อาการทางตาจากโรคไทรอยด์ ความเสี่ยงที่มองข้ามไม่ได้

หลายคนอาจคุ้นเคยกับ “โรคไทรอยด์เป็นพิษ” ว่าส่งผลต่อระบบเผาผลาญ หัวใจ หรือการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก แต่หลายคนยังไม่รู้ว่า โรคไทรอยด์ยังอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของดวงตา หรือ Thyroid Eye Disease (TED) ตั้งแต่อาการตาแห้ง ระคายเคือง เปลือกตารั้ง ตาโปน และมองเห็นภาพซ้อน ไปจนถึงภาวะที่กระทบต่อการมองเห็นในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตและความมั่นใจ

TED มีความสัมพันธ์กับโรคไทรอยด์ โดยเฉพาะโรคเกรฟส์ (Graves’ Disease) จากกลไกของระบบภูมิคุ้มกันที่ทำให้เนื้อเยื่อรอบดวงตาเกิดการอักเสบ ทั้งนี้ ไม่ใช่ผู้ป่วยโรคไทรอยด์ทุกคนจะเกิด TED และระดับความรุนแรงแตกต่างกัน ข้อมูลจาก American Thyroid Association และ European Thyroid Association ระบุว่า TED อาจพบได้สูงถึงร้อยละ 40 ในผู้ป่วยโรคเกรฟส์ โดยร้อยละ 6 มีอาการระดับปานกลางถึงรุนแรง และร้อยละ 0.5 อาจมีภาวะคุกคามการมองเห็น

แม้อาการอักเสบของ TED มักเข้าสู่ระยะไม่ active ภายในประมาณ 12–18 เดือน แต่อาการตาโปนหรือความผิดปกติของกล้ามเนื้อตาอาจคงอยู่ได้ ขณะที่ผู้ป่วยบางส่วนยังไม่ทราบความเชื่อมโยงระหว่างโรคไทรอยด์กับอาการทางตา จึงอาจได้รับการวินิจฉัยและส่งต่อเพื่อรักษาล่าช้า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยาและต่อมไร้ท่อจึงเน้นย้ำว่า การสังเกตอาการและเข้ารับการประเมินตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เป็นกุญแจสำคัญในการลดภาวะแทรกซ้อนและรักษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

ล่าสุดบริษัท แอมเจน (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดแถลงข่าว “ความตระหนักรู้เรื่องอาการทางตาจากโรคไทรอยด์ (Thyroid Eye Disease: TED)” ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยโรคไทรอยด์ โดยเฉพาะโรคเกรฟส์ (Graves’ Disease) ซึ่งอาจกระทบต่อการมองเห็น บุคลิกภาพ และคุณภาพชีวิต หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที พร้อมยกระดับการวินิจฉัย การส่งต่อ และการเข้าถึงแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสในการดูแลผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ ประธานราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคทางกายหลายชนิดสามารถส่งผลกระทบต่อดวงตาได้ ตั้งแต่โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดและระบบประสาท ไปจนถึงโรคภูมิคุ้มกันและโรคออโตอิมมูน แต่หนึ่งในภาวะที่ควรให้ความสำคัญคือ โรคทางตาจากไทรอยด์ (Thyroid Eye Disease: TED) โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคเกรฟส์ ซึ่งบางรายอาจมีอาการทางตาก่อนที่จะทราบว่าตนเองมีปัญหาไทรอยด์ หรือแม้ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ไม่ได้สูงมาก ก็ยังสามารถเกิดความผิดปกติของเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อรอบดวงตาได้

  นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์

นพ.ปานเนตร กล่าวต่อว่า โรค TED เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่ส่งผลต่อเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อรอบดวงตา ทำให้เกิดการบวมและเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อ ส่งผลให้มีอาการตาโปน เปลือกตาผิดปกติ หลับตาไม่สนิท ตาแห้ง ปวดหรือไม่สบายตา รวมถึงกล้ามเนื้อตาทำงานไม่สัมพันธ์กันจนเกิดภาพซ้อน อาการสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งข้างเดียวหรือสองข้าง และในรายที่มีอาการรุนแรง เนื้อเยื่อที่บวมอาจกดทับเส้นประสาทตา ส่งผลให้การมองเห็นลดลงหรืออาจสูญเสียการมองเห็นได้ จึงไม่ควรมองว่า TED เป็นเพียงปัญหาด้านรูปลักษณ์เท่านั้น แต่เป็นภาวะที่กระทบต่อการมองเห็นและคุณภาพชีวิต

ผู้ป่วยโรคไทรอยด์ว่า ควรตระหนักและสังเกตความผิดปกติของดวงตา หากพบอาการตาโปน ตาแห้ง หลับตาไม่สนิท ปวดตา เห็นภาพซ้อน หรือการมองเห็นเปลี่ยนแปลง ควรเข้ารับการตรวจประเมินโดยแพทย์โดยเร็ว เพราะอาการทางตาอาจเกิดขึ้นพร้อมกับโรคไทรอยด์หรือเกิดขึ้นก่อนการวินิจฉัยโรคได้ ปัจจุบันมีความก้าวหน้าทั้งด้านเทคโนโลยีและยาที่ออกฤทธิ์ต่อกลไกของโรคโดยตรง การวินิจฉัยและส่งต่ออย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก รวมถึงการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง จึงมีส่วนสำคัญในการลดภาวะแทรกซ้อน รักษาการมองเห็น และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

รศ.นพ.ธาดา คุณาวิศรุต 

ด้าน รศ.นพ.ธาดา คุณาวิศรุต อายุรแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม รพ.ศิริราช กล่าวว่า โรคไทรอยด์เป็นพิษเกิดจากร่างกายมีฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไป โดยหนึ่งในสาเหตุสำคัญมาจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งนอกจากกระตุ้นต่อมไทรอยด์แล้ว ยังอาจส่งผลต่อเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อรอบดวงตา จนเกิด Thyroid Eye Disease (TED) โดยผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษจากภูมิคุ้มกัน 100 คน อาจพบอาการทางตาประมาณ 30–40 คน ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง แต่บางรายอาจมีตาโปน ตาแดง ตาแห้ง หลับตาไม่สนิท หรือเห็นภาพซ้อน และมี น้อยกว่าร้อยละ 1 ที่อาจเกิดภาวะเส้นประสาทตาถูกกดทับจนกระทบต่อการมองเห็น

รศ.นพ.ธาดา กล่าวต่อว่า TED ไม่ใช่เพียงปัญหาด้านรูปลักษณ์ แต่สามารถส่งผลต่อการมองเห็น การใช้ชีวิต และความมั่นใจของผู้ป่วย โดยเฉพาะเมื่อเกิดภาพซ้อนหรืออาการรุนแรง การวินิจฉัยควรประเมินทั้งการทำงานของไทรอยด์และความผิดปกติของดวงตา หากพบอาการตาโปน ตาแดง ตาแห้ง หลับตาไม่สนิท เห็นภาพซ้อน หรือการมองเห็นเปลี่ยนแปลง ควรพบแพทย์โดยเร็วและอาจต้องส่งต่อจักษุแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม เพราะการตรวจพบและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น มีส่วนสำคัญในการลดภาวะแทรกซ้อน รักษาการมองเห็น และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ผศ.พ.อ.หญิง รวีวรรณ ขุนถนอม

ผศ.พ.อ.หญิง รวีวรรณ ขุนถนอม ประธานชมรมศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างแห่งประเทศไทย จักษุแพทย์ รพ.พระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า ผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษอาจสังเกตความผิดปกติทางดวงตาได้จากอาการ ตาโปน เปลือกตารั้ง ตาแดง เคืองตา และน้ำตาไหล โดยเฉพาะเมื่อเห็นตาขาวมากกว่าปกติ หรือรู้สึกว่าดวงตาเปลี่ยนไปจากเดิม อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะไทรอยด์ที่มีอาการทางตา และบางรายอาจมีอาการทางตาก่อนที่จะพบความผิดปกติของไทรอยด์ จึงควรเข้ารับการตรวจจากจักษุแพทย์เมื่อเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ

ผศ.พ.อ.หญิง รวีวรรณ กล่าวต่อว่า หากเกิดการอักเสบมากขึ้น อาจทำให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อภายในเบ้าตาขยายตัว ส่งผลให้ตาโปน การเคลื่อนไหวของดวงตาผิดปกติ และเกิด อาการเห็นภาพซ้อน ในรายที่รุนแรง เนื้อเยื่อที่ขยายตัวอาจกดเบียดเส้นประสาทตาและกระทบต่อการมองเห็นได้ ดังนั้น การวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญ เพื่อลดการอักเสบและป้องกันภาวะแทรกซ้อน

“แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะของโรค โดยอาจเริ่มจากการดูแลพื้นผิวดวงตาด้วย น้ำตาเทียม ในผู้ที่มีตาแห้งหรือหลับตาไม่สนิท หากมีการอักเสบมาก แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาลดการอักเสบ รวมถึงยากลุ่มใหม่ตามความเหมาะสม ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เช่น ตาโปนมาก เห็นภาพซ้อน หรือมีการกดเบียดเส้นประสาทตา อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด โดยต้องประเมินเป็นรายบุคคล” ผศ.พ.อ.หญิง รวีวรรณ กล่าว

ผศ.พญ.พิมพ์ขวัญ จารุอำพรพรรณ

ผศ.พญ.พิมพ์ขวัญ จารุอำพรพรรณ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านศัลยกรรมจักษุตกแต่งและเสริมสร้าง รพ.ศิริราช กล่าวถึงมุมการใช้ยาว่า การรักษาโรคไทรอยด์ขึ้นตาด้วย ยากลุ่มมุ่งเป้า หรือแอนติบอดี เป็นแนวทางที่มีงานวิจัยรองรับและพัฒนาจากความเข้าใจกลไกการเกิดโรค โดยยาจะออกฤทธิ์มุ่งเป้าไปยังโปรตีนบนผิวเซลล์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเกิดโรคไทรอยด์ขึ้นตา เมื่อยาเข้าไปยับยั้งการทำงานของเป้าหมายดังกล่าว จะช่วยลดกระบวนการอักเสบและการบวมของเนื้อเยื่อหรือกล้ามเนื้อรอบดวงตา ส่งผลให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น ขณะที่ สเตียรอยด์ ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ใช้ลดการอักเสบ แต่การรักษาทั้งสองรูปแบบไม่ได้ให้ผล 100% ผู้ป่วยแต่ละรายจึงอาจตอบสนองแตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ผศ.พญ.พิมพ์ขวัญ กล่าวว่า การใช้ยากลุ่มมุ่งเป้าก็มีผลข้างเคียงที่ต้องพิจารณา โดยข้อมูลจากการศึกษาพบว่าอาจมีความผิดปกติด้านการได้ยินในบางราย รวมถึงผลข้างเคียงอื่น ๆ ขณะที่การใช้สเตียรอยด์ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยทุกคนอาการดีขึ้น ดังนั้น แพทย์จึงต้องประเมินเป็นรายบุคคล ทั้งระยะและความรุนแรงของโรค ลักษณะอาการทางตา ความเหมาะสมของการรักษา รวมถึงความเสี่ยงและประโยชน์ของแต่ละทางเลือก เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้ป่วย

ศศิโสม อิ่มเอิบสิน

ศศิโสม อิ่มเอิบสิน ผู้ป่วยอาการทางตาจากไทรอยด์ เล่าว่า ช่วงปลายปี 2567 เริ่มสังเกตว่าดวงตาเปลี่ยนไป ทั้งมีลักษณะตาโหลและเปิดกว้างขึ้น โดยเฉพาะข้างขวาที่เริ่มดูปูดและไม่สมมาตร จึงกังวลเรื่องภาพลักษณ์และคิดว่าอาจเกิดจากการแพ้อาหาร ก่อนจะทราบว่าอาการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับไทรอยด์ เมื่อแพทย์อธิบายว่าโรคสามารถพัฒนาและส่งผลต่อการมองเห็นได้ จึงรู้สึกช็อกและเริ่มตระหนักว่าอาการไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านความสวยงามเท่านั้น จากที่เคยคิดเพียงว่าอยากให้ดวงตากลับมาเป็นเหมือนเดิม กลับต้องเผชิญกับความจริงว่าโรคอาจมีความรุนแรงมากกว่าที่คาดไว้ ทำให้ต้องเริ่มทำความเข้าใจโรคและติดตามอาการอย่างจริงจัง

“จากเดิมที่กังวลเพียงเรื่องรูปลักษณ์ ความกลัวกลับเปลี่ยนเป็นการสูญเสียการมองเห็น เพราะเป็นสิ่งสำคัญต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งการอ่านหนังสือ ดูหนัง และทำกิจกรรมต่าง ๆ จึงเริ่มศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรคและค้นหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำ พร้อมทบทวนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหาร โดยพยายามดูแลสุขภาพให้สมดุลและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสม ควบคู่กับการเข้ารับการดูแลจากแพทย์ เพื่อรับมือกับโรคและรักษาการมองเห็นให้ดีที่สุด รวมถึงพยายามสร้างกำลังใจให้ตัวเองและมองหาความหวังในการรักษา แทนที่จะปล่อยให้ความกลัวเข้ามากระทบต่อการใช้ชีวิต” ศศิโสม เล่า

เพิ่มเพื่อน