กกต.รับคดียุบปชน. สอบปมเซาะองคมนตรี ส้มปลุก21ล้านสู้นํ้าเงิน

“ปชน.” หนาว! “กกต.” รับคำร้อง  “ยุบพรรค” เริ่มกระบวนการตรวจสอบปม “เท้ง”  โพสต์พาดพิงองคมนตรีเข้าข่ายหรือไม่ ลั่นให้ความเป็นธรรมทุกพรรคเท่าเทียม แย้มคดีฮั้วเข้าที่ประชุมต้น มิ.ย. “ภราดร” สวนเจ็บไม่มีระบอบสีน้ำเงิน มีแต่พรรคสีน้ำเงินเติบโตจนได้เป็นรัฐบาลจากพรรคสีส้ม วอนหยุดสร้างวาทกรรม ทำการเมืองสร้างสรรค์ "กมธ.พิทักษ์สถาบันฯ" จี้ “ณัฐพงษ์-ปิยบุตร" แสดงความรับผิดชอบก้าวล่วงองคมนตรี ขู่อาจเข้าข่าย ม.112 "พริษฐ์" ปลุก 21  ล้านเสียงสู้ระบอบสีน้ำเงิน ท้า "อนุทิน" รับผิดชอบหากร่าง รธน.ภูมิใจไทยถูกคว่ำ เล็งยื่นร่าง รธน.ฉบับ ปชน. 1-2 วัน ดักทาง สว.รอบก่อนเคยโหวตผ่าน ถ้าสะดุดต้องมีคำตอบ “พท.” เตรียมยื่นร่างแก้ไข รธน.ต้นเดือนหน้า

ที่โรงแรมทีเค พาเลซ แจ้งวัฒนะ วันที่ 26  พ.ค.2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีมีผู้ยื่นคำร้องต่อ กกต. ขอให้ยุบพรรคประชาชน (ปชน.)  กรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. โพสต์ข้อความและให้สัมภาษณ์ลักษณะพาดพิงองคมนตรีและรัฐบาลเกี่ยวกับการแก้ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งผู้ร้องมองว่าอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายพรรคการเมือง และอาจนำไปสู่การกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการทางธุรการแล้ว  ซึ่งต้องพิจารณาว่าลักษณะการแสดงความคิดเห็นนั้นเข้าองค์ประกอบความผิดตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ 

นายแสวงกล่าวว่า คำร้องยุบพรรคจะมีกระบวนการเริ่มพิจารณาจากนายทะเบียนพรรคการเมืองที่จะเป็นผู้รวบรวมข้อเท็จจริง ส่วนจะต้องใช้ระยะเวลาเท่าใดนั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้  เนื่องจากเรื่องเพิ่งส่งเข้ามา และจำเป็นต้องใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบ

 “ในระบบการตรวจสอบเรื่องยุบพรรคในปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 10 กว่าเรื่อง แต่เมื่อมีเรื่องเข้ามา จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นก่อนว่าพร้อมที่จะรับพิจารณาหรือไม่ หากเห็นว่ามีมูล ก็จะส่งต่อให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีการแต่งตั้งไว้อยู่แล้ว” นายแสวงกล่าว

ถามว่า การดำเนินการของนายณัฐพงษ์ถือว่าเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายหรือไม่ และ กกต.จะนำบรรทัดฐานของศาลรัฐธรรมนูญมาประกอบการพิจารณาเบื้องต้นด้วยหรือไม่ เลขาฯ กกต.กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นรายละเอียดของข้อเท็จจริง ทราบเพียงว่ามีผู้มายื่นคำร้อง ซึ่ง กกต.ปฏิบัติตามขั้นตอนปกติกับทุกพรรคการเมืองเหมือนกัน ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ และเรื่องนี้อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับคดีที่ผ่านมาก็เป็นได้

ถามย้ำว่า การที่หัวหน้าพรรค ปชน.เรียกร้องให้นายกฯ ทบทวนเพื่อยกเลิกอำนาจและบทบาทขององคมนตรี ซึ่งมีความคาบเกี่ยวกับสถาบัน เป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่ เลขาฯ กกต.กล่าวว่า ในส่วนของข้อเท็จจริงนั้นยังไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์ และบางอย่างเป็นประเด็นข้อกฎหมาย จึงขอไม่ตอบในเรื่องนี้

เลขาธิการ กกต.กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาคดีทุจริตเลือกตั้ง (ฮั้ว) สว.ว่า ขณะนี้คณะกรรมการ กกต.กำลังพิจารณาศึกษาข้อมูลที่ทางสำนักงานส่งไปให้ คาดว่าจะสามารถนำเข้าสู่การประชุมได้ภายในต้นเดือนหน้า และเมื่อเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมแล้วก็จะเริ่มนับกรอบเวลา 90 วัน ที่ กกต.ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกฎหมาย

ขณะที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ  และ รมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์กรณีพรรค ปชน.ใช้วาทกรรมระบอบสีน้ำเงิน โดยนายพิพัฒน์ได้ร้อง ฮึ ก่อนถามกลับผู้สื่อข่าวว่า หมายความว่าอย่างไร ผู้สื่อข่าวจึงตอบกลับว่าระบอบสีน้ำเงินเกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายพิพัฒน์ตอบว่า ก็ไม่เป็นไร การเมืองก็เป็นเรื่องปกติ ฝ่ายบริหารทำตามหน้าที่ของเรา ฝ่ายค้านเขาก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ถ้าเขาไม่ทำหน้าที่ของเขา เขาก็ไม่มีอะไรไปบอกประชาชนว่าเขาทำอะไรบ้าง ซึ่งในแต่ละวันหรือแต่ละสัปดาห์ หน้าที่แต่ละกระทรวงต้องทำหน้าที่ของคุณให้ดีที่สุด

ถามว่า มองอย่างไรที่นายณัฐพงษ์ระบุพรรค ภท.เป็นเพียงแค่เอเยนต์ของระบอบสีน้ำเงิน นายพิพัฒน์ถามผู้สื่อข่าวว่า อะไรนะ ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำอีกรอบ ก่อนที่นายพิพัฒน์กล่าวว่า ไม่เข้าใจ ต้องไปถามคนที่ให้สัมภาษณ์เอง

ภราดรโต้ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน

ส่วนนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรค ภท. ให้สัมภาษณ์ประเด็นกล่าวอ้างพรรค ภท.เป็นเอเยนต์ของระบอบสีน้ำเงินว่า การเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมาล้วนเป็นเอเยนต์ทั้งนั้น เป็นเอเยนต์ของพี่น้องประชาชนที่ตัดสินใจเลือกเข้ามา และพรรคก็เป็นเอเยนต์ของพี่น้องประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้ง นำเสนอนโยบายและถูกใจจนได้รับเลือกเข้ามา เป็นเอเยนต์ของพวกเขา เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย (พท.) พรรค ปชน.ก็เป็นเอเยนต์ของคนที่กากบาทเลือกเข้ามาเพื่อทำภารกิจตามที่ได้สัญญากับประชาชน

“ระบอบสีน้ำเงินผมไม่ทราบว่าหมายถึงอะไร แต่พรรค ภท.มีสีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์ และพวกเราก็ถูกเรียกว่าพรรคสีน้ำเงิน ดังนั้นยอมรับว่าเป็นพรรคสีน้ำเงิน ซึ่งเติบโตขึ้นจากการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา และก่อนหน้านั้นพรรคสีน้ำเงินโตขึ้นจากพรรคสีส้ม พรรค ภท.มีเพียง 70 เสียง ไม่สามารถที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ และเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งเกิดขึ้นจากการสนับสนุนของพรรคสีส้ม ทำให้พวกผมได้มีโอกาสเป็นรัฐบาล ทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้บริหารประเทศในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ถึง 4 เดือนตาม MOA โดยใช้ทุกวินาทีขับเคลื่อนนโยบายที่ได้สัญญากับประชาชน ทั้งกับพรรค ปชน.และพี่น้องประชาชน โดยใช้ระยะเวลาสองเดือนกว่าๆ จนกระทั่งสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. จนเกิดการเติบโตขึ้นของพรรคสีน้ำเงิน จนได้รับเสียงสนับสนุน 192 เสียง” นายภราดรกล่าว

แกนนำพรรค ภท.มองการเคลื่อนไหวของพรรค ปชน.ครั้งนี้ว่า เป็นการสร้างวาทกรรม และดิสเครดิตรัฐบาล จึงอยากเชิญชวนให้กลับมาทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ เพราะสถานการณ์ในปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดสร้างวาทกรรม

“ท่านเป็นฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ท้วงติงอย่างมีเหตุมีผล โดยใช้กลไกของสภามาท้วงติง ไม่ใช่จู่ๆ มาสร้างวาทกรรมใหม่ เป็นระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าระบอบสีน้ำเงินคืออะไร ดังนั้นผมขอย้ำอีกครั้งว่าขณะนี้มีแต่พรรคสีน้ำเงิน” แกนนำพรรค ภท.กล่าว

ที่รัฐสภา พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา นำคณะ กมธ.แถลงจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยกับข้อความนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า รวมทั้งนายณัฐพงษ์ ให้ยกเลิกคณะองคมนตรี ภายหลังปรากฏภาพ 9 องคมนตรีประชุมร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย โดย กมธ.เห็นว่าเป็นการขัดกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  และผิดประเพณีการปกครองของประเทศไทย

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. ในฐานะรองประธาน กมธ. กล่าวว่า พฤติกรรมดังกล่าวของพรรค ปชน.และแกนนำเป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ โดยพยายามสร้างความเข้าใจผิดต่อบทบาทขององคมนตรี และมีเจตนาหรือประสงค์ต่อผลที่จะกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ กมธ.จึงเรียกร้องไปยังพรรคการเมือง พรรค ปชน. ได้แสดงความรับผิดชอบ ไม่นำสถาบันมาโจมตีหรือใช้ทางการเมือง ยุยง ปลุกปั่นสร้างความเข้าใจผิด และความแตกแยกระหว่างประชาชนและสถาบันพระมหากษัตริย์

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษกล่าวว่า การนำการทำหน้าที่ขององคมนตรีที่อยู่ในพระบรมราชวินิจฉัย ตามโครงการของพระมหากษัตริย์ การโจมตีกล่าวหา ไม่มีมูลค่าซ้ำซ้อน การบริหารงานของรัฐบาลสิ้นเปลืองงบประมาณหรือไม่ เป็นการตีวัวกระทบคราดหรือไม่ ต้องการสื่อถึงใคร วิญญูชนย่อมเข้าใจได้โดยรู้ดีว่าวาทกรรมนั้นอาจกระทบกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นความพยายามใช้วาทกรรมทำให้สถาบันสั่นคลอนในสายตาประชาชน ต้องการให้บ้านเมืองปั่นป่วนหรือไม่ ทำให้คนไทยแตกแยกต่อไปหรือไม่

 “การกระทำดังกล่าวไม่ใช่การวิจารณ์ตามปกติ  แต่เป็นความพยายามในการลดความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อเสาหลักของบ้านเมือง และการโยงสี โยงคนรอบสถาบัน ปล่อยให้สังคมตีความกันเอง แบบมีนัยซ่อนเร้น ผมมีข้อห่วงใยว่าพฤติการณ์ดังกล่าวของแกนนำพรรค ปชน. อาจจะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดี 44 สส.ที่อยู่ในชั้นศาลฎีกา และศาลไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนหน้านี้  อีกทั้งศาลมีคำสั่งเงื่อนไขข้อห้ามการกระทำซ้ำเอาไว้” รองประธาน กมธ.กล่าว

‘พริษฐ์’ ปลุก 21 ล้านเสียงสู้

อย่างไรก็ตาม นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) อธิบายถึงความหมายของระบอบสีน้ำเงินว่า  หมายถึงกลุ่มการเมืองที่อาศัยช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ซึ่งเปิดช่องให้กระบวนการเลือก สว.เป็นการเลือกกันเอง และไม่ยึดโยงกับประชาชน ทำให้กลุ่มการเมืองสามารถเข้ามาแทรกแซงและควบคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ นำไปสู่การผูกขาดอำนาจครอบคลุมทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรอิสระ

ถามว่า ระบอบสีน้ำเงินจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญยากขึ้นหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า เรื่องนี้มีความท้าทายแน่นอน และตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เรื่องนี้สำเร็จได้ก็คือประชาชนทั้ง 21 ล้านเสียงจากการทำประชามติที่ต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะต้องการหลุดจากกลุ่มการเมืองที่เกิดจากการฮั้วกันทั้งกระดานแบบนี้  และต้องการจะหลุดจากกลไกการตรวจสอบที่อ่อนแอ จึงหวังว่าเสียงของประชาชนจะเป็นแรงส่ง ให้เราสามารถนำพาประเทศหลุดออกจากรัฐธรรมนูญ 60 และการเมืองแบบนี้ได้

ซักว่าเสียงของประชาชน 21 ล้านเสียงจะสามารถสู้กับระบอบสีน้ำเงินในรัฐสภาได้ใช่หรือไม่   ประธานวิปฝ่ายค้านระบุว่า ตนคิดว่าเสียงของประชาชนจะแปลมาเป็น 3 ด้าน คือ 1.ทำให้มีตัวแทนของพรรค ปชน.มาอยู่ในสภา และทำให้ตนมายืนในสภาในฐานะฝ่ายค้านเราจะตอบแทนสิ่งที่ประชาชนให้ด้วยการตรวจสอบกระบวนการดังกล่าว 2.เชื่อว่าเสียงประชามติ 21 ล้านเสียงจะผูกมัดทุกฝ่ายว่าจะต้องเดินหน้าทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และ 3.เสียงประชาชน 21 ล้านเสียงยังมีความหมายต่อการทำประชามติรอบสอง เพราะหากพรรค ภท.จะอาศัยเสียงข้างมากในสภาและวุฒิสภาเพื่อผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 256 ให้เป็นไปตามร่างของพรรค ภท. ซึ่งเราได้วิจารณ์ไปแล้วว่าร่างดังกล่าวสุ่มเสี่ยงที่จะผูกขาดและกินรวบ ทำให้อำนาจในการชี้ขาดเนื้อหาไปตกอยู่กับ สว.

 “หากเป็นแบบนั้นจนรัฐสภาให้ความเห็นชอบ และเข้าสู่กระบวนการทำประชามติ แล้วประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่เห็นด้วย นายอนุทินในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารและหัวหน้าพรรค ภท.จะรับผิดชอบอย่างไร เพราะหากดูตามหลักมาตรฐานสากล เมื่อใดก็ตามที่มีการจัดทำประชามติ แล้วรัฐบาลประกาศชัดเจนว่าอยู่ข้างไหน เมื่อผลประชามติออกมาไม่ตามนั้น เราก็มักจะเห็นนายกฯ แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง” ปธ.วิปฝ่ายค้านระบุ

ถามว่า หากในอนาคตเป็นเช่นนั้น จะมีโอกาสได้เห็นการทำประชามติรอบสอง และการรณรงค์ไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุปเรื่องนั้น  เพราะขณะนี้เราเตรียมการเข้าสู่การแก้ไขในวาระที่  1 เป้าหมายคือทำอย่างไรให้ร่างมีความสอดคล้องกับ 3 หลักการของพรรค ปชน. และผ่านความเห็นชอบในวาระ 1 เพื่อไปหาข้อสรุปร่วมกันในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งตนยืนยันว่าเสียงของประชาชนมีความหมาย

ซักว่า หากดูสถานการณ์ตอนนี้ที่ต้องอาศัยเสียงของ สว. 1 ใน 3 จะทำให้ร่างของพรรค ปชน.ผ่านได้ยาก นายพริษฐ์ย้ำว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค ปชน.จะยื่นภายใน 1-2 วันนี้ โดยวันนี้จะเป็นการลงชื่อของ สส.ในทั้งสองร่างและเนื้อหา 3  หลักการของพรรค ปชน.ก็สอดคล้องกับร่างที่เคยยื่นเมื่อครั้งที่แล้ว ซึ่งในครั้งที่แล้วได้รับเสียงเพียงพอจาก สว. หาก สว.คนใดที่เคยให้ความเห็นชอบในร่างที่แล้ว พอมาวันนี้จะไม่เห็นชอบก็ต้องถามว่าใช้หลักเกณฑ์ใดในการตัดสินใจ

ถามเรื่องคดีฮั้ว สว. นายพริษฐ์กล่าวว่า หลักฐานที่อยู่ในมือ กกต. และอยู่ในสำนวนตามที่คณะไต่สวนชุดที่ 26 ได้ทำมาหนักแน่นเพียงพอที่ กกต.ควรมีมติส่งเรื่องที่ศาล หากท้ายที่สุด กกต.มีมติไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล ที่ก็ค้านสายตาสังคม ก็ทำให้สังคมอดคิดไม่ได้ว่าเหตุผลที่ กกต.ตัดสินใจเช่นนั้น เพราะว่า 4 จาก 7 กกต. มาดำรงตำแหน่งได้เพราะถูกรับรองโดย สว.ที่อยู่ในสำนวนหรือไม่ ซึ่งไม่ต้องการให้ กกต.ถูกครหาเช่นนั้น โดยคาดหวังจะเห็น กกต.มีมติสองเรื่องดังกล่าว

พท.ชงร่างแก้รธน.ต้นมิ.ย.

นายพริษฐ์ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการรวบรวมรายชื่อยื่นต่อประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. กรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ  อดีต รมว.คมนาคม ในคดีซุกหุ้น ว่าฝ่ายค้านมีแผนยื่นคำร้องไปที่ประธานสภาฯ เพื่อส่งเรื่องไปที่ศาล เพื่อตั้งคณะไต่สวนพิจารณา ป.ป.ช.ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งตอนนี้ร่างคำร้องเสร็จแล้ว ได้ส่งให้พรรคร่วมฝ่ายค้านและ สว.ที่ประสงค์จะลงชื่อเมื่อวาน และจะรวบรวมความเห็นจากทุกๆ ฝ่าย ปรับปรุงตัวคำร้องให้เสร็จภายในสัปดาห์นี้ เพื่อเตรียมยื่นให้กับประธานสภาฯ ในสัปดาห์หน้า

ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค พท. พร้อมด้วยนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ, นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม และรองหัวหน้าพรรค พท. ร่วมกันแถลงความคืบหน้าร่างรัฐธรรมนูญของพรรค พท.ที่จะเสนอต่อรัฐสภา

นายชูศักดิ์กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญของพรรค พท.ยังคงยืนยันหลักการห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองของรัฐ ห้ามเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  ตามหลักการทั่วไปของมาตรา 255 นอกจากนั้น เรายังเพิ่มเติมบทบัญญัติว่า ส.ส.ร.ที่ยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียง สส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 หรือประมาณ 100 คน แต่พรรคมี สส. 74 คน จึงมีความจำเป็นต้องขอเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองอื่นให้ร่วมลงชื่อในร่างของพรรคให้ครบตามจำนวน

 “ขณะนี้ได้มอบหมายให้นางมนพรประสานไปยังพรรคการเมืองต่างๆ เรียบร้อยแล้วว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องส่วนรวม เป็นเรื่องของประเทศชาติ พรรค พท.จึงไม่คิดว่าเป็นเรื่องของฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล โดยทราบว่าขณะนี้พรรคการเมืองที่มีเสียงไม่ถึงก็มีการประสานมายังพรรค พท.หรือพรรคการเมืองอื่น เพื่อร่วมสนับสนุนในลักษณะเดียวกัน ซึ่งคาดว่าจะสามารถยื่นต่อประธานรัฐสภาได้ประมาณต้นเดือน มิ.ย.” นายชูศักดิ์กล่าว

ด้านนายจาตุรนต์กล่าวว่า การยกร่างของพรรค พท.จะมีองค์กรต่างๆ ที่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนเข้ามาเป็น ส.ส.ร.ในการยกร่าง ไม่เช่นนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่มาตรา 256 จนถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจจะถูกกำหนดโดยเสียงข้างมากที่เกิดขึ้นใหม่หลังการเลือกตั้ง  เพราะหากเป็นเช่นนั้น จะไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่ต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

 “การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ พรรค  พท.ยินดีที่จะสนับสนุนร่างแก้ไขของพรรคการเมืองอื่น และ สส.ไม่มีข้อจำกัด สามารถลงชื่อสนับสนุนร่างของพรรคการเมืองอื่นได้ โดยไม่เลือกว่าเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เพียงแค่มีเจตนาร่วมกันเพื่อที่จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 สู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ในส่วนของพรรคเพื่อไทยที่ยังขาดเสียงสนับสนุนอยู่ไม่มาก คาดว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองอื่นได้ไม่ยากและโดยเร็ว” นายจาตุรนต์กล่าว

ถามว่า มองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะแล้วเสร็จในรัฐบาลนี้หรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ เพราะมีการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้การแก้ไขไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ หรือเรื่องข้อจำกัดเรื่องเสียง สว.ในการให้ความเห็นชอบ ประเด็นเหล่านี้หากทำความเข้าใจกันจริงๆ แล้วลดเงื่อนไขที่คิดว่าไม่น่าจะใช่สาระสำคัญหรือจำเป็นแบบถึงที่สุด คิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถเดินหน้าไปได้ ซึ่งเรามีความพยายามในการจัดทำรัฐธรรมนูญมานานแล้ว แต่ตนก็ยังหวังว่าจะมีความสำเร็จได้

เมื่อถามว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้รัฐบาลมีเสียงข้างมากจะทำให้สำเร็จได้ใช่หรือไม่  นายชูศักดิ์กล่าวว่า หากดูจำนวนเสียงเช่นนั้นก็สามารถมองได้ แต่ตนไม่อยากให้คิดไปว่าที่สำเร็จได้เพราะเสียงข้างมาก แต่ความสำเร็จนั้นต้องได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ถอยหลังลงไปอีก.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รุมขยี้ซํ้า‘พรรคส้ม’ 89สว.จี้‘เท้ง’ขอโทษ/นักร้องชงยุบปชน.ฟัน‘ปิยบุตร’ผิดม.112

"89 สว." รุมประณาม "เท้ง" เลวร้ายที่สุดกล่าวหา สว.สีน้ำเงิน ยัน รธน.ปี 60 มาจากประชามติ ไม่ได้เป็นมรดกรัฐประหาร