
ช่วงนี้สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของเรา เรียกได้ว่าเนื้อหอมสุดๆ เพราะการพัฒนาเส้นทางคมนาคมระบบราง รถไฟลาว-จีน ซึ่งเป็นรถไฟความเร็วปานกลาง ไม่ใช่ความเร็วสูงอย่างที่หลายคนเข้าใจนะ มาช่วยเติมสีสันการเดินทางท่องเที่ยวข้ามแขวงเวียงจันทน์-วังเวียง-หลวงพระบาง สถานที่เที่ยวยอดฮิต เพราะย่นระยะเวลาการเดินทางได้มากเลยทีเดียว แถมยังได้นั่งชมวิวสภาพบ้านเมือง สลับกับภูเขาไปเพลินๆ ไม่ต้องลำบากนั่งรถจนก้นชา 8-9 ชั่วโมง อีกแล้ว

และเมื่อเร็วๆนี้ เราก็ได้มีโอกาสเดินทางไปยังเวียงจันทน์ กับกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ ได้ใช้บริการรถไฟลาว-จีน สำหรับใครที่ยังไม่นั่ง หรือเคยไป และกำลังตัดสินใจจะมีแพลนเดินทางโดยรถไฟ ก็อยากจะขอแชร์ประสบการณ์ และคำแนะนำเพื่อเตรียมความพร้อมในการเดินทาง

ข้อมูลเบื้องต้นที่นักท่องเที่ยวควรรู้ วศิน เกียรติปริทัศน์ เลขานุการโท สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ เวียงจันทน์ สปป.ลาว ได้มาให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการเดินทางโดยรถไฟลาว-จีนว่า จุดประสงค์ของการสร้างรถไฟเส้นทางนี้เพื่อใช้ขนส่งทั้งผู้โดยสารและสินค้า ซึ่งรถไฟสำหรับขนส่งผู้โดยสารมี 2 แบบ ได้แก่ ขบวนธรรมดา ความเร็วสูงสุด 120 กม./ชม. และขบวนพิเศษ EMU (Electric Multiple Unit) ความเร็วสูงสุด 160 กม./ชม. แต่ทั่วๆ ไปความเร็วจะอยู่ที่ 150 กม./ชม. แต่ความเร็วอาจปรับลดลงในกรณีสภาพอากาศแปรปรวนหรือตามลักษณะภูมิประเทศ ไม่เอื้ออำนวย เพราะรถไฟความเร็วสูงจะทำความเร็วสูงสุดได้ประมาณ 250 กม./ชม.

สำหรับรถไฟแบบขนส่งผู้โดยสารแบ่งเป็น 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นธุรกิจ ชั้น 1 และชั้น 2 ผู้โดยสารชั้นธุรกิจจะมีห้องพักรับรองสำหรับผ่อนคลายตามอัธยาศัยก่อนเดินทาง และมีที่ว่างระหว่างที่นั่งกว้างกว่าที่นั่งโดยสารชั้นอื่น ๆ ชั้น 1 จะมีที่นั่งโดยสารประมาณ 40 ที่นั่ง แถวละ 4 ที่นั่ง ส่วนชั้น 2 มีประมาณ 60 ที่นั่ง แถวละ 5 ที่นั่ง ผู้เดินทางสามารถเลือกชั้นที่นั่งตามความเหมาะสม ของงบประมาณแต่ละบุคคล ปัจจุบันรถไฟเปิดให้บริการเฉพาะฝั่งสปป. ลาวนะ มี 10 สถานี ได้แก่ เวียงจันทน์-โพนโฮง-วังเวียง-กาสี-หลวงพระบาง-เมืองงา-เมืองไซ-นาหม้อ-นาเตย-บ่อเต็น หากเป็นขบวน EMU จะจอดเฉพาะสถานีเวียงจันทน์-วังเวียง-หลวงพระบาง-เมืองไซ-นาเตย-บ่อเต็น

“ขณะนี้ทางการลาวยังไม่ได้เปิดจำหน่ายบัตรโดยสารแบบออนไลน์ แต่สามารถซื้อบัตรโดยสารได้ที่สถานีรถไฟต้นทางตั้งแต่เวลา 07.00 น. ของทุกวัน หรือที่เคาน์เตอร์จำหน่ายบัตรโดยสารที่เวียงจันทน์ เซ็นเตอร์ โดยซื้อล่วงหน้าได้ไม่เกิน 3 วันก่อนวันเดินทาง โดย 1 คนสามารถซื้อบัตรโดยสารได้เพียง 3 ใบ และต้องชำระค่าบัตรโดยสารด้วยเงินสด พร้อมแสดงหนังสือเดินทางและหลักฐานการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในการซื้อบัตรโดยสารด้วย ซึ่งในแต่ละวันจะมีผู้รอซื้อบัตรโดยสารจำนวนมากตั้งแต่ก่อนเปิดจำหน่าย หากเป็นไปได้แนะนำให้ซื้อผ่านบริษัทนำเที่ยวหรือเอเจนซี่” วศิน แนะนำการจองตั๋ว

ส่วนคณะเดินทางได้บินจากไทยมายังเวียงจันทน์ และจองตั๋วผ่านเอเจนซี่ เป็นชั้น1 first class เวลาเดินทาง 15.05 น. ซึ่งก็เราได้เกร็ดเล็กๆน้อยมาจากเอเจนซี่ด้วยว่า การจำหน่ายตั๋วก็มีทั้งสำหรับการจองล่วงหน้าและจองในวันที่จะเดินทาง ซึ่งในวันธรรมดาหากใครอยากลองไปจองตั๋วเองก็สามารถเดินทางไปซื้อตั๋วล่วงหน้าได้ที่สถานีต้นทางเพราะคนไม่เยอะมาก แต่จะต้องสังเกตแถวดีๆ เพราะจะมีแถวคนที่มาจองตั๋วล่วงหน้าด้วย ให้ชัวร์ก็ถามเจ้าหน้าที่ดีกว่า ส่วนเวลาเปิดจองตั๋วที่สถานีเวียงจันทน์แบ่งเป็นรอบที่ 1 เวลา 6.30-10.00 น. รอบที่ 2 13.30 -16.30 และรอบที่ 3 เวลา 18.30-20.00 น. ทั้งนี้ทั้งนั้นตั๋วก็อาจจะหมดได้ โดยเฉพาะวันศุกร์-อาทิตย์ เพราะคนจะเยอะเป็นพิเศษ ถ้าอยากได้ความสะดวกสบายก็แนะนำให้ซื้อผ่านเอเจนซี่ อีกข้อควรรู้สำหรับการจองตั๋วผ่านเอเจนซี่คือ อาจจะยังไม่สามารถทราบที่นั่งได้ทันที (แต่จะทราบเร็วที่สุดก่อนวันเดินทางแน่นอน)

ชั้นให้บริการรถไฟลาว-จีนมี 3 ชั้น คือ ชั้น1 first class(ที่นั่งซ้ายขวาฝั่งละ 2 ) ชั้น2 second class(ที่นั่งฝั่งซ้าย 2 ฝั่งขวา 3) ส่วนชั้น business class(ช่วงนี้ไม่ได้เปิดให้บริการทุกวัน ส่วนใหญ่จะเป็น ศุกร์-อาทิตย์) สำหรับราคา ณ ปัจจุบัน ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามอัตราการแปลกเปลี่ยนค่าเงินกีบ เราขอบอกเป็นค่าเงินกีบเพื่อเข้าใจง่ายๆ เที่ยวรถไฟ EMU ยอดนิยมเส้นทางจาก เวียงจันทน์-หลวงพระบาง จะมีเวลา 09.20 น. และ 15.05 น. ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงถึงสถานีปลายทาง ชั้น1 ราคา 383,000 กีบ ชั้น2 ราคา 242,000 กีบ และชั้น business ราคา 715,000 กีบ เส้นทางเวียงจันทน์-วังเวียง ออกเวลาเดียวกับเส้นทางหลวงพระบาง แต่จะจอดที่วังเวียงเวลาประมาณ 10.15 น. และ 16.11 น. ราคาชั้น1 ราคา 200,000 กีบ ชั้น2 ราคา 125,000 กีบ และชั้น business ราคา 370,000 กีบ ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนเงินกีบ กับ เงินบาท ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 100กีบต่อ 0.2355 บาท ค่าโดยสารคิดเป็นเงินบาทเท่าไหร่ก็ลองคำนวณดู

เมื่อได้รับตั๋วมาเรียบร้อยแล้ว เราต้องดูแลตั๋วให้ดีเพราะจะต้องใช้ยืนยันทั้งขาเข้าและขาออก ห้ามหายเด็ดขาดเพราะในตั๋วจะไม่ได้ระบุชื่อเราเหมือนตั๋วเครื่องบินนะจ๊ะ ควรเดินทางไปก่อนเวลา 1 ชั่วโมงจะดี ที่สำคัญอย่าลืมนำหนังสือเดินทางและหลักฐานการฉีดวัคซีนโควิด-19 ไปด้วยเพื่อแสดงพร้อมบัตรโดยสารต่อเจ้าหน้าที่ก่อนขึ้นรถไฟ เมื่อถึงสถานีเวียงจันทน์เราก็มีความตื่นเต้นที่จะได้นั่งรถไฟลาว-จีนครั้งแรก สายตากวาดมองตัวสถานีที่มีความอลังการแบบโมเดิร์น ลานจอดรถกว้างขวาง ด้านห้องจำหน่ายตั๋ว เราก็ยังเห็นคนลาวและชาวต่างชาติมายืนรอซื้ออยู่พอสมควร เพื่อไม่ให้พลาดเรากลับมาจัดการตัวเองให้เรียบร้อย ไปเช็คอินยื่นตั๋วให้เจ้าหน้าที่ พร้อมตรวจตรวจสแกนสัมภาระ ก็เข้าไปนั่งรอที่โถงด้านใน ซึ่งมีความโปร่งโล่งสบาย เก้าอี้นั่งรอก็มีเพียงพอรองรับ ด้านบนเพดานมีความเว้าโค้งตามการออกแบบตกแต่งลวดลายฉลุงดงาม มีจุดกดน้ำดื่ม และห้องน้ำให้บริการ

ถึงเวลาที่รอคอย เจ้าหน้าที่ประกาศเรียกเตรียมตัวขึ้นรถไฟ ผู้คนเริ่มทะยอยไปเข้าแถวรอด้านหน้าประตูทางออก เมื่อประตูเปิดก็เช็คตั๋วอีกทีเพื่อเดินไปยังตู้โดยสาร ด้านในห้องโดยสารค่อนข้างกว้าง แล้วเบาะก็ใหญ่นั่งสบาย มีโต๊ะพับสำหรับทำงาน หรือทานอาหาร บนรถไฟจะมีน้ำดื่มแจกให้ด้วยนะ พอรถไฟแล่นออกจากลางความตื่นเต้นทำให้เราไม่หยุดที่จะถ่ายรูป เพราะวิวสองข้างทางทำให้ได้แต่อุทานในใจว่าสวยมากจริงๆ ท้องนาเขียวขจี ฉากหลังคือทิวเขาที่มีความสวยดิบๆ และบ้านเรือนของชาวลาว

นั่งไปได้สักพักก็จะเห็นทางด่วนลาว-จีน โรงไฟฟ้า โรงเรียน แดดอ่อนๆในช่วงบ่าย 3 หากร้อนมากๆก็ดึงม่านบังแดดลงมาได้ รถไฟจะแล่นไปจอดจุดแรกที่สถานีวังเวียง และแล่นไปต่อจนถึงจุดหมายปลายทางที่สถานีหลวงพระบาง เช็คสัมภาระ พร้อมกับตั๋วเพื่อให้เจ้าหน้าที่ยังประตูทางออก

ที่สถานีหลวงพระบางต่างจากที่เวียงจันทน์เพราะให้ความรู้สึกสดชื่น เพราะอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่โอบกอดไปด้วยขุนเขา แต่ได้ยินว่าสถานีนี้ยังไม่แล้วเสร็จเรียบร้อยดีนัก เพราะหากมีกระเป๋าลากใบใหญ่จะยังไม่มีบันไดเลื่อน หรือทางสำหรับกระเป๋าลากให้บริการ อาจจะโดยสารลิฟต์ ซึ่งคนรอต่อแถวเยอะมากๆ ฉะนั้นเราต้องอาศัยพลังกำลังค่อยๆยกกระเป๋าลงบันได ซึ่งก็เหนื่อยได้การอยู่ทีเดียว และเรื่องรถให้บริการ ไม่แน่ใจมากนักแต่จากการสอบถามยังไม่มีรถโดยสารสาธารณะให้บริการ ส่วนใหญ่จะเป็นการนัดหมายรถเช่าหรือญาติให้มารับที่สถานี

จบการเดินทางด้วยรถไฟลาว-จีน ส่วนตัวเราว่าก็ดีเลยทีเดียว เพราะช่วยประหยัดเวลา แถมนั่งชมวิวเพลิน สะอาด ที่นั่งสบาย ส่วนเรื่องระบบการจองตั๋วที่ไม่ติดๆขัดๆไปบ้างในช่วงนี้ แต่เชื่อว่าอีกไม่นานทางรถไฟจะต้องพัฒนาเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากอย่างแน่นอน หวังว่าทุกคนที่กำลังจะไปเปิดรับประสบการณ์ขึ้นรถไฟลาว-จีน จะสนุกกับการเดินทางเหมือนกับคณะของเรานะ







ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘อมตะ’ปรับพอร์ตดึงลงทุน สู่เกษตรอัจฉริยะปักฐาน’อมตะซิตี้ นาหม้อ’
‘อมตะ’ ปรับพอร์ตดึงลงทุน สู่เกษตรอัจฉริยะปักฐาน ‘อมตะซิตี้ นาหม้อ’ พัฒนาสู่ฮับอาหารแปรรูปแห่งใหม่ชูจุดแข็งด้าน พลังงานสะอาด และทำเลเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเชื่อมต่อตลาดจีน
รมว.ทส. เยือน สปป.ลาว ติดตาม 'ยุทธศาสตร์ฟ้าใส' หนุนจัดตั้งสถาบันฝึกอบรมดับไฟป่า หวังแก้ปัญหาวิกฤตหมอกควันข้ามแดนอย่างยั่งยืน
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงฯ เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อประชุมหารือทวิภาคีร่วมกับ ดร.ลินคำ ดวงสะหวัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม สปป.ลาว ในประเด็นความร่วมมือด้านการจัดการหมอกควันข้ามแดนและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
ในหลวง พระราชินี ทรงร่วมพิธีรับเสด็จฯ เยือนประเทศลาว ทอดพระเนตรตำหนักผ้าไหมลาวโบราณ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากโรงแรมคราวน์พลาซ่า เวียงจันทน์ ซึ่งเป็นเป็นโรงแรมที่ประทับ ไปยังหอคำ (ทำเนียบประธานประเทศ) เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง
ในหลวง พระราชินี เสด็จฯถึง สปป.ลาว แล้ว ทรงขับเครื่องบินพระที่นั่งด้วยพระองค์เอง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นทางการ ระหว่าง วันที่ 16-18 มีนาคม 2569 ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของ นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในการนี้ ทรงทำการบินด้วยพระองค์ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินที่ 1 สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินผู้ช่วย
ประกาศสำนักพระราชวัง 'ในหลวง-พระราชินี' เสด็จฯเยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการ 16-18 มี.ค.69
สำนักพระราชวังออกประกาศพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนิน เยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16 ถึงวันที่ 18 มีนาคม พุทธศักราช 2669 ตามคำทูลเชิญของนายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

