาพ ก็จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศได้อย่างมหาศาล ในระยะแรก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดสอน 5 รายวิชาที่สะท้อนจุดเด่นและอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัย เช่น รายวิชาดอยสุเทพศึกษา ที่มุ่งเน้นการเรียนรู้ด้านธรรมชาติวิทยา นิเวศวิทยา และความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ดอยสุเทพ ผ่านการเรียนออนไลน์ควบคู่กับการลงพื้นที่จริงเพื่อศึกษาระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม
อธิการบดี มช. กล่าวต่อว่า รายวิชาการเป็นพลเมือง ที่ส่งเสริมการเรียนรู้บทบาทของพลเมือง การทำงานร่วมกับชุมชน ตลอดจนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน รวมถึงรายวิชาด้านการประยุกต์ใช้ AI และนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษานำองค์และเทคโนโลยีไปต่อยอดสู่การแก้ปัญหาและพัฒนาสังคม ซึ่งมีนักศึกษาลงทะเบียนแล้ว 200-300 คน นอกจากนี้ยังได้ออกแบบให้มีการเรียนทั้งแบบออนไลน์และลงพื้นที่จริงด้วย ส่วนการประเมินผลการเรียนของนักศึกษาจะดำเนินการตามมาตรฐานของแต่ละรายวิชาเช่นเดียวกับการเรียนการสอนปกติ เมื่อผู้เรียนผ่านการประเมินและได้รับผลการเรียนจากมหาวิทยาลัยเจ้าของรายวิชาแล้ว มหาวิทยาลัยพันธมิตรจะยอมรับผลการเรียนดังกล่าว เนื่องจากทั้งสามสถาบันมีมาตรฐานทางวิชาการที่ได้รับการยอมรับร่วมกัน
“MC² ไม่ใช่เพียงการรวมกันของสามมหาวิทยาลัย แต่เป็นการสร้างผลลัพธ์ที่มากกว่าผลรวมของแต่ละสถาบัน ความร่วมมือในอนาคตจะขยายไปสู่การเพิ่มจำนวนรายวิชา การแลกเปลี่ยนนักศึกษา การทำวิจัยร่วม การบริการวิชาการ และการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง (Experiential Learning) โดยใช้พื้นที่การเรียนรู้ของแต่ละมหาวิทยาลัยเป็นห้องเรียนร่วมกัน” อธิการบดี มช. กล่าว

