
อยุธยาเป็นจังหวัดที่ไปเที่ยวได้ไม่เบื่อ ไม่ว่าจะเป็นแบบวันเดย์ทริป หรือใช้เวลาสองสามวันค่อย ๆ เลาะเล็มเที่ยวไปทีละจุดๆก็ทำได้ตามใจชอบ เพราะเส้นทางส่วนใหญ่ขับรถเที่ยวได้ง่าย แต่ละช่วงถนนมักมีอะไรให้แวะอยู่เสมอ ตั้งแต่วัดเก่าและโบราณสถาน ร้านอาหารเจ้าดัง ตลาด ไปจนถึงร้านเล็ก ๆ ที่แทรกตัวอยู่ตามชุมชน เมื่อขับไปตามเส้นทาง ทำให้การเที่ยวอยุธยาแต่ละครั้งมีให้ความรู้สึกที่ต่างกันออกไป และเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนยังกลับมาเที่ยวเมืองนี้ซ้ำได้เรื่อย ๆ
การไปเที่ยวอยุธยา ยังสอดคล้องกับกระแสความเป็นไทยที่มาแรง ไม่ว่าจะน้องเนเน่ ลิซา หรือทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยที่จะไปโอลิมปิก ล้วนทำให้เลือดความเป็นไทยซู่ซ่า ปลื้มปริ่ม ภูมิอกภูมิใจ และแบบทางการ ชุดไทย ที่เราคนไทยยังต้องยอมรับว่า ถ้าหุ่นดีๆ ใส่แล้วจะสวยมาก ยังเตรียมเสนอให้เป็นมรดกโลกอีกด้วย

ไม่นับก่อนหน้านี้ ที่ไม่ว่าจะเป็นโขน ประเพณีสงกรานต์ หรือ วัดพระศรีมหาธาตุ ที่เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก ล้วนแต่สร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทยทั้งนั้น
รอยพระพุทธบาทซ้อนกัน 4 รอย
แต่ในการมาอยุธยาครั้งนี้ ใครที่อยากรู้จัก”โขน”มากขึ้น ต้องแวะมา อาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน ที่ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นตัวเล่าเรื่องเบื้องหลังการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านวิดีโอสั้น ๆได้อย่างดี

วีดีโอสั้นๆเล่าเรื่องที่มาที่ไปของโขน ที่พระพันปีหลวง ฯทรงสนับสนุนฟื้นฟู ใช้เวลาไม่นาน แต่สามารถทำให้เข้าใจโขนได้อย่างลึกซึ้ง ในห้องจัดแสดง ยังแบ่งเป็นส่วนต่างๆที่เป็นองค์ประกอบของการแสดงโขน ไม่ว่าจะเป็นส่วนจัดแสดงหัวโขน ห้องจัดแสดงเครื่องพัสตราภรณ์หรือเครื่องแต่งกายโขน และฉากจริงที่ใช้ประกอบการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่จัดแสดงไว้ให้ชม สำเภาหลวงลงกา ตอนพิเภกสวามิภักดิ์ เรือสำเภาขนาดใหญ่ที่โดดเด่นกลาง

ห้องถัดมาเป็นนางผีเสื้อสมุทร จากตอนสืบมรรคา ด้านหลังยังมีกุมภกรรณเนรมิตรกาย ตอนกุมภกรรณทดน้ำ และ ทศกัณฐ์แปลงกายเป็นปูยักษ์ ตอนสัตยพาลี รวมถึงหนุมานอมพลับพลา ตอนศึกมัยราพณ์ หนุมานแปลงกาย ตอนสะกดทัพ หนุมานเนรมิตกาย ตอนสืบมรรคา และฉากท้องพระโรงกรุงลงกา ให้ชมกันอย่างใกล้ชิด ซึ่งแต่ละฉากอลังการ มีการใช้เทคนิคให้ขยับได้และเป็นงานฝีมือที่ปราณีตมากๆ

นอกจากชมฉากและเรียนรู้เรื่องราวแล้ว ช่วงนี้ยังมีการแสดงโขนในชุดสะกดทัพ ตอนหนุมานรบมัจฉานุ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ให้ชมเวลา 13.30 น. ตั้งแต่วันนี้–26 ธ.ค. 69 ทุกวันพุธ–อาทิตย์ วันที่เราไปมีคนมารอชมกันตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้ใหญ่ บรรยากาศตรงหน้าจึงทำให้เห็นว่า เสน่ห์ของโขนไม่ได้อยู่แค่ความวิจิตรบนเวที แต่ยังอยู่ในเรื่องราวและงานฝีมือเบื้องหลัง ที่ทำให้ศิลปะการแสดงแขนงนี้ยังคงมีชีวิตและได้รับความสนใจจากคนทุกวัย
ไปต่อกันที่ปราสาทนครหลวง อีกหนึ่งโบราณสถานที่น่าแวะของอยุธยา ที่นี่ก่อด้วยอิฐทั้งหลังและตั้งอยู่บนเนินสูง พอเดินเข้ามาจะเห็นระเบียงล้อมรอบเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนลดหลั่นกันถึง 3 ชั้น มีประตูทางเข้าหลายจุด และมีปรางค์ตั้งอยู่ตามมุมทั้งสี่ รวมถึงตรงกลางด้วย ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ ๆ ก็ยิ่งเห็นรายละเอียดของตัวปราสาทและงานก่ออิฐที่น่าสนใจ

หากเดินสำรวจรอบๆ จะพบร่องรอยของพระปรางค์ที่มีอยู่ทั้งหมด 30 องค์ ปัจจุบันเหลือเพียงบางส่วน รูปทรงดูคล้ายปรางค์ขอม แต่สร้างด้วยอิฐแทนศิลาแลง และมีการย่อมุมไม้ยี่สิบ ทำให้ตัวปรางค์มีเหลี่ยมมุมที่ดูละเอียดและโดดเด่น ส่วนตามแนวระเบียงคด ลองสังเกตช่องเล็ก ๆ ที่เรียงกันเหมือนลูกกรง นั่นคือลูกมะหวด ซึ่งเป็นช่องตัน ไม่มีแสงหรืออากาศลอดผ่าน เป็นอีกหนึ่งรายละเอียดที่สะท้อนอิทธิพลศิลปะแบบขอม

เดินขึ้นไปถึงชั้นบนสุดก็จะเจอกับพระพุทธบาทสี่รอย ประดิษฐานอยู่ในมณฑป เป็นรอยพระพุทธบาทซ้อนกัน 4 รอย ลึกลงไปในเนื้อหิน รอยที่ใหญ่ที่สุดกว้างประมาณ 2.50 เมตร ยาว 5.50 เมตร ด้านหน้ายังมีพระพิฆเนศ ปางชนะมาร ประทับบนบัลลังก์กะโหลก อายุกว่า 300 ปี ที่มีผระชาชนมาต่อแถวรอสักการะด้วยความศรัทธาจำนวนมากทีเดียว เดินลงมาส่วนด้านหน้ามีตำหนักนครหลวง หรือศาลพระจันทร์ลอย ที่ภายในมีแผ่นหินแกรนิตทรงกลมขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางราว 2 เมตร มีภาพสลักเจดีย์ พระพุทธรูป และรูปปลาคล้ายราศีมีน ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่าอาจเป็นธรรมจักรที่สร้างไม่เสร็จ แต่ก็งดงามอย่างมาก

ช่วงเย็นเราเลือกไปล่องเรือชมวิวโบราณสถานและวัดริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยใช้บริการของบริษัท อยุธยา โบ๊ท แอนด์ ทราเวล จำกัด ที่ได้รับรางวัล STGs STAR : Sustainable Tourism Acceleration Rating จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เรือที่นั่งเป็นเรือไม้สักที่นำมาดัดแปลงสำหรับให้บริการนักท่องเที่ยว พอเรือออกจากท่า ลมจากแม่น้ำก็พัดเย็น ๆ ทำให้ได้เปลี่ยนบรรยากาศจากการเดินเที่ยวมาเป็นการนั่งชมวิวแบบสบาย ๆ

ระหว่างทางจะผ่านสถานที่สำคัญหลายแห่ง ทั้งป้อมเพชร วัดพนัญเชิง วัดพุทไธศวรรย์ โบสถ์เซนต์โจเซฟ และเจดีย์พระศรีสุริโยทัย นอกจากโบราณสถานแล้ว ยังได้เห็นบ้านเรือนของชาวบ้านที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ทั้งบ้านไม้ บ้านเรือนแบบดั้งเดิม ไปจนถึงบ้านสมัยใหม่ ร้านอาหาร โรงแรมที่อยู่ปะปนกันไป บางช่วงเห็นคนกำลังใช้ชีวิตอยู่ริมแม่น้ำ ทำให้การนั่งเรือครั้งนี้ไม่ได้มีแค่การชมวัด แต่ยังได้เห็นบรรยากาศและวิถีชีวิตของคนอยุธยาไปด้วย

พอเรือมาถึงวัดไชยวัฒนารามก็เป็นช่วงที่พระอาทิตย์กำลังจะตกพอดี แสงจากพระอาทิตย์ที่เปล่งประกายอยู่ด้านหลังตัววัด ทำให้เห็นองค์ปรางค์และแนวกำแพงเป็นภาพตัดกับท้องฟ้า เป็นอีกมุมของวัดไชยวัฒนารามที่ต่างจากตอนมาเดินเที่ยวบนบก ซึ่งให้ความรู้สึกสงบและสวยงาม
อีกหนึ่งจุดที่แวะมาเดินเล่นได้ คือตลาดหัวรอ พื้นที่ที่มีเรื่องราวมาตั้งแต่อดีต เดิมเรียกว่าทำนบรอ (อ่านว่า ทำ-นบ-รอ) เป็นทำนบกั้นน้ำที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเมือง ตรงจุดที่แม่น้ำลพบุรีกับแม่น้ำป่าสักไหลมาบรรจบกัน เนื่องจากกระแสน้ำในอดีตมักไหลไปทางตะวันออกมากกว่าทางเหนือ จึงต้องสร้างทำนบขึ้นเพื่อช่วยชะลอน้ำและแบ่งทางน้ำให้ไหลไปได้ทั้งสองทิศ

เมื่อเป็นจุดบรรจบของแม่น้ำสองสายและเป็นเส้นทางเดินทางต่อไปยังเมืองสำคัญอย่างสิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี และสระบุรี บริเวณนี้จึงกลายเป็นชุมทางการค้าที่สำคัญ เคยมีเรือนแพของพ่อค้าแม่ค้าจอดเรียงราย โดยเฉพาะชาวจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานและค้าขาย จนเกิดเป็นตลาดน้ำหัวรอ ที่คึกคักในอดีต แต่เมื่อมาเยือนในวันนี้ บรรยากาศอาจเงียบลงไปมาก บางช่วงแทบไม่มีผู้คนพลุกพล่านเหมือนวันวาน แต่ยังพอเห็นร้านค้าและวิถีชีวิตของชุมชนจากร้านเสื้อผ้า ผ้าเมตร ของใช้ในบ้าน ร้านอาหาร ไปจนถึงร้านขายผัก ผลไม้ และอาหารสด
เดินออกจากตลาดหัวรอ ข้ามสะพานมาอีกฝั่ง บรรยากาศก็เปลี่ยนไปทันที จากย่านตลาดเก่าที่เคยคึกคัก กลายเป็นบรรยากาศของผู้คนที่เดินทางมาสักการะ วัดแม่นางปลื้ม วัดเก่าแก่ที่มีอายุถึง 647 ปีแล้ว ภายในวัดมีโบราณสถานและสิ่งน่าสนใจให้เดินชมอยู่หลายจุด เริ่มตั้งแต่ซุ้มประตูวัดแบบโบราณที่ดูขรึมและมีความเข้มขลัง พอเดินผ่านซุ้มประตูเข้ามา ลองมองตรงเข้าไปจะเห็นพระวิหาร และองค์หลวงพ่อขาวประดิษฐานอยู่ด้านในอย่างโดดเด่น

พระพุทธนิมิตรมงคลศรีรัตนไตร หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงพ่อขาว
เดินเข้าไปใกล้ ๆ จะเห็นรายละเอียดของพระวิหารมากขึ้น โดยเฉพาะหน้าบันที่ตกแต่งด้วยเครื่องถ้วยจีนเป็นลายเครือเถา สันนิษฐานว่าพระวิหารได้รับการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 3 ส่วนภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธนิมิตรมงคลศรีรัตนไตร หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงพ่อขาว พระพุทธรูปปางมารวิชัยที่มีพระพักตร์ยิ้มแย้ม ดูสง่างามและสมบูรณ์ไม่น้อย ที่สะดุดตาคือองค์พระเป็นสีขาวเกือบทั้งองค์ มีเพียงพระเกศาที่เป็นสีดำ ตามความเชื่อหลวงพ่อพระพุทธนิมิตรมงคลศรีรัตนไตร หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงพ่อขาวขาวสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1920 พร้อมกับวัดแม่นางปลื้ม จากวิหารเดินไปยังพระอุโบสถ จะเห็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีหน้าบันตกแต่งด้วยเครื่องถ้วยเช่นเดียวกับพระวิหาร ภายในประดิษฐานพระพุทธมหาปิติเทวะนฤมิตปฏิมากรณ์ หรือหลวงพ่อปลื้มพระประธานของโบสถ์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ลงรักปิดทอง และสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น หรืออาจเก่าแก่กว่านั้น

เดินออกมาด้านหลังวิหารก็จะเจอกับเจดีย์ประธานทรงลังกาขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนฐานทักษิณสี่เหลี่ยม รอบฐานมีสิงห์ปูนปั้นอยู่ถึง 36 ตัว ซึ่งเป็นหนึ่งในสองเจดีย์ฐานสิงห์ที่พบในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เดินดูไปทีละจุดก็จะพบว่า วัดแม่นางปลื้มเป็นอีกสถานที่ที่ทำให้เราได้ค่อย ๆ ซึมซับเรื่องราวของอยุธยา
บางครั้งเสน่ห์ของอยุธยาไม่ได้อยู่ที่การเที่ยวให้ครบทุกจุด แต่อยู่ที่การค่อย ๆ เดินทาง แวะดูสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และปล่อยให้เรื่องราวของแต่ละสถานที่พาเราไปรู้จักเมืองเก่าแห่งนี้มากขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
9 วัดเมืองกรุงเก่าต้องไป ต่อยอด’ลิซ่า’
อยุธยาสุดคึกคักด้วยบรรยากาศนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติมาชื่นชมโบราณสถานที่มากมายด้วยเรื่องราวและบันทึกประวัติศาสตร์แห่งอโยธยา ความเป็นเมืองเก่ามีเรื่องเล่าขานมานานยังเป็นมนต์เสน่ห์ของเมืองอยุธยา ยิ่งตอนนี้ท่องเที่ยวอยุธยามีสีสันมากขึ้น
ปลุกสีสันท่องเที่ยวมิติศาสนา หลัง'ลิซ่า'ไหว้พระ 3 วัดดังอยุธยา
7 มิ.ย.2566 - นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า ตามที่นางสาวลลิษา มโนบาล หรือ“ลิซ่า” ศิลปินน้องร้องชื่อดังระดับโลก แห่งวง BLACKPINK เดินทางไปท่องเที่ยว จ.พระนครศรีอยุธยา โดยโพสต์ภาพสวมชุดไทยไหว้พระ กราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดหน้าพระเมรุ

