
บางครั้งการเดินทางก็ไม่จำเป็นต้องไปให้ไกลหรือมองหาสถานที่ที่โด่งดัง แค่ลองออกนอกเส้นทางท่องเที่ยวที่คุ้นเคย ก็อาจได้พบกับเรื่องราวใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน เช่นเดียวกับการเดินทางมาที่ “บ่อพันขัน” ต.เด่นราษฎร์ อ.หนองฮี จ.ร้อยเอ็ด ชุมชนเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณวัดเกาะบ่อพันขันรัตนโสภณ ที่ก่อนหน้านี้ชื่อของที่นี่แทบไม่เคยอยู่ในลิสต์การเดินทางของเราเลย แต่เมื่อได้เข้ามาสัมผัสจริง ๆ กลับพบว่าบ่อพันขันมีเรื่องราวมากกว่าที่คิด ทั้งตำนานปู่ผ่าน ลานหินเก่าแก่ ร่องรอยภูมิปัญญาการต้มเกลือสินเธาว์ และวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ยังผูกพันกับผืนดินและทรัพยากรรอบตัว สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกจัดวางไว้เป็นเพียงของให้ชม แต่ยังคงอยู่ในชีวิตประจำวันและถูกส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง
การเดินทางครั้งนี้ยังทำให้เห็นอีกด้านของการท่องเที่ยวชุมชน เมื่อ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) เข้ามาทำงานร่วมกับจังหวัดร้อยเอ็ด ชุมชนท่องเที่ยวบ่อพันขัน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่าง ๆ นำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยต่อยอดสิ่งที่ชุมชนมีอยู่เดิม ทั้งเรื่องการปลูกปทุมมา การพัฒนาผ้าไหม และการรวบรวมเรื่องราวของพื้นที่ผ่านแพลตฟอร์ม “นวนุรักษ์” เพื่อให้ทั้งธรรมชาติและภูมิปัญญาของคนในพื้นที่ถูกเก็บไว้และนำกลับมาเล่าได้อีกครั้ง

เดินทางมาถึงวัดเกาะบ่อพันขันรัตนโสภณแล้ว ก็ไม่รอช้า หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาลองเปิดใช้งานแพลตฟอร์มนวนุรักษ์ เพื่อออกสำรวจชุมชนบ่อพันขันด้วยตัวเอง ภายในแพลตฟอร์มมีการมาร์กจุดไฮไลต์ไว้ 7 แห่ง พร้อมเรื่องราวสั้น ๆ ของแต่ละจุดให้เราได้ทำความเข้าใจก่อนออกเดินทาง จะเลือกเดินชมแบบสบาย ปั่นจักรยาน หรือใช้บริการรถซาเล้งของชาวบ้านก็ได้ เรียกได้ว่าเป็นอีกวิธีที่ทำให้การเที่ยวชุมชนสนุกขึ้น เพราะนอกจากจะได้เห็นสถานที่จริงแล้ว ยังได้รู้ที่มาที่ไปของแต่ละจุดไปพร้อมกัน
จุดแรกเป็นจุดสำหรับรับบริการจักรยาน เดินต่อไปยังจุดที่ 2 ซึ่งเป็นมุมถ่ายภาพกับป้ายด้านหน้าวัด เก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกกันสักหน่อย แล้วจึงเดินขึ้นบันไดไปยังจุดที่ 3 บริเวณพระอุโบสถ ด้านบนประดิษฐานพระพุทธสหัสขันธมหามุนีนาถพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่มองเห็นได้ตั้งแต่เดินขึ้นบันไดมา ถึงตรงนี้ไม่พลาดที่จะเข้าไปสักการะพระประธานภายในพระอุโบสถ ก่อนออกมาชมความสวยงามของดอกไม้ในจุดที่ 4 ลานปทุมมา บริเวณด้านหน้าพระอุโบสถ ที่ตอนนี้เต็มไปด้วยสีสันของดอกปทุมมาสดใส ทำให้บรรยากาศรอบวัดดูมีชีวิตชีวาขึ้นทันที ที่นี่มีปทุมมารวม 6 พันธุ์ ทั้งพันธุ์จากผลงานวิจัยของ สวทช. ได้แก่ สตาร์บิวตี้ (Star Beauty) สตาร์ยูนิเวิร์ส (Star Universe) และสตาร์เพิร์ล (Star Pearl) รวมถึงพันธุ์การค้าอีก 3 พันธุ์ เป็นอีกมุมที่นอกจากจะได้ชมดอกไม้สวย ๆ แล้ว ยังได้เห็นว่าพื้นที่ท่องเที่ยวชุมชนกำลังนำองค์ความรู้ใหม่ ๆ มาต่อยอด

เดินออกจากบริเวณพระอุโบสถแล้วเดินต่อไปอีกหน่อย บรรยากาศรอบตัวเริ่มเงียบสงบขึ้น ก่อนจะมาถึงจุดที่ 5 พิพิธภัณฑ์บ่อพันขัน พิพิธภัณฑ์ขนาดกะทัดรัดที่มองจากด้านนอกอาจไม่ได้สะดุดตา แต่พอเปิดประตูเข้าไปกลับรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลา เพราะภายในจัดแสดงข้าวของและหลักฐานที่พบในพื้นที่บ่อพันขัน ทั้งฟอสซิลหอย ไม้กลายเป็นหิน เครื่องปั้นดินเผา บงเกลือ และสิ่งของอื่น ๆ ที่ช่วยบอกเล่าเรื่องราวของผืนดินแห่งนี้ เดินดูของจัดแสดงไปทีละชิ้น ก็เริ่มเห็นภาพว่าพื้นที่ที่เราเพิ่งเดินผ่านมามีเรื่องราวยาวนานกว่าที่คิด นอกจากวัตถุโบราณแล้ว ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับตำนานบ่อพันขัน ประวัติความเป็นมาของวัด รวมถึงแผนที่ที่ช่วยให้เราเห็นภาพพื้นที่โดยรอบได้ชัดขึ้น

ออกจากพิพิธภัณฑ์ เดินอ้อมไปด้านหลังอีกนิดก็ถึงจุดที่ 6 ตำราดูเนื้อคู่และนาคคู่ ซึ่งอยู่ภายในศาลาพระสังกัจจายน์ ที่นี่มีจิตรกรรมฝาผนังจำลอง ตำราสมพงศ์นาคคู่ วิชาดูดวงเนื้อคู่เก่าแก่ที่นิยมบันทึกไว้ในตำราพรหมชาติ แน่นอนว่ามาถึงแล้วจะให้เดินผ่านไปเฉย ๆ ก็คงไม่ได้ เลยลองนับปีนักษัตรของตัวเองตามตำราเพื่อดูว่าคู่ของเราจะเป็นอย่างไร เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ทั้งสนุกและได้รู้จักภูมิปัญญาเก่าแก่ไปพร้อมกัน

มาถึงจุดที่ 7 จุดสุดท้ายของเส้นทาง นั่นคือเกาะธรรมะ พื้นที่ธรรมะแห่งใหม่ของวัดที่มีสะพานนาคทอดยาวพาดข้ามหนองพันขัน พอได้เดินไปตามสะพานก็เหมือนได้เปลี่ยนบรรยากาศจากเรื่องราวภายในวัดออกมาสู่ความสงบของธรรมชาติ รอบตัวเป็นผืนป่าและต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ริมหนองน้ำ พื้นที่นี้วางไว้สำหรับการเรียนรู้และปฏิบัติธรรมในอนาคต และเป็นอีกมุมที่ทำให้เราได้เห็นความเรียบง่ายของบ่อพันขันในแบบที่ไม่ต้องปรุงแต่ง
แม้จะเดินเที่ยวครบทั้ง 7 จุดแล้ว แต่ถ้ามาถึงบ่อพันขันทั้งที ยังมีอีกสองอย่างที่ไม่อยากให้พลาด เราขึ้นรถซาเล้งของชาวบ้านออกไปต่อ จุดแรกคือศาลเจ้าปู่ผ่าน (ภูวงศ์) สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือมาช้านาน เชื่อว่าเจ้าปู่ผ่านเป็นเทพารักษ์ผู้ปกปักรักษาพื้นที่และอ่างเก็บน้ำบ่อพันขัน พอได้เข้าไปสักการะและฟังเรื่องเล่าจากคนในพื้นที่ ก็สัมผัสได้ถึงความผูกพันระหว่างชุมชนกับสถานที่แห่งนี้ที่สืบต่อกันมาหลายรุ่น



จากนั้นนั่งรถซาเล้งต่อไปดูการสาธิตทำเกลือของชาวบ้านบ่อพันขัน กิจกรรมที่ทำให้เราได้เห็นภูมิปัญญาซึ่งยังหลงเหลืออยู่ในชีวิตประจำวัน เกลือสำหรับคนในปัจจุบันอาจเป็นเพียงเครื่องปรุงที่วางอยู่ในครัว แต่ในอดีตกลับมีความสำคัญมากกว่านั้น เพราะเป็นทรัพยากรที่ใช้แลกเปลี่ยนสินค้าและเชื่อมโยงผู้คนกับเครือข่ายการค้าระหว่างชุมชน บ่อพันขันเองเคยเป็นแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์สำคัญแห่งหนึ่งของที่ราบสูงอีสานตอนกลาง

แม้เวลาจะผ่านมาหลายพันปี ภูมิปัญญาการทำเกลือที่นี่ก็ยังไม่หายไป เพียงแต่ปัจจุบันเหลือชาวบ้านที่ทำอยู่ไม่กี่ครัวเรือน และส่วนใหญ่ทำไว้บริโภคกันเองในพื้นที่ ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นอยู่ที่ขี้ทา หรือดินเอียด ซึ่งเป็นดินเค็มที่ผุดขึ้นมาตามธรรมชาติบริเวณหนองพันขัน ก่อนนำมาขูดหรือกวาด แล้วผ่านกระบวนการกรองเอาน้ำเกลือด้วยรางไม้ จากนั้นจึงนำน้ำเกลือไปต้มเคี่ยวด้วยไฟจนเหลือน้ำระเหยออกไป กลายเป็นเกลือสินเธาว์เม็ดสีขาวที่เราได้เห็นตรงหน้า

ก่อนจบการเดินทางยังมีอีกมุมที่น่าสนใจสำหรับคนชอบธรรมชาติ นั่นคือจุดดูนกบริเวณหนองพันขัน พื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนี้เป็นบ้านของนกหลากหลายชนิด ทั้งเสียงนก เสียงลม และผืนน้ำที่ทอดยาวอยู่ตรงหน้า ทำให้การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้จบลงแค่การเที่ยวครบ 7 จุด แต่เหมือนได้รู้จักบ่อพันขันผ่านทั้งเรื่องราว ความเชื่อ วิถีชีวิต และธรรมชาติ ก่อนขึ้นรถซาเล้งกลับไปพร้อมกับความรู้สึกว่า ชุมชนเล็ก ๆ แห่งนี้มีอะไรให้ค้นหาอีกมากกว่าที่คิด




ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'เทพไท' ซัด รัฐบาลเศรษฐา แก้ยาบ้า ไม่สมราคาคุย
นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตสส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า รัฐบาลเศรษฐา แก้ยาบ้า ไม่สมราคาคุยเมื่อวานนี้ ( 2 มี.ค.)
'รัฐบาล' ยันเกาะติดสถานการณ์ 'ดีเปรสชันโนรู'
รัฐบาลติดตามสถานการณ์-เฝ้าระวังพายุโนรูอย่างใกล้ชิด เตรียมพร้อมรับมือเต็มที่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน.รับทราตลอด รวมทั้งดูแลช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

