'อลิอันซ์ อยุธยา' ไม่ทิ้ง'หาดใหญ่'หลังน้ำท่วม     ทุ่มงบซักซ้อมชุมชนเตรียมพร้อม

เหตุการณ์มหาอุทกภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อปลายปี2568 สร้างความเสียหายมูลค่าไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท  ยังตราตรึงใจคนหาดใหญ่จนถึงทุกวันนี้ และในเดือนตุลาคม -พฤศจิกายน ที่ใกล้เข้ามาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า อาจทำให้หลายคนลุ้นระทึกว่า น้ำจะท่วมซ้ำรอยเมื่อปีกอนอีกหรือไม่  


แม้มหาอุทกภัยครั้งนั้นจะผ่านมาเป็นเวลาเกินครึ่งปีแล้ว แต่หาดใหญ่ ยังคงรอการฟื้นฟูในทุกภาคส่วน ในฐานะที่เป็นบริษัทประกันรายแรก ที่เคลมประกันให้กับลูกค้าผู้เสียหายจากน้ำท่วมหาดใหญ่ ภายใน  3วันหลังน้ำลด ทำให้อลิอันซ์  อยุธยา  ประกันภัย  เดินคงหน้าที่จะร่วมฟื้นฟูหาดใหญ่ ไปพร้อมๆกับการเตรียมความพร้อมให้ชาวหาดใหญ่รับมือกับเหตุการณ์ในอนาคต  ตลอดจนการเฝ้าระวัง สร้างความตื่นตัว รับสถานการณ์ ด้วยการจับตาการเปลี่ยนแปลงของสภาพน้ำ ดินฟ้าอากาศ เพื่อมีเวลาหาทางเอาตัวรอดหากเกิดเหตุฉุกเฉิน น้ำทะลักเหมือนคราวก่อน  

งบประมาณ จำนวน2แสนยูโร หรือประมาณ  8 ล้านบาท เป็นทุนดำเนินการที่บริษัทแม่ ของอลิอันซ์ ในประเทศเยอรมัน มอบให้ในการฟื้นฟูหาดใหญ่  โดยแบ่งเงินออกเป็น   2ส่วน  ในส่วนแรกที่ อลิอันซ์ อยุธยาทำร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา ได้แก่  ให้ความช่วยเหลือไปยัง 33 ชุมชน ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบกว่า 2,500 คน  ในการซ่อมแซมและบูรณะบ้านเรือนที่เสียหาย จัดหาอุปกรณ์และของใช้ที่จำเป็น สนับสนุนการบูรณะฟื้นฟูโรงเรียน สถานพยาบาล และโครงสร้างทางการแพทย์ภาคใต้ การดูและฟื้นฟูสภาพจิตใจประชาชนในพื้นที่ การฟื้นฟูพื้นที่สาธาณะและพื้นที่เรียนรู้ของเด็กและเยาวชน

พัชรา ทวีชัยวัฒนะ

เงินทุนส่วนที่สอง ที่เป็นการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมของคนหาดใหญ่  นางสาวพัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารงานลูกค้าและความยั่งยืน อลิอันซ์ อยุธยา กล่าวว่า การช่วยฟื้นฟูและเตรียมความพร้อมให้คนหาดใหญ่ มาจากความเชื่อของอลิอันซ์ อยุธยา ที่มองว่าความห่วงใย ไม่ควรเกิดขึ้นแค่ช่วงวิกฤต  แต่ควรเริ่มหลังวิกฤตไปแล้วด้วย ซึ่งหาดใหญ่ยังต้องการการฟื้นฟูอีกมาก   รวมทั้ง การเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำท่วมในอนาคต  เป็นการต่อยอดจากความช่วยเหลือส่วนแรก    

สำหรับ การสร้างความรู้ ความเข้าใจ  ให้กับผู้คนและชุมชน    การเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ ได้ยกระดับขยายพื้นที่การเฝ้าระวังให้กว้างขึ้น   เพื่อเตรียมความพร้อมให้ชาวหาดใหญ่  อลิอันซ์ฯ ได้ร่วมมือกับมูลนิธิเครือข่ายเมืองภาคใต้เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ  SCCCRN และทีมHatyai Connect  

นิทรรศการที่ใช้ห่วงยาง เป็นสัญลักษณ์แทนความห่วงใยที่มีต่อชาวหาดใหญ่


” ข้อมูลที่จัดเตรียมนี้เป็นแบบเรียลไทม์   เชื่อมโยงกับระบบการแจ้งเตือน ประชาชนหาดใหญ่สามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจ และเตรียมความพร้อม ปกป้องและลดการสูญเสียทรัพย์สิน สร้างความปลอดภัยในชีวิตของตนเองได้รวดเร็วขึ้น  

นางสาวพัชรากล่าวอีกว่า การเฝ้าระวังระดับน้ำ ก่อนหน้านี้ อาจารย์สมพรด้านดร.สมพร สิริโปราณานนท์ ประธาน SCCCRN ได้ติดกล้องติดตามจุดเสี่ยงน้ำท่วม ชุมชน จำนวน 50 ตัว  ซึ่งกล้องบางตัวเสีย ทางอลิอันซ์ ช่วยเหลือซ่อมแซม พร้อมกับเพิ่มจำนวนกล้องเป็น  70 ตัว พร้อมกับ พัฒนาระบบ Localized Warning เพื่อให้แต่ละเทศบาลได้รับข้อมูลเตือนภัยที่ตรงกับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ อีกทั้งระบบยังเชื่อมต่อกับชุมชนผ่าน LINE OpenChat, QR Code น้องน้ำ และฐานข้อมูลหาดใหญ่รอด ซึ่งรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้หน่วยงานและอาสาสมัครส่งความช่วยเหลือได้ตรงจุดมากขึ้น

การดำเนินการเฝ้าระวังและการมีเป้าหมายให้ประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วม  เผยแพร่ผ่านนิทรรศการ” Level up the Care by Alliance Ayudhya  ” ภายในงาน “Hug Heartyai “ที่จัดขึ้น ณ บริเวณตลาดโนรา เมื่อช่วงปลายเดือนก.ค.ที่ผ่านมา

หนูน้อยเรียนรู้น้ำท่วมหาดใหญ่ ผ่านนิทรรศการ ‘Level Up the Care by Allianz Ayudhya’

ตัวนิทรรศการแบ่งเป็น  4โซน โซนที่ 1 เป็นการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ภูมิประเทศ ปัจจัยที่ทำให้หาดใหญ่ต้่องเผชิญน้ำท่วม พร้อมกับการประเมินความเสียหายของบ้านเรือนตนเอง หากเจอน้ำท่วม โซนที่ 2 เป็นการถ่ายทอดประสบการณ์จากน้ำท่วมที่่ผ่านมา  ฉายภาพชีวิต ทรัพย์สิน จิตใจ  น้ำตาแห่งความสูญเสีย เพื่อให้ประชาชนตระหนักความสำคัญการเตรียมความพร้อม  โซนที่ 3 เป็นการทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระบบเตือนภัย ช่องทางการติดตามข้อมูลระดับน้ำ วิธีวางแผนอพยพ  และโซนที่ 4  เป็นการย้ำว่าการเตรียมความพร้อมเป็นเรื่องสำคัญ ไม่วาน้ำจะมาระดับไหน  การช่วยเหลือกันและกันเป็นสิ่งจำเป็นในยามวิกฤต

ถุงยังชีพ อีกหนึ่งย้ำเตือน การเตรียมความพร้อมที่ชาวหาดใหญ่ควรต้องมี

“นิทรรศการ Level Up the Care by Allianz Ayudhya ออกแบบให้เป็นพื้นที่เรียนรู้เชิงประสบการณ์ ว่าประชาชนต้องสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในช่วงแรกของวิกฤต คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า หากเหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นอีกครั้ง วันนี้ชาวหาดใหญ่ พร้อมดูแลตัวเองและคนในครอบครัวแล้วหรือไม่  เราจึงต้องสร้างการรับรู้ให้เขา ไม่ว่าความเสี่ยงบ้านเขา ว่า อยู่ในจุดเสี่ยงระดับไหน  เรามีQR Code ให้สแกนเข้าไปดูข้อมูล ทั้งน้ำ และตำแหน่งบ้านว่าเสี่ยงหรือไม่    อีกทั้ง  ย้ำเตือนว่าทุกคน หรือทุกบ้านควรมีถุงยังชีพ และในถุงยังชีพควรมีอะไรบ้าง ที่จำเป็นในการดำรงชีวิตช่วงน้ำท่วม หรืออพยพ “

ฝึกสอนเยาวชนเรียนรู้การว่ายน้ำแบบเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉิน

นอกจาก นิทรรศการและกิจกรรม  Hug HeartYai อลิอันซ์ อยุธยา ยังร่วมกับสมาคม Teach for Life จัดเวิร์กชอป วิชาตัวลอย × ชุบชีวิต ภายใต้โครงการ MoveNow Heroes อบรมเด็ก 8–12 ปี จำนวน 100 คน ฝึกทักษะการเอาชีวิตรอด ตั้งแต่การลอยตัว ประคองตัวในน้ำ  การช่วยเหลือคนตกน้ำ การปฐมพยาบาล การทำ CPR เบื้องต้น  การประเมินความเสี่ยง หากเจอเหตุการณฺน้ำท่วม

ย้อนรำลึกว่าทุกคนในหาดใหญ่ เคยเผชิญกับสถานการณ์ใดบ้างในช่วงน้ำท่วมหนักปลายปี68

ยังมีเวทีเสวนาเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของหาดใหญ่  ดร.สมพร สิริโปราณานนท์ ประธาน SCCCRN กล่าวว่า หาดใหญ่เริ่มพัฒนาระบบรับมือน้ำท่วมตั้งแต่ปี 2553 ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ ที่ให้ทุน10 ล้านเหรียญ 10 ประเทศ อาทิ ไทย มาเลเซีย เวียดนา  ศึกษาเรื่อง Climate Change สำหรับประเทศไทยให้ทุนศึกษา 2เมือง คือ หาดใหญ่ และเชียงราย สำหรับหาดใหญ่ มีการติดตามเฝ้าระวังมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยร่วมมือภาครัฐและเอกชน แต่การเฝ้าติดตามเมื่อ 15ปีที่แล้วมีความแตกต่างกับปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากกว่า การติดกล้องติดตามเรื่องน้ำในหาดใหญ่ ดำเนินมาหลายปี และหมดระยะได้รับการสนับสนุนไปเมื่อ  7 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันกล้องCCTVที่ติดยังคงมีอยู่  และมีประโยชน์มาก เพราะหากต้องการติดตามเรื่องน้ำ ก็ต้องดูกล้องที่ดำเนินการโดยSCCCRN  ไม่ใช่กล้องของเทศบาลเมืองแต่อย่างใด

ดร.สมพร สิริโปราณานนท์ ผู้ติดกล้อง ติดตามระดับน้ำในหาดใหญ่

นอกจากบทเรียนน้ำท่วมที่ผ่านมา ยังมีปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เป็นสิ่งที่คนหาดใหญ่ต้องตระหนัก  ดร.สมพร กล่าวว่าปัจจุบันสภาพอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก เช่น การเกิดโดมความร้อนในยุโรปปีนี้มีความผิดปกติรุนแรงมาก  ซึ่งหน้าร้อนยุโรปจะไม่กลับไปเหมือนเดิมอีก  กลายเป็นความผิดปกติใหม่ นอกจากนี้ การที่อุณหภูมิมหาสมุทรแอตแลนติกที่เพิ่มสูงขึ้น จะกลายเป็นอาหารชองพายุ  ทำให้พายุมีความรุนแรงขึ้น รวมถึงทำให้เกิดฝนตกหนักเฉพาะจุด หรือที่เรียกว่า Rain Bomb บ่อยมากขึ้น    ขณะที่ หาดใหญ่มีภูมิประเทศเป็นพื้นที่รับน้ำ เพราะมีแนวเขาขนาบทั้งสองด้าน และมีพื้นที่ลุ่มน้ำราว 2,400 ตารางกิโลเมตร  มวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนและแนวชายแดนจึงไหลผ่านหาดใหญ่ก่อนออกสู่ทะเล

“หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ  ต้องสร้างรูปแบบจุดสังเกตุว่า น้ำจะท่วม หรือไม่ เช่น จากข้อมหากน้ำมาถึงประตูน้ำม่วงก็อง คลองสะเดา  ท่าศาลา และสะพานหน้าที่ว่าการอำเภอ ก็เตรียมตัวไว้ได้เลย อีก8 ชั่วโมง น้ำเข้าเมืองแน่นอน “ดร.สมพรกล่าว

คนหนุ่มสาว ร่วมเรียนรู้การเตรียมความพร้อม รับมือน้ำท่วมในอนาคต ผ่านกิจกรรมและนิทรรศการ ที่อลิอันซฺ์ อยุธยา สนับสนุน


ในการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วม  อลิอันซ์ อยุธยา ได้สนับสนุนในเรื่องให้ 65 ชุมชนซ้อมรับมือ โดยประสานกับSCCCRNและมูลนิธิชุมชนสงขลา  ดร.สมพรกล่าวในประเด็นนี้ว่า การทำให้คนในเมืองรู้สถานการณ์ล่วงหน้า มีการเตรียมพร้อม จะช่วยลดความสูญเสียได้มาก  แต่การรู้แค่ข้อมูลหรือทฤษฎี แต่ไม่เคยลงมือปฎิบัติเลย ก็แทบไม่ต่างจากการไม่รู้อะไรเลย  เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง  อาจลืมและตัดสินใจไม่ถูกว่าต้องทำอย่างไรก่อนหลัง  จึงจำเป็นที่ต้องมีการฝึกซ้อมซ้ำ ๆ ซึ่งจะกลายเป็นนิสัย  ที่นำมาใช้ได้ทันที  หากเกิดเหตุการณ์  

ชาคริต โพชะเรือง

นายชาคริต โภชะเรือง จากมูลนิธิชุมชนสงขลา กล่าวว่า คนหาดใหญ่คุ้นเคยกับการเตือนภัยจากการดูธงเขียว เหลือง  แดง หรือไปตรวจสอบระดับน้ำที่คลองด้วยตัวเอง แต่ต่อไปนี้ ไม่ต้องทำแบบเดิมอีกแล้ว  เพราะสามารถติดตามสถานการณ์น้ำได้ตลอด 24 ชั่วโมง  ผ่านทางเว็บไซต์ HatYai City Climate   ซึ่งรวบรวมภาพจากกล้อง CCTV 70จุด รวมทั้งมีข้อมูลปริมาณฝน  ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทานไว้ในที่เดียวกัน    ทำให้มองเห็นแนวโน้มของระดับน้ำ และสามารถประเมินความเสี่ยงสถานการณ์ว่าน้ำจะท่วมหรือไม่  ทำให้มีเวลาเตรียมตัวรับมือ หรือเตรียมความพร้อมในการอพยพได้เร็ว   ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายและสูญเสียต่างๆ ได้มากกว่า การไม่ได้เตรียมอะไรไว้เลย

เพิ่มเพื่อน