ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา "วัชรพล-สุภา" อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ ปกปิดข้อมูลนาฬิกาหรู "บิ๊กป้อม" ก่อนให้ประกันตัวคนละ 4 เเสน ห้ามออกนอกประเทศ "วีระ" ชี้คดีแรกในประวัติศาสตร์ที่ประชาชนฟ้องชนะองค์กรอิสระ
ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ อท 60/2569 ที่นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), นายวรวิทย์ สุขบุญ, พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ, นายปรีชา เลิศกมลมาศ, พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง, นายณรงค์ รัฐอมฤต, น.ส.สุภา ปิยะจิตติ, นายวิทยา อาคมพิทักษ์, นางสุวณา สุวรรณจูฑะ, พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์, นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา และนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข จำเลยที่ 1-12 ในข้อหามีส่วนปกปิดเอกสารการครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ครั้งเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี
โจทก์ฟ้องความว่า โจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชน เป็นประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการด้านภัยคอร์รัปชัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเลขาธิการ ป.ป.ช. ส่วนจำเลยที่ 3-12 เป็นกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อระหว่างวันที่ 22 ส.ค.2562 ต่อเนื่องถึงวันที่ 23 พ.ค.2567 จำเลยทั้ง 12 เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม ดังนี้
1.จำเลยที่ 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9 เเละ 10 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเพิกเฉยไม่ส่งมอบข้อมูลข่าวสารที่โจทก์ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนกรณี พล.อ.ประวิตรจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดยไม่แสดงว่ามีนาฬิกาข้อมือราคาแพงอยู่เป็นจำนวนมาก และแหวนประดับมีค่าหลายรายการ ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย มีคำวินิจฉัยให้ ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลข่าวสารแก่โจทก์ 3 รายการคือ (1) รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและการรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมด (2) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ทุกคนที่รับผิดชอบ และ (3) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ขอให้ดำเนินการไต่สวน พล.อ.ประวิตรดังกล่าว
2.จำเลยที่ 1, 2, 3, 8, 7, 9, 11 และ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ที่ให้จำเลยเปิดเผยข้อมูลข่าวสารแก่โจทก์ 3 รายการ ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย
3.จำเลยที่ 1, 2, 3, 8, 7, 9, 11 และ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองกลาง ที่มีคำสั่งให้ ป.ป.ช.ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.228/2566 โดยให้เปิดเผยข้อมูลคดียืมนาฬิกาหรูและแหวนเพชรแก่โจทก์ 3 รายการ ได้แก่ (1) รายการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในคดียืมนาฬิกาหรูและแหวนเพชรของ พล.อ.ประวิตร (2) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ และ (3) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้ถูกต้องครบถ้วนภายในวันที่ 11 ส.ค.2566
4.จำเลยที่ 1, 2, 3, 8, 7, 9, 11 และ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนการปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองกลาง เป็นเหตุให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งปรับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 รายละ 5 พันบาท การกระทำของจำเลยทั้ง 12 เป็นการสมคบกัน ร่วมกันปกปิดข้อความจริงที่เกี่ยวกับการตรวจสอบข้อมูลการปกปิดบัญชีทรัพย์สินของพลเอกประวิตรโดยมิชอบ
แม้คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายจะมีคำวินิจฉัย และศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเปิดเผยข้อมูลนั้นแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้ง 12 ก็ยังร่วมกันฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด จนศาลปกครองกลางต้องมีคำบังคับและลงโทษปรับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองฐานไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ
ในที่สุด ป.ป.ช. โดยจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือด่วนที่สุดแจ้งให้โจทก์ไปรับเอกสารตามคำบังคับของศาล แต่จำเลยที่ 1 กับพวกกลับส่งมอบเอกสารไม่ครบตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด และมีการคาดสีดำทับตัวอักษรและปกปิดข้อความหลายส่วน การกระทำของจำเลยทั้ง 12 เป็นความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157ประกอบมาตรา 83 เหตุเกิดที่ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 157
ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 อ้างว่าจำเลยที่ 4 ครบวาระการดำรงตำแหน่งอายุ 70 ปี ไปก่อนเกิดเหตุ ศาลมีคำสั่งอนุญาตชั้นไต่สวนมูลฟ้อง
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิพากษาว่า พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 3, 7, 8 และที่ 11 ที่ลงมติไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด มีมูลว่าเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จึงให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 3, 7, 8 เเละที่ 11 ไว้พิจารณาต่อไป ยกฟ้องจำเลยที่ 1, 2, 5, 6, 9, 10 เเละ 12 ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8-11 ศาลอนุญาต
วันสืบพยาน โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3, 7 ศาลยกคำร้อง ด้วยเหตุคำร้องของขอถอนฟ้องของโจทก์ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ และอาจเกิดความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญ
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ วินิจฉัยว่า "..โจทก์เป็นนักสิทธิมนุยชน ทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการต้านภัยคอร์รัปชัน การที่โจทก์ขอข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช.ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังศาลปกครองสูงสุดก็ได้พิพากษาให้โจทก์มีสิทธิ์ได้รับเอกสารที่เกี่ยวกับการตรวจสอบทรัพย์สินในเรื่องที่กล่าวหาว่ามีการกระทำการโดยทุจริต
โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 7 และเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามมาตรา 28(2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.3559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง...
การกระทำของจำเลยที่ 3, 7 เป็นความผิดตามฟ้อง แต่มีเจตนาเดียวเพื่อมิให้โจทก์ได้รับข้อมูลข่าวสารทั้ง 3 รายการตั้งแต่ต้น จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว..." พิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี
โดยภายหลังมีคำพิพากษา พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ จำเลยที่ 3 และ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ จำเลยที่ 7 ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในวงเงินคนละ 400,000 บาท ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวทั้งคู่ โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล
ทางด้านนายวีระ สมความคิด เปิดเผยว่า ณ นาทีนี้ถือว่าความผิดของ ป.ป.ช.ทั้ง 2 คนได้ถูกตัดสินว่าผิด ถือว่าถึงที่สุดแล้ว หากทางจำเลยจะขออุทธรณ์ก็สามารถดำเนินการได้ตามช่องทาง ทั้งนี้ต้องการให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำหน้าที่ และถือว่าเป็นคดีแรกที่ประชาชนสามารถฟ้องเอาผิดกับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้ โดยเฉพาะองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ในการดูแลในเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน แต่กลับถูกศาลพิพากษาว่าทำความผิดเสียเอง
นายวีระกล่าวว่า จากที่ตนยื่นฟ้องไป 12 คน ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลยกไป 8 คน เหลือสั่งฟ้อง 4 คน ต่อมา 2 ใน 4 คน ได้มาขอให้ถอนฟ้องโดยที่เขาได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เลยถอนฟ้องให้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เขมรยังจมปลัก ‘อนุทิน’เมินคุย บัวแก้วกำราบ
“อนุทิน” เมินเขมรขอแผนที่ฝรั่งเศส ไม่มีผลต่อไทย ทุบถ้า_ใช้ 1 ต่อ 200,000 ไม่ต้องมาคุยกัน
หนูโต้ระบอบน้ำเงินเท้งไม่ขอโทษ
“อนุทิน” ฟิต! ลุยงานทันทีหลังกลับจากฝรั่งเศส ยัน “ภท.” ไม่ใช่เอเยนต์ระบอบสีน้ำเงิน เป็นผู้สร้างจิตสำนึกให้คนไทยรักชาติ
ดันไทยครัวโลกสู้วิกฤต สภาโยนวิปเคลียร์ญัตติ
“นายกฯ” เปิดงาน THAIFEX - ANUGA ASIA 2026 ดันไทยสู่ “ครัวของโลก” ประกาศไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนความมั่นคงอาหารโลก
คึก!เปิดศึกสนามเสาชิงช้า
กทม.อุ่นเครื่อง! พร้อมเต็มร้อยรับสมัครชิงเก้าอี้ “ผู้ว่าฯ กทม.-สก” อัดงบฯ เฉียด 300 ล้านบาท
สรุปเครนถล่ม สีคิ้ว-พระราม2 ‘ITD’งานสุดชุ่ย
คมนาคมสรุปสอบ “ไฮสปีด-มอเตอร์เวย์ M82” ชี้ต้นเหตุจากความล้มเหลวระบบความปลอดภัย
ประณามโจรใต้ ฆ่าแม่-ทารกเจ็บ ตร.รู้มือยิงเร่งล่า
ชาวยะรังรวมพลังต่อต้านความรุนแรง ละหมาดฮายัตขอสันติสุข

