เด็กไทยเสี่ยงรอบด้าน 'บุหรี่ไฟฟ้า-ซึมเศร้า-ติดจอ-อ้วน-NCDs'

ผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567-2568) สะท้อนสัญญาณน่ากังวลเกี่ยวกับสุขภาพเด็กไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของชีวิต เมื่อเด็กและเยาวชนต้องเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งปัญหาครอบครัวเปราะบาง ภาวะสุขภาพจิต การสูบบุหรี่ไฟฟ้า การใช้เวลาหน้าจอที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพที่อาจส่งผลต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในอนาคต

จากสถานการณ์ดังกล่าว คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เผยผลสำรวจในหัวข้อ “สุขภาพเด็กไทย: ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญสู้โรค NCDs” โดยนำข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567-2568) มาวิเคราะห์แนวโน้มและปัจจัยเสี่ยงที่กำลังกระทบต่อสุขภาวะของเด็กไทย พร้อมชี้ถึงความจำเป็นในการเร่งสร้างมาตรการป้องกันและดูแลสุขภาพเด็กอย่างรอบด้าน เพื่อลดภาระโรคของประเทศในระยะยาว

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช-ศ.เกียรติคุณ นพ.วิชัย เอกพลากร-รศ. ดร.วราภรณ์ เสถียรนพเก้า

ศ.เกียรติคุณ นพ.วิชัย เอกพลากร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า เมื่อพิจารณาสถานการณ์สุขภาพของประชากรไทยในปัจจุบัน พบว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง ยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 70 ของการเสียชีวิตทั้งหมด โดยปัจจัยเสี่ยงของโรคเหล่านี้มักเริ่มสะสมมาตั้งแต่วัยเด็ก ผ่านพฤติกรรมการบริโภค การออกกำลังกาย และวิถีชีวิตประจำวัน

จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องทุก 5 ปี และปัจจุบันเข้าสู่การสำรวจครั้งที่ 7 ศ.เกียรติคุณ นพ.วิชัย กล่าวว่า  การสำรวจใช้กลุ่มตัวอย่างประมาณ 30,000 คน เพื่อเป็นตัวแทนประชากรไทยทุกภูมิภาค จากการสำรวจยังพบว่าแนวโน้มการป่วยโรค NCDs ในประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปของประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง และปัจจุบันคนไทยตายจาก NCDs วันละกว่า 1,000 ราย ปัญหาเด็กอ้วน ถือเป็นอีกสัญญาณเตือนที่สำคัญที่จะพยากรณ์ได้ว่าสถานการณ์ NCDs ของไทยจะยังคงเพิ่มขึ้นอีกหากยังไม่มีมาตรการจริงจังเข้ามาจัดการ

ปัญหาสำคัญที่เป็นผลจากพฤติกรรมเสี่ยงของเด็ก เช่น การติดหน้าจอในเด็กไทย และการบริโภคอาหารแปรรูปที่เพิ่มขึ้น คือภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน โดยพบว่าเด็กเล็กอายุ 1-5 ปี 11% มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน และเพิ่มขึ้นในเด็กวัยเรียน อายุ 6-14 ปีที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนถึง 27.4% เด็กในเมืองมีสัดส่วนภาวะอ้วนมากกว่าในชนบท โดย 1 ใน 3 ของ เด็กในกทม.และภาคกลางมีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน จากผลสำรวจยังพบว่า ในกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักเกินและอ้วนมีความ ชุกของภาวะเมตาบอลิก เช่น ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สูง และเสี่ยงเป็นเบาหวาน เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3 เท่า เมื่อเทียบกับเด็กน้ำหนักปกติ

ศ.เกียรติคุณ นพ.วิชัย กล่าวว่า โดยงานวิจัยจากทั่วโลกระบุชัดว่าเด็กที่มีน้ำหนักเกินและอ้วนนี้มีโอกาสเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDs เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อภาวะอ้วนในเด็ก ได้แก่ การเข้าถึงอาหารที่มีพลังงานสูงได้ง่ายขึ้น การขยายตัวของร้านสะดวกซื้อที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง การใช้ชีวิตแบบเนือยนิ่ง และข้อจำกัดด้านพื้นที่สำหรับการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมทางกายในโรงเรียนและชุมชน และองค์การอนามัยโลกได้มีการออกมาตรการแนะนำสำหรับการแก้ปัญหาเด็กอ้วน แต่หลายมาตรการยังไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย เช่น การห้ามโฆษณาอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพเด็กทั้งทางทีวีและสื่อออนไลน์ มาตรการด้านราคาและภาษี หรือจำกัดพื้นที่ขายผลิตภัณฑ์ทำลายสุขภาพบริเวณรอบโรงเรียนและชุมชน เป็นต้น

“การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี และส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมตั้งแต่วัยเด็ก อันจะนำไปสู่การลดความเสี่ยงของโรค NCDs และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรไทย เพราะไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ โดยจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราการเกิดลดลง และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้เสียชีวิตต่อปีสูงกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าเด็กและเยาวช” คือทรัพยากรสำคัญที่จะเป็นกำลังหลักของประเทศในอนาคต ดังนั้นการส่งเสริมให้เด็กมีสุขภาพที่ดีจึงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ” ศ.เกียรติคุณ นพ.วิชัย กล่าว

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช หัวหน้าโครงการสำรวจฯ กล่าวว่า จากข้อมูลการสำรวจพบว่า เด็กไทยเติบโตมาในครอบครัวที่เปราะบางมากขึ้นอัตราการหย่าร้างของพ่อแม่เด็กเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2557-2568) จาก 14% เพิ่มเป็น 25% และเด็ก 39% ถูกเลี้ยงโดยปู่ย่าตายายเป็นหลัก นอกจากนี้พบว่าเด็กสนิทกับพ่อแม่น้อยลง และเลือกเก็บปัญหาไว้กับตนเองมากขึ้นจาก 6% เป็น 16% ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต และพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ ตามมา โดยผลการสำรวจพบว่า เด็กไทยอายุ 10-14 ปี จำนวน 1 ใน 5 หรือประมาณ 750,000 คน มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า และในจำนวนนี้ประมาณ 30,000 คนอยู่ในระดับรุนแรงถึงรุนแรงมาก

รศ.พญ.เริงฤดี กล่าวถึงผลสำรวจยังพบว่า เด็กเข้าถึงสารเสพติดเช่น บุหรี่และสุราได้ง่ายขึ้น โดยเด็กส่วนใหญ่อยู่ใกล้ร้านขายบุหรี่ และร้านขายสุราในระยะเดินถึง ซึ่งเด็กที่อาศัยอยู่ใกล้ร้านขายบุหรี่และสุรามีแนวโน้มจะสูบบุหรี่และดื่มสุราเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.5-1.6 เท่า รวมทั้งการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าโดยเฉพาะในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เด็กไทยมีอัตราการสูบบุหรี่สูงขึ้นโดย เด็กอายุ 10-14 ปีสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น 4 เท่า (จาก 0.5% เป็น 2%) ส่วนวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี เพิ่ม 1.2 เท่า (จาก 12.8% เป็น 15.6% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของประเทศที่ตั้งไว้ที่ต่ำกว่า 896) โดยเฉพาะเด็กหญิงมีอัตราการเคยทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้า เพิ่มขึ้นสูงถึง 60 เท่า

“การได้รับควันบุหรี่มือสองภายในบ้านเป็นประเด็นที่น่ากังวล โดยสัดส่วนเด็กที่อาศัยอยู่ร่วมกับผู้สูบบุหรี่เป็นประจำเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9 เป็นร้อยละ 20.6 เด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มมีสมรรถภาพปอดลดลง และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงความผิดปกติด้านเมตาบอลิก นอกจากนี้ เด็กที่เติบโตในครอบครัวที่มีผู้ปกครองสูบบุหรี่ยังมีแนวโน้มเริ่มสูบบุหรี่เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นมากกว่าเด็กที่อยู่ในครอบครัวปลอดบุหรี่และการสูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งพบมากในมารดาวัยรุ่น และอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทั้งมารดาและทารก จึงควรเพิ่มการบันทึกประวัติการสูบบุหรี่ของบิดาและมารดา รวมถึงการให้คำแนะนำเรื่องการเลิกบุหรี่ในระบบฝากครรภ์”รศ.พญ.เริงฤดี กล่าว

 ทั้งนี้เด็กอายุ 10–14 ปี จำนวนมากเคยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเกือบหนึ่งแสนคนยังคงดื่มในช่วง 30 วันที่ผ่านมา โดยพบอัตราการดื่มสูงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ พฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพตั้งแต่วัยเด็ก โดยเด็กที่สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือมีภาวะอ้วน มีแนวโน้มมีความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ และมีความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้นในอนาคต

ในส่วนของการเข้าสู่สังคมดิจิทัล รศ.พญ.เริงฤดี กล่าวว่า เด็กไทยใช้เวลาอยู่หน้าจอมากขึ้นและเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ องค์การอนามัยโลกแนะนำในทุกช่วงวัย เช่น เด็กอายุ 10-14 ปีใช้เวลาหน้าจอรวมเฉลี่ยสูงถึง 8.3 ชั่วโมงในวันหยุด และ 6.7 ชั่วโมงในวันธรรมดา โดยเน้นการเล่นเกมมากกว่าเพื่อการเรียนเฉลี่ย 8 เท่า ซึ่งการสำรวจยังพบว่าเด็ก 10-14 ปี เพียง 1 ใน 5 ที่มีกิจกรรมทางกายอย่างน้อยวันละ 60 นาทีทุกวันตามคำแนะนำของกรมอนามัยและองค์การอนามัยโลก ในอีกด้านการที่เด็กเข้าถึงสื่อต่าง ๆ ง่ายขึ้นทำให้เด็กเปิดเผยตัวตนและยอมรับความหลากหลายทางเพศเพิ่มขึ้น ซึ่งจาก การสำรวจพบว่า สัดส่วนของประชากรเพศหลากหลายในเด็กอายุ 10-14 ปีสูงถึง 8.9% และวัยรุ่นอายุ 15-19 ปีสูงถึง 11.4% ขณะที่ในผู้ใหญ่อายุ 40 ปีขึ้นไปพบต่ำกว่า 3%

“พฤติกรรมเสี่ยงในเด็กไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และดื่มสุรา ล้วนส่งผลต่อการเกิดโรค NCDs ตั้งแต่ อายุน้อย เช่น ความซุกโรคความดันโลหิตสูงในเด็กที่สูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า เพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า และเด็กที่ดื่มสุรา โดยเฉพาะหากดื่มอย่างหนัก ความซุกจะเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 5 เท่า เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา” รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงเริงฤดี กล่าว

ด้านรศ. ดร.วราภรณ์ เสถียรนพเก้า อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากผลสำรวจพบเด็กไทยบริโภคอาหารแปรรูปและแปรรูปขั้นสูงที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค NCDs ได้แก่ อาหารที่มีไขมัน โซเดียม หรือแป้ง น้ำตาลสูง ในสัดส่วนที่สูง คือพบถึง 9 รายการใน 20 อันดับอาหารที่เด็ก 2-14 ปี กินเป็นประจำทุกวันหรือเกือบทุกวัน เช่น ขนมกรุบกรอบ ที่เด็กนิยมกินมากที่สุดโดยกินเป็นประจำทุกวันหรือเกือบทุกวันสูงถึงเกือบ 40% รองลงมา ได้แก่ นมที่มีรสหวาน น้ำอัดลม น้ำหวาน ลูกชิ้นทอด ไส้กรอกทอด นมเปรี้ยวชนิดดื่ม ไอศกรีม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ลูกอม และช็อกโกแลต เป็นต้น

ดร.วราภรณ์ กล่าวต่อว่า ความแตกต่างตามภูมิภาค กว่าครึ่งของเด็กในภาคอีสานกินขนมกรุบกรอบทุกวันหรือเกือบทุกวัน หรือ 1 ใน 3 ของเด็กในภาคอีสานและกลาง ดื่มน้ำอัดลมทุกวันหรือเกือบทุกวัน ในขณะเดียวกัน มีเด็กอายุ 2-14 ปีไม่ถึงครึ่ง (44.3%) ที่ดื่มนมรสจืดทุกวันตาม คำแนะนำโดยกรมอนามัย โดยพบว่าเด็กในภาคใต้ดื่มนมน้อยที่สุด (ดื่มทุกวันมีเพียง 24.5%) นอกจากนี้ยังพบว่าเมื่อเด็ก โตขึ้นมีแนวโน้มดื่มนมลดลงโดยเด็กอายุ 2-5 ปี ดื่มนมทุกวัน 57.2% ในขณะที่เด็ก 12-14 ปี ดื่มนมทุกวันเพียง 22.8% ส่วนเด็กอายุ 6–14 ปี การบริโภคอาหารกลุ่มเสี่ยงบางประเภทเพิ่มขึ้น เช่น เนื้อสัตว์ทอด และอาหารฟาสต์ฟู้ด  การบริโภคอาหารกลุ่มเสี่ยงบางประเภทลดลง เช่น นมรสหวาน น้ำอัดลม และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล การดื่มนมถั่วเหลืองมีแนวโน้มลดลง เด็กมีแนวโน้มดื่มนมรสจืดมากขึ้น และบริโภคผักกับผลไม้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้พฤติกรรมการบริโภคของเด็กไทยมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านบวกและด้านลบ แม้การบริโภคเครื่องดื่มหวานและขนมบางประเภทจะลดลง แต่การบริโภคอาหารแปรรูป อาหารทอด และอาหารฟาสต์ฟู้ดยังคงเพิ่มขึ้น และยังพบความแตกต่างของพฤติกรรมการบริโภคตามช่วงวัย พื้นที่อยู่อาศัย และภูมิภาค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการออกแบบมาตรการส่งเสริมโภชนาการที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละกลุ่มประชากร

“การส่งเสริมโภชนาการที่เหมาะสมของเด็กไทยจำเป็นต้องอาศัยมาตรการเชิงนโยบายอย่างบูรณาการ ทั้งการจัดการสภาพแวดล้อมด้านอาหารในบ้าน โรงเรียน และชุมชน การควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มเติมน้ำตาล การผลักดันนโยบายลดโซเดียมในอาหารระดับประเทศ และการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อสร้างพฤติกรรมการบริโภคที่เหมาะสมและลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในอนาคต” ดร.วราภรณ์ กล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สสส.เปิดรายงานสุขภาพคนไทยปี 69 พบวิกฤตเด็กเกิดน้อย สังคมแก่ตัว ข้อมูลท่วมท้น เจ็บป่วยนาน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดตัว “รายงานสุขภาพคนไทย ปี 2569” นำเสนอสัญญาณเตือนสำคัญของสังคมไทย ผ่าน 10 ตัวชี้วัด ภายใต้แนวคิด “การเปลี่ยนแปลงทางประชากรกับสุขภาพคนไทย” ที่สะท้อนแนวโน้มการเกิดน้อย สังคมสูงวัย และโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนแปลง พร้อมเปิด 10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ

วันงดสูบบุหรี่โลก 31 พ.ค. มหาวิทยาลัยมหิดล-สสส. ปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า

ในประเทศไทยเริ่มมีแนวคิดนี้เกิดขึ้น นำโดยกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ซึ่งมีสมาชิกเป็นคณะแพทย์ทั้งหมดของประเทศไทย 28 คณะ นำร่องโดยทำข้อตกลงร่วมกันที่จะมุ่งพัฒนาให้นักศึกษาแพทย์ทั้งหมดเป็น Nicotine-Free Generation Medical Students เมื่อวันครู 16 มกราคม 2569 และได้เริ่มมีการพัฒนานศพ.แกนนำร่วมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์แห่งประเทศไทย (สพท.) ที่คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อร่วมขับเคลื่อนจากตัว นศพ.เอง

เปิดเบื้องหลัง! มฤตยูเงียบในทุ่งนา 'โรคไข้ดิน'

เพจ "Center for Medical Genomics" ของศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โพสต์ข้อความเรื่อง "แกะรอยมฤตยูเงียบในทุ่งนา: เบื้องหลัง ‘โรคไข้ดิน’ และความหวังใหม่จากมุกดาหารโมเดล" โดยระบุว่า