สภาสูงลงมติหนุน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มติเห็นชอบ 135 เสียง ค้าน 11 เสียง “อนุทิน” แบกสังขารป่วยหลอดลมมาแถลง บอกให้เกียรติ สว.ต้องมาด้วยตัวเอง ไม่ผิดคาด สว.พันธุ์ใหม่พาเหรดสับ “นันทนา” ซัดตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ “พรชัย” แจงพิรุธ 9 ข้อ “วุฒิพงศ์” เหน็บเอกสารเงินกู้บรรทัดละหมื่นล้าน “นรเศรษฐ์” ห่วงเซ็นเช็คเปล่า “เอกนิติ” เปรียบบ้านประเทศไทยหลังคารั่วต้องเปลี่ยนหลังคา ไม่ใช่หาถังมารองน้ำไปเรื่อยๆ
เมื่อวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2569 มีการประชุมวุฒิสภาครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดยเมื่อเวลา 08.02 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เดินทางถึงอาคารรัฐสภาเพื่อเตรียมแถลงเรื่องดังกล่าว โดยทันทีที่เดินทางมาถึง พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 และนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว.ได้มารอต้อนรับก่อนขึ้นไปยังห้องรับรอง จากนั้นนายกฯ ได้ลงมาบริเวณโรงอาหาร ทั้งนี้ นายกฯ ได้แวะดูผลิตภัณฑ์แฮนด์เมดและสินค้าชุมชนที่หน้าโรงอาหาร โดยได้เลือกซื้อเนกไทจำนวน 7 เส้น และนายกฯได้บอกว่า Made in Thailand จากนั้นได้มีแม่ค้ามามอบขนมเบื้องให้นายกฯ และชมว่า “นายกฯ ตัวจริงหล่อมาก” พร้อมขอถ่ายรูป
จากนั้นนายกฯ ได้เข้ามารับประทานอาหารเช้า เป็นข้าวราดแกง เมนูผัดลูกชิ้นปลากราย ไข่ดาว และหมูทอด และหลังรับประทานอาหารเสร็จสิ้นนายกฯ ยังได้เดินมาเลือกซื้อส้มโอจากร้านผักออร์แกนิก
นายอนุทินให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมเงินกู้ก้อนที่สองอีก 2 แสนล้านบาท ที่เหลือเวลาไม่นานโครงการต่างๆ จะพิจารณาทันหรือไม่ว่า ต้องทัน เพราะทุกอย่างอยู่ในแผน และอยู่ในไทม์ไลน์ที่กระทรวงการคลังได้วางไว้ ขณะที่รายละเอียดนั้นขอให้ไปสอบถามนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลังที่ได้ทำแผน
และในเวลา 09.00 น. นายอนุทินได้แถลงเหตุผลต่อที่ประชุมว่า เกิดสถานการณ์วิกฤต รัฐบาลพยายามบริหารจัดการแหล่งเงิน แต่มีไม่เพียงพอ ไม่ทันสถานการณ์และเป็นวิกฤต ต้องใช้เงินแก้ปัญหาผลกระทบ 4 แสนล้านบาท ใช้วิธีทำงบประมาณปกติ หรือกู้เงินตามกฎหมายจึงเป็นทางเลือกสุดท้าย ทั้งนี้การกู้เงินดังกล่าวไม่กระทบต่อการบริหารหนี้สาธารณะ ที่กฎหมายวางกรอบไว้ไม่เกิน 70% ขณะที่การใช้เงินกู้ให้คุ้มค่าจำเป็นเร่งด่วน ไม่ซ้ำซ้อน กำหนดให้ต้องผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการและเป็นไปตามบัญชีแนบท้าย
“สัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับความเห็นชอบจากสภาตามขั้นตอนกฎหมาย รัฐบาลจึงเสนอต่อวุฒิสภาให้พิจารณา และหากไม่มีปัญหาใดๆ ขอความกรุณาลงมติให้มีผลบังคับใช้ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พลังงาน สร้างคุณภาพชีวิตของประชาชน” นายกฯ กล่าว
ให้เกียรติวุฒิสภา
ระหว่างที่นายกฯ แถลงต่อวุฒิสภานั้น ได้อ่านเหตุผลและหลักการด้วยเสียงที่แหบแห้งพร้อมกับไอเป็นระยะ ซึ่งนายอนุทินระบุว่า กราบขออภัยจริงๆ พยายามรักษาอาการป่วยของหลอดลม ไปให้หมอดริปยาแล้วก็ดีขึ้น แต่เนื่องจากเห็นว่าเรื่องนี้จำเป็น และเพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ต้องให้เกียรติต่อวุฒิสภา จึงตัดสินใจที่จะมาขอแถลงยืนยัน พ.ร.ก.ด้วยตัวเอง
จากนั้นที่ประชุมเปิดให้สมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น โดยนายศุภโชค ศาลากิจ สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ อภิปรายว่า แผนงานที่หนึ่งเรื่องช่วยเหลือบรรเทาค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนกรอบวงเงิน 2 แสนล้านบาท มีข้อเสนอแนะและข้อสังเกตเพื่อเสนอรัฐบาลดังนี้ 1.รัฐบาลควรต้องลงไปเก็บข้อมูล สำรวจรับฟังความคิดเห็น ความพึงพอใจของประชาชน ว่าเงินที่ได้มาได้ประโยชน์และได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างไร 2.รัฐบาลต้องเก็บข้อมูลจากร้านค้า ผู้ประกอบการ ว่าได้ประโยชน์จากโครงการนี้และมีความคิดเห็นกับโครงการนี้อย่างไร 3.รัฐบาลต้องมีการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจออกมาเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน และ 4.โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาเพียงสี่เดือน รัฐบาลต้องส่งเสริมการประหยัด วินัยการใช้เงิน และวินัยการเงินการคลัง ให้ประชาชนมีวินัยในการใช้เงิน
นายศุภโชคกล่าวว่า ขอบเขตงานแผนสองหรือโครงการที่สอง มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า รัฐบาลต้องเข้มงวดกวดขันกับโครงการที่ขออนุมัติ ว่าต้องมีประโยชน์จริงต่อประชาชนหรือหน่วยงาน และต้องกำหนดราคากลางที่เหมาะสมกับราคาตลาดที่เป็นจริง เพื่อป้องกันส่วนต่างที่อาจจะเกิดขึ้น และเป็นการฉวยโอกาสให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันหรือได้ประโยชน์จากโครงการเงินกู้นี้ ถ้าประชาชนรู้ว่าการกู้มาให้คนโกง ประชาชนต้องเกิดความไม่พอใจอย่างแน่นอน
“รัฐบาลต้องท่องไว้ว่าจะไม่ยอมเสียค่าโง่ให้ใครอีกแล้ว ผมและประชาชนอยากเห็นสิ่งนี้ แต่ในทางกลับกันเงินกู้ 4 แสนล้านบาทก้อนนี้ หากรัฐบาลบริหารได้ดี นอกจากช่วยเหลือประชาชนและประเทศชาติแล้ว ยังเป็นเครื่องมือสร้างศรัทธาที่ทรงพลังให้กับรัฐบาลนี้อย่างยิ่ง” นายศุภโชคกล่าว
ซัดเกาไม่ถูกที่คัน
น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. อภิปรายว่า แม้จะรู้ว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ยังไงก็ผ่านวุฒิสภา แต่ขออภิปรายเพื่อบันทึกไว้ว่าได้เคยเตือนแนวทางการใช้เงินกู้ของรัฐบาลในภาวะที่เศรษฐกิจประเทศไทยโคม่า เปรียบเหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือเกาไม่ถูกที่คัน และอยากให้รัฐบาลตอบคำถาม 3 ข้อ ได้แก่ 1.เทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์มีความเสถียรแล้วหรือไม่ มั่นใจได้อย่างไรว่าอีก 3 ปี 5 ปีข้างหน้าจะไม่ล้าสมัย ตกรุ่น หรือกลายเป็นขยะพิษ 2.ไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์หรือไม่ สุดท้ายใครได้รับเงินทอนและเงินไหลออกนอกประเทศมากน้อยเพียงใด และ 3.ในขณะที่เราอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจสมควรแล้วหรือไม่ ที่รัฐบาลจะนำเงินกู้มาใช้ในการเปลี่ยนพลังงาน เราควรนำเงินไปใช้ในวิธีที่ฉลาดกว่านี้ และประชาชนจำนวนมากได้ประโยชน์มากกว่านี้
“เงินกู้ 2 แสนล้านบาทเป็นประโยชน์กับคนเพียง 2% แต่คนอีก 98% ต้องจ่ายหนี้ หากรัฐบาลอ้างว่าประชาชนเข้าถึงสินเชื่อในโครงการนี้ได้ แต่คงจะเป็นคนชนชั้นกลางเท่านั้น พวกรากหญ้าคงไม่ต้องพูดถึง หากรัฐบาลยังคิดตื้นๆ ด้วยการกู้เงินมาใช้อย่างไม่คุ้มค่า ไม่เกิดประโยชน์แก่ประชาชนส่วนใหญ่เช่นนี้ วิกฤตเศรษฐกิจอาจจะส่งให้ท่านไปเป็นฝ่ายค้านในที่สุด แม้ พ.ร.ก.ฉบับนี้จะผ่านสภา แต่ท่านก็จะได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่บริหารประเทศโดยไม่เห็นหัวประชาชน”
นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. อภิปรายว่า ไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.เนื่องจากมีพฤติกรรมที่ส่อพิรุธ 9 ประการ คือ 1.ประเทศไม่ได้อยู่ในภาวะฉุกเฉินจริง 2.พ.ร.ก.ฉบับนี้จงใจไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างที่ควรจะเป็น 3.ไม่ชัดเจน คำถามพื้นฐานกลับไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าหลังจากใช้เงินแล้ว ไทยจะลดการนำเข้าพลังงานได้กี่เปอร์เซ็นต์ 4.ความไม่โปร่งใส 5.ช่วยไม่ตรงคน โครงการไทยช่วยไทยพลัสที่คนยากจนจริงๆ อาจจะไม่มีเงินแม้แต่โอนเข้าแอปพลิเคชันเป๋าตัง 6.ไม่ตรงปก โดยรัฐบอกว่าจะใช้งบในส่วนนี้ติดตั้งแผงโซลาร์ 5 แสนถึง 1 ล้านหลังคาเรือน อาจต้องใช้เวลา 5 ปี 7.ซุกงบปกติไว้ในเงินกู้พิเศษ 8.ความพินาศทางวินัยการเงินการคลัง หากมีการกู้เต็มจำนวน และ 9.มีทางเลือก ไม่จำเป็นต้องกู้เช่นนี้ หากต้องการเปลี่ยนผ่านพลังงานจริงสามารถทำโรดแมประยะยาว 10 ปี
บรรทัดละหมื่นล้าน
“บ้านเรากำลังถังแตก วงเงินกู้เกือบเต็ม สิ่งแรกที่ควรทำคือลดค่าใช้จ่ายในบ้านและหารายได้เพิ่ม ไม่ใช่รูดบัตรเครดิตใบสุดท้ายที่ใกล้เต็มวงเงินเพื่อมาติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาเช่นนี้“ นายพรชัยกล่าว
ในเวลา 11.00 น. น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว.อภิปรายว่า กู้ทั้งหมด 4 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลมีรายละเอียดเป็นเอกสารเพียงหนึ่งแผ่น ที่เหลือเป็นกฎหมาย 4 แผ่น รวมทั้งหมด 5 แผ่น เงิน 2 แสนล้านบาทหลังมีรายละเอียดประมาณ 5-6 บรรทัด ตกเฉลี่ยบรรทัดละเป็นหมื่นล้านบาท นี่คือปัญหาที่แท้จริงว่ารายละเอียดอยู่ที่ไหน ความมั่นคงทางพลังงานของชาติจะต้องไม่ถูกแลกมาด้วยความล้มละลายทางวินัยการเงินการคลังของประเทศ อย่าให้เราต้องใช้หนี้ชั่วลูกชั่วหลาน
จากนั้นนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. อภิปรายว่า สิ่งที่กังวลใจมากที่สุดคือความไม่ชัดเจนของโครงการ รัฐบาลพูดถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่เมื่อถามลงไปชัดๆ ว่าจะทำโครงการอะไร ที่ไหน ทำเมื่อไหร่ ใช้เงินเท่าไหร่ ลดการปล่อยคาร์บอนได้เท่าไหร่ สร้างงานให้คนไทยได้กี่ตำแหน่ง ไม่มีเป้าหมายเชิงปริมาณที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ การเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องไม่ใช่แค่การซื้ออุปกรณ์และเทคโนโลยีเข้ามาติดตั้ง ต้องเอามายกระดับให้ประเทศมียุทธศาสตร์อุตสาหกรรมใหม่ให้ได้เพราะเงินที่ใช้ไม่ใช่น้อยๆ
นายนรเศรษฐ์กล่าวว่า มีข้อเสนอ 3 ประการ คือ 1.รัฐบาลต้องเปิดเผยรายละเอียดโครงการให้ชัดเจน ก่อนการเบิกจ่ายมีเป้าหมายตัวเลข ผลลัพธ์ และกรอบเวลาที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ 2.เชื่อมการเปลี่ยนผ่านพลังงานเข้ากับยุทธศาสตร์การยกระดับอุตสาหกรรม และ 3.มีเงื่อนไขให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผู้ประกอบการไทย
“การกู้เงินเพื่อเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจะต้องไม่ใช่การกู้เงินและมีโครงการเกิดขึ้น ต้องเลิกคิดแบบผู้รับเหมา ต้องคิดว่าการกู้เงินในวันนี้จะทำให้ลูกหลานในวันหน้ามีศักยภาพมากขึ้น มีหนี้สินที่คุ้มค่ากับสิ่งที่เราสร้างไว้” นายนรเศรษฐ์กล่าว
ด้านนายอลงกต วรกี สว. อภิปรายว่า พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้มีความจำเป็น เพราะตอนนี้มีปัญหาภัยพิบัติหลายพื้นที่ การตรา พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้โดนตำหนิ ถ้าไม่กู้ก็โดนตำหนิว่ารัฐบาลทำอะไรอยู่ การออก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้คือการที่รัฐบาลทำความดีให้แก่ประชาชนไทย โครงการไทยช่วยไทยพลัสมีคนได้รับประโยชน์ 43 ล้านคนที่พึงพอใจรัฐบาลทำไปเถอะ มันอาจจะมีเสียงด่าบ้าง แต่ 43 ล้านคนได้ประโยชน์จากโครงการนี้ เมืองไทยเป็นเมืองร้อน ไม่ทำโซลาร์รูฟท๊อปแล้วจะไปทำอะไร เหมาะสมแล้วครับท่านรัฐมนตรี
ปัดตีเช็คเปล่า
จากนั้นเวลา 12.50 น. นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ลุกขึ้นชี้แจงว่า ที่หลายท่านกังวลว่าไม่มีรายละเอียดเหมือนตีเช็คเปล่า ไม่ตอบโจทย์ ต้องกราบเรียนว่า ในหลายโครงการที่อยู่ในกระแสข่าวยังไม่มีการเสนอมาอย่างเป็นทางการ วันนี้ยอมรับว่าไม่มีรายละเอียดเพราะโครงการที่เป็นทางการยังไม่ได้เสนอมาเลย
“คณะกรรมการฯ อยากยืนยันว่าไม่ใช่ทุกโครงการที่เสนอมาจะได้รับการพิจารณาหรือผ่านการพิจารณา ซึ่งการพิจารณาของคณะกรรมการฯ มีหลักเกณฑ์รายละเอียดเยอะกว่าที่อยู่ในพระราชกำหนด และขออนุญาตให้ความมั่นใจกับทางวุฒิสภาว่า ทั้งหมดนี้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้รัฐบาล ได้กำชับพวกเราว่าขอทำงานด้วยความโปร่งใส ด้วยความเป็นมืออาชีพ และทุกโครงการที่ออกมาขอให้มีความคุ้มค่า ตอบโจทย์ข้อสงสัยของสังคมได้อย่างชัดเจน” นายลวรณกล่าว
ต่อมาเวลา 13.00 น. นายเอกนิติชี้แจงว่า ขอบคุณทุกความเห็น ทุกข้อสังเกตของสมาชิกที่มีทั้งความเห็นที่แตกต่างและสอดคล้องกัน ยืนยันว่า พ.ร.ก.กู้เงินเป็นความจำเป็นเร่งด่วน โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ข้อ คือ 1.เยียวยาประชาชน และ 2.การเปลี่ยนผ่านพลังงาน วันนี้บ้านประเทศไทยหลังคารั่ว ฝนตกแต่ละทีต้องหาถังมารองน้ำ แต่ถ้าเราซ่อมหลังคา เปลี่ยนหลังคา ก็ไม่ต้องหาถังมารองน้ำอีก เหมือนการกู้เงินมาเรื่อยๆ แต่ไม่ลงทุนเปลี่ยนหลังคา หรือเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยไม่รู้ว่าสงครามตะวันออกกลางจะจบเมื่อไร ถ้ามรสุมยังเข้ามาอีกหลายระลอก ก็ต้องไปซื้อถังมารอง
นายเอกนิติกล่าวด้วยว่า ส่วนข้อกังวลเรื่องความโปร่งใสและความคุ้มค่าในโครงการต่างๆ ได้ย้ำตลอดว่า การใช้เงินใน พ.ร.ก.ฉบับนี้ต้องชัดเจน คุ้มค่า โปร่งใส มีการกลั่นกรองโครงการไม่ให้เกิดการคอร์รัปชัน ทุกโครงการที่เสนอมาจะเปิดเผยบนเว็บไซต์ให้ตรวจสอบได้ วันนี้เราเข้มงวด ไม่เอาโครงการเก่ามาตัดแปะให้เกิดการรั่วไหล ทุกโครงการต้องตอบโจทย์ความคุ้มค่า ช่วยสร้างการจ้างงาน การพัฒนาทักษะให้คนไทย
“ถ้าทุกคนช่วยกันจะสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศ ไม่มีใครรู้ว่ามรสุมเศรฐกิจโลกจะมาอีกเมื่อไร แต่วันนี้ต้องสร้างบ้านให้แข็งแรง ไม่ให้เปียกฝน ต้องเปลี่ยนหลังคาประเทศไทย หากมรสุมมาอีกประเทศไทยจะแข็งแกร่งกว่าเดิม” นายเอกนิติกล่าว
จากนั้นที่ประชุมลงมติอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ด้วยคะแนน 135 เสียง ไม่เห็นด้วย 11 เสียง งดออกเสียง 28 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ครม.จ่อไฟเขียว ‘ประกันอุทกภัย’
"อนุทิน" ควง ครม.ตรวจการบ้านแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ ชี้ต้องไม่ซ้ำรอยวิกฤต โชว์หวาน "แป้น-หนู"
ปลุกมวลชนสู้ไฟใต้ เปรียบภูมิคุ้มกันแก้ปัญหายั่งยืน/ฉก.นราฯยัน99%ไม่มียิงจากฮ.
นายกฯ ประกาศเดินหน้าสร้างสันติสุขชายแดนใต้ เปิดเวทีรับฟัง ปชช. ชูพลังคนพื้นที่เป็นกำลังสำคัญ เปรียบเป็น
ปิดจ๊อบล้าง3,868คนโกง
นายกฯ ลั่นหากความผิดสำเร็จ ไม่มีใครหนีกฎหมายได้ หลัง 146 ผู้ถูกกล่าวหาทุจริตสอบท้องถิ่นชิงไขก๊อก
‘สมชัย’บุกกกต. บี้แจง3ปมร้อน ขู่ม.157ทั้ง2ชุด
"สมชัย" บุก กกต.จี้แจง 3 ปมร้อนภายใน 15 ก.ย. เปิดให้ชัดใครเสนอชื่อ “ณัฐวุฒิ” นั่งอนุฯ กก.วินิจฉัยชุด 12 สมัคร สส.
'สว.ศุภโชค' สอนรัฐบาลท่องไว้อย่าเสียค่าโง่ซ้ำ ใช้เงินกู้ให้คุ้มค่า
'ประธาน กมธ.ติดตามงบฯ วุฒิสภา' เปิดข้อสังเกตแผนใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท จี้โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องคุ้มราคากลาง-มาตรฐานอุปกรณ์ ต้องไม่เสียค่าโง่ซ้ำเติมปชช.และเศรษฐกิจ
‘เอกนิติ’รับลูก ไทยพลัสเฟส3 หลังปชช.ปลื้ม
ดุสิตโพลเผยดัชนีการเมืองเดือน ส.ค.ต่ำเตี้ยเหลือแค่ 3.63 คะแนน 25 ตัวชี้วัดลดทุกด้าน ยกเว้นผลงานฝ่ายค้าน

