
ก่อนจะเป็นเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยสีสันของสตรีทอาร์ต คาเฟ่ และอาคารโบราณที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน “ย่านเมืองเก่าสงขลา” ตำบลบ่อยาง จังหวัดสงขลา คือพื้นที่ที่บันทึกเรื่องราวการเดินทางของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเอาไว้ตลอดหลายศตวรรษ ความงดงามของตึกแถวเก่า อาคารสไตล์ชิโน-โปรตุกีส และสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานอิทธิพลตะวันออกและตะวันตก ไม่ได้เป็นเพียงฉากสวยงามสำหรับการท่องเที่ยว แต่ยังสะท้อนรากเหง้าของชุมชนพหุวัฒนธรรมที่ก่อร่างสร้างเมืองแห่งนี้ขึ้นมา
จากจุดเริ่มต้นของเมืองท่าค้าขายสำคัญริมทะเลสาบสงขลา เมืองแห่งนี้เติบโตผ่านการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวจีน ชาวไทย และชาวมลายู ซึ่งต่างนำวัฒนธรรม ความเชื่อ และวิถีชีวิตของตนมาหลอมรวมจนกลายเป็นเพหุวัฒนธรรม โดยเฉพาะชาวจีนที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการค้าทางทะเล จนส่งผลต่อพัฒนาการของเมืองสงขลาในฐานะประตูการค้าระหว่างสยามกับจีน

การเดินทางครั้งนี้จะพาทุกคนไปสัมผัสร่องรอยแห่งความศรัทธาของชุมชนชาวจีนที่ยังคงปรากฏอยู่ในพื้นที่ ผ่าน“ศาลเจ้า” หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญที่บอกเล่าเรื่องราวความเชื่อ ความผูกพัน และตัวตนของผู้คนที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งในย่านเมืองเก่าสงขลาแห่งนี้มีศาลเจ้าสำคัญถึง 5 แห่งที่ยังคงยืนหยัดเคียงคู่ย่านเมืองเก่าแห่งนี้

เริ่มต้นการเดินทางในย่านเมืองเก่าสงขลากันที่ ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา(เสี่ยงอ๋องเหล่าเอี๋ย) ศาลเจ้าเก่าแก่ริมถนนนางงาม ซึ่งถือเป็นศูนย์รวมศรัทธาคู่บ้านคู่เมืองมาอย่างยาวนาน ทันทีที่ก้าวเข้าสู่บริเวณศาลเจ้า จะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันสงบและความงดงามของสถาปัตยกรรมแบบเก๋งจีนที่โดดเด่น ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองแห่งนี้สร้างขึ้นพร้อมกับการก่อตั้งเมืองสงขลาแห่งใหม่บริเวณฝั่งบ่อยาง เมื่อปี พ.ศ. 2385 ในสมัยที่พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง ณ สงขลา) ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา โดยได้รับพระราชทานเสาหลักเมืองที่ทำจากไม้ชัยพฤกษ์จากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เพื่อใช้เป็นหลักชัยและสัญลักษณ์แห่งความมั่นคงของเมืองแห่งใหม่

โดยเคยมีการบูรณะในปี พ.ศ. 2460 สมัยรัชกาลที่ 6 โดยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนพลลพบุรีราเมศวร์ อุปราชมณฑลปักษ์ใต้ ร่วมกับชาวสงขลา ช่วยกันจัดสร้างเสาหลักเมืองขึ้นใหม่ ก่อนจะประกอบพิธีวางเสาหลักเมืองในวันที่ 1 มีนาคม ปีเดียวกัน และในเวลาต่อมา กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถาน ซึ่งศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลาเป็นศาลเจ้าแห่งเดียวที่ผสมผสานความเชื่อของไทยและจีนไว้ในพื้นที่เดียวกัน

ภายในประดิษฐานทั้งเสาหลักเมืองอันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามคติพราหมณ์ ควบคู่ไปกับเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชาวจีน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพ่อหลักเมือง เทวดาฟ้าดิน เจ้าแม่กวนอิม เจ้าแม่ทับทิม เจ้าพ่อเสือ รวมถึงเทพเจ้าจีนอีกหลายองค์ที่มีความเชื่อมโยงกับเรื่องโชคลาภ การคุ้มครอง และความเป็นสิริมงคล นอกจากนี้ยังมีรูปเคารพของบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการก่อร่างสร้างเมืองสงขลาให้ผู้คนได้สักการะด้วย

เดินถัดจากศาลเจ้าหลักเมืองมาไม่ไกล ก็จะพบกับ ศาลเจ้าพ่อกวนอู (ส่ำเล้งเตียนกวนแตกุ้น) ศาลเจ้าเก่าแก่ที่ตั้งอยู่เคียงคู่กับศาลเจ้าหลักเมือง โดยมีอาคารสงขลามูลนิธิและที่ทำการสมาคมฮกเกี้ยนตั้งอยู่ระหว่างกลาง เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่สะท้อนเรื่องราวของชาวจีนที่อพยพเข้ามาค้าขายในเมืองสงขลาได้เป็นอย่างดี ในอดีตการเดินเรือข้ามทะเลเต็มไปด้วยอุปสรรคและความไม่แน่นอน ผู้คนจึงยึดถือเทพเจ้ากวนอูเป็นสัญลักษณ์แห่งความซื่อสัตย์ กล้าหาญ และเข้มแข็ง พร้อมขอพรให้ท่านช่วยคุ้มครองการเดินทางและการค้าขายให้ราบรื่นปลอดภัย ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2422 ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ และยังคงเป็นศูนย์รวมความศรัทธาของชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนมาจนถึงปัจจุบัน


บนถนนนางงามยังมี ศาลเจ้าตั้งเช่งอ๋อง ศาลเจ้าเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของย่านเมืองเก่าสงขลา ตั้งแต่บริเวณทางเข้าจะเห็นสิงห์หินสีทองคู่ตั้งตระหง่านอยู่ทั้งสองฝั่งประตู ตามความเชื่อของชาวจีน สิงห์คู่นี้ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ คอยปกป้องคุ้มครองและปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายจากผู้คนที่เข้ามาสักการะส่วนตัวศาลเจ้ามีสถาปัตยกรรมจีนประยุกต์แบบสกุลช่างหมิ่นหนาน โดดเด่นด้วยหลังคาจั่วทรงอานม้า ประดับมังกรเขี้ยวคู่โอบล้อมดวงแก้วไฟตรงกลาง สะท้อนความงดงามตามแบบศิลปะจีนดั้งเดิม

ภายในศาลเจ้าประดิษฐาน ตั้งง้วนกวงกง หรือ ไคเจียงเซี้ยอ้วง เทพประธานของศาลเจ้า ซึ่งตามพงศาวดารจีนกล่าวถึงในฐานะผู้บุกเบิกเมืองจางโจว เดิมมีนามว่า เฉินหยวนกวง ขุนศึกและผู้ปกครองคนสำคัญในสมัยราชวงศ์ถัง ด้วยความสามารถในการบริหารบ้านเมืองและความยุติธรรม จึงได้รับการยกย่องจากผู้คนให้เป็นเทพเจ้าผู้ทรงคุณธรรม และเป็นที่เคารพศรัทธามาจนถึงทุกวันนี้

เดินลัดเลาะจากถนนนางงามมายังถนนยะลา ระหว่างทางที่รายล้อมไปด้วยอาคารเก่าและร้านค้ารุ่นใหม่ จะพบกับ ศาลเจ้าโป้อันเตียน (โก๊ยเซ่งอ๋อง) ศาลเจ้าจีนขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเรียบง่ายภายในซอย จนหลายคนอาจเดินผ่านไปโดยไม่ทันสังเกต ตัวศาลเจ้าจะมีขนาดกว้างยาวเพียงประมาณ 5 เมตร แต่กลับโดดเด่นด้วยเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมจีนดั้งเดิม ตัวอาคารก่ออิฐฉาบปูน หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผาแบบจีนโบราณชนิดหนา ซึ่งเป็นกระเบื้องที่ผลิตขึ้นในเขตเมืองสงขลาเอง ด้านหน้ามีชายคาไม้ทาสีแดงตัดกับสีของอาคารอย่างสวยงาม ให้ความรู้สึกเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยกลิ่นอายของวันวาน

หลายคนที่เห็นศาลเจ้าครั้งแรกอาจคิดว่าเป็นอาคารปิด แต่จริงๆสามารถเดินเข้าไปสักการะได้ ภายในประดิษฐาน โก๊ยเซ่งอ๋อง หรือ ตั้งเซ่งอ๋อง เทพเจ้าผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกการสร้างเมืองจางโจว และเป็นที่เคารพนับถือของชาวจีนมาอย่างยาวนาน ในฐานะบรรพบุรุษผู้ทรงคุณูปการและเทพเจ้าแห่งอำนาจ ลาภยศ และความเจริญรุ่งเรือง ที่จะนำความเป็นสิริมงคลมาสู่ผู้ศรัทธา

เดินลัดเลาะผ่านตรอกซอกซอยในย่านเมืองเก่ามาจนถึง ถนนหนองจิก ถนนสายเล็กที่เชื่อมต่อถนนนางงาม ถนนนครใน และถนนนครนอก ที่นี่เป็นที่ตั้งของ ศาลเจ้าปุนเถ้ากง ศาลเจ้าเล็ก ๆ เพียงหนึ่งคูหาที่ตั้งอยู่เงียบ ๆ ท่ามกลางชุมชนเก่าแก่ของเมืองสงขลา แม้ขนาดจะไม่ใหญ่โต แต่ตัวศาลเจ้ากลับมีเสน่ห์เฉพาะตัว ด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนฮกเกี้ยนที่มีลักษณะคล้ายบ้านพักอาศัยของชาวจีนในอดีต ตัวอาคารยกสูงจากระดับถนนประมาณครึ่งเมตร มีบันไดเล็ก ๆ นำขึ้นสู่ด้านใน สะท้อนรูปแบบการก่อสร้างที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์

ในช่วงที่เราไป ศาลเจ้าปุนเถ้ากงปิดให้เข้าชมภายใน จึงได้เพียงชื่นชมความงดงามของตัวอาคารภายนอก แต่หากใครมีโอกาสมาในช่วงเวลาที่ศาลเจ้าเปิด ด้านในจะประดิษฐาน ปุนเถ้ากง เทพเจ้าที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นผู้ปกปักรักษาทะเลสาบและสายน้ำ อีกทั้งยังมีความเชื่อว่าท่านเป็นเทพเจ้าที่ราชสำนักส่งมาดูแลการเดินเรือบริเวณปากอ่าว เปรียบเสมือนข้าราชการผู้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การดูแลของเจ้าแม่ทับทิม จึงไม่น่าแปลกใจที่ศาลเจ้าแห่งนี้จะเป็นที่เคารพศรัทธาของผู้คนที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับการค้าขายและการเดินเรือมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันศาลเจ้าปุนเถ้ากงได้รับการบูรณะโดยนำองค์ความรู้ด้านสถาปัตยกรรมจีนจากประเทศจีนมาใช้ในการซ่อมแซม ทำให้ยังคงรักษารูปแบบดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างงดงาม
ศาลเจ้าทั้ง 5 แห่งในย่านเมืองเก่าสงขลา แต่ละแห่งล้วนมีเรื่องเล่าและเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน แต่คงทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวจีน เดินเล่นในย่านเมืองเก่ายังได้สัมผัสความเป็นชุมชนชาวจีนได้ผ่านประตูเมืองสงขลา ที่มีลักษณะแบบจีน สตรีทอาร์ต อาหาร และอาคารต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงความผูกพันระหว่างความศรัทธา วัฒนธรรมประเพณี และวิถีชีวิตของชาวจีนที่บอกเล่ารากเหง้าของย่านเมืองเก่าสงขลา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวดี 6 แหล่งท่องเที่ยวไทย ติดน่าเที่ยวระดับโลก ชวนคนไทยร่วมเป็นเจ้าบ้าน
'ศศิกานต์' เผย 6 แหล่งท่องเที่ยวไทย ติดน่าเที่ยวระดับโลก ชวนคนไทยร่วมเป็นเจ้าบ้าน สวัสดี-ต้อนรับ นักท่องเที่ยวทั่วโลก
ครม. ไฟเขียวทุ่ม 60 ล้าน พัฒนา 'เมืองเก่าสงขลา' กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ระบุว่า ครม.เห็นชอบในหลักการตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอโครงการพัฒนาเมืองต้นแบบด้านศิลปวัฒนธรรมเมืองเก่าสงขลา (Culture Smart City: Songkhla Old Town) ในนามรัฐบาล วงเงินงบประมาณในการดำเนินโครงการพัฒนาเมืองต้นแบบฯ

