‘ทักษิณ’พ้นโทษ เข้าเกณฑ์พรฎ.อภัยโทษ ‘สุรพล’ช่วยส้มชิงผู้ว่าฯ

โปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2569 เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา "สมเด็จพระนางเจ้าฯ   พระบรมราชินี" 4 รอบ 3 มิ.ย.2569 เผย "ทักษิณ” เข้าข่ายตามเงื่อนไข ถอดกำไลอีเอ็มพ้นโทษทันที  “ปชน.” เปิดตัว "สุรพล นิติไกรพจน์” นั่งประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม. ชี้มีความรู้ มีประสบการณ์หลายด้านช่วยให้คำปรึกษา "ชัยวัฒน์” บริหารงาน กทม.ได้ “ชัชชาติ” ไม่หวั่นส้มใช้ "ศ.ดร.สุรพล” ดึงคะแนน เชื่อทีมงานเก่าผลงานประจักษ์ 

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2569 ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริเห็นว่า ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 นับเป็นอภิลักขิตกาลสำคัญ สมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2569 มีผลบังคับใช้วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (3 มิ.ย.) มีเนื้อหากำหนดหลักเกณฑ์ลดโทษ พักโทษ และปล่อยตัวผู้ต้องขังบางประเภท ขณะที่คดีร้ายแรงหลายประเภทไม่ได้รับการอภัยโทษ 

ทั้งนี้ สาระสำคัญของพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผู้ต้องขังบางกลุ่มได้รับการลดวันต้องโทษ ปล่อยตัว หรือได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการคุมประพฤติและพักการลงโทษ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กรมราชทัณฑ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด โดยให้ความสำคัญกับผู้ต้องขังที่มีความประพฤติดี ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้ต้องขังที่มีลักษณะพิเศษตามที่กฎหมายกำหนด 

ส่วนบัญชีลักษณะความผิดที่ไม่ได้รับสิทธิอภัยโทษหรือได้รับการพิจารณาอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ โดยครอบคลุมคดีร้ายแรงหลายประเภท อาทิ ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ความผิดบางฐานเกี่ยวกับเจ้าพนักงานและกระบวนการยุติธรรม ความผิดเกี่ยวกับอั้งยี่และซ่องโจร ความผิดก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน ความผิดทางเพศร้ายแรง เช่น ข่มขืนกระทำชำเราเด็กและคดีล่วงละเมิดทางเพศบางประเภท ความผิดเกี่ยวกับชีวิต เช่น ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และความผิดร้ายแรงต่อร่างกาย 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2569 นายทักษิณ ชินวัตร   อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเข้าสู่การคุมประพฤติกรณีพักโทษ ตั้งแต่วันที่  11 พ.ค.2569 เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้ต้องขังที่อายุเกิน 70 ปี มีอาการเจ็บป่วยร้ายแรงและรับโทษจำคุกมาแล้วครบ 2 ใน 3 ของกำหนดโทษ โดยมีเงื่อนไขสำคัญของการพักโทษ การคุมประพฤติ ต้องสวมกำไล EM และรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติตามกำหนดจนกว่าจะถึงกำหนดพ้นโทษวันที่ 9 ก.ย.2569

ดังนั้นจะทำให้นายทักษิณได้พ้นโทษทันที เนื่องจากเป็นผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ และมีโทษจำคุกตามกำหนดโทษที่จะต้องได้รับต่อไป เหลืออยู่ไม่เกินหนึ่งปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ มาตรา 7 ผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษลง 1 ใน 3 จากกำหนดโทษที่ยังเหลืออยู่ นับแต่วันที่ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ เว้นแต่ผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติเป็นผู้มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 8 ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป มาตรา 8 ภายใต้บังคับมาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 มาตรา 13 มาตรา 15 มาตรา 16 และมาตรา 18 นักโทษเด็ดขาดดังต่อไปนี้ ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป (1) ผู้ต้องโทษจำคุกไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ซึ่งมีโทษจำคุกตามกำหนดโทษที่จะต้องได้รับต่อไป เหลืออยู่ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ

ที่พรรคประชาชน (ปชน.) วันที่ 2 มิ.ย.2569  พรรค ปชน.ได้เปิดเผยรายชื่อทีมบริหารผู้ว่าประชาชน (ทีมขับเคลื่อนนโยบายและบริหารกรุงเทพมหานครของพรรค ปชน.) แบบครบทีม โดยมี ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำรงตำแหน่งเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ หลังจากเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดตัวทีมบริหารไปแล้ว 7 คน ซึ่งมีทั้งบุคลากรในพรรค รวมถึงบุคลากรนอกพรรค อาทิ ศ.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และ นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย อดีตรองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค ปชน. กล่าวว่า การเชิญ ศ.ดร.สุรพลมาเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ของทีมผู้ว่าประชาชน เกิดจากพรรคเล็งเห็นว่า ศ.ดร.สุรพลนอกจากจะเป็นนักกฎหมายมหาชนระดับครู มีส่วนให้คำปรึกษากฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจและการจัดระเบียบบริหารราชการ กทม. ยังเป็นผู้มีประสบการณ์ในส่วนราชการ กทม. เคยได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ (ประธานบอร์ด) บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งเป็นวิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร ที่ กทม.ถือหุ้น 99.98% เป็นหน่วยงานที่ กทม.ใช้ในการดำเนินโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยระบบราชการปกติได้คล่องตัวนัก เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว, การจัดการขยะมูลฝอยและสิ่งแวดล้อม, โครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน และการบริหารจัดการเดินเรือสาธารณะ

 “หากนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.พรรค ปชน. ได้รับโอกาสเข้าไปบริหารกรุงเทพฯ ก็จะได้มีผู้เชี่ยวชาญที่คร่ำหวอดกับงานบริหารกลไกราชการ กทม. คอยให้คำปรึกษา เพื่อการบริหารที่มีประสิทธิภาพ และมีข้อมูลช่องโหว่ข้อผิดพลาดของการบริหารในอดีต เพื่อจะนำมาพัฒนาต่อไปได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้ใหม่” เลขาธิการพรรค ปชน.กล่าว

ส่วนนายชัยวัฒน์กล่าวถึงกลยุทธ์หาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ว่า การทำงานแบบเป็นทีมของพรรค ปชน.จะเป็นกลยุทธ์ เพราะวันนี้ไม่ได้มีผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.หรือ สก. เรายังมี สส.ด้วยที่มาทำงานร่วมกันเรา มี สส.ใน กทม.ทุกเขตอยู่แล้ว ฉะนั้นเราจะมีการทำงานแบบแสดงพลังความสามัคคีแบบเป็นทีมของพรรคประชาชน

ซักถึงกรณี น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กทม.พรรค ปชน. ออกมาแฉพรรค ปชน.มีไอโอปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร และมีมากขึ้นโดยเฉพาะช่วงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ไม่ทราบว่าความหมายของไอโอที่เขาพูดถึงคืออะไร เรื่องนี้ก็อาจจะต้องมองดูข้อเท็จจริงมากกว่าใครพูดอะไร ข้อเท็จจริงต่างๆ เราน่าจะสามารถพิสูจน์ได้

“ผมไม่ได้เชื่อว่าจะมีไอโออะไรเหล่านั้น เพราะพรรคเราทำการเมืองอย่างตรงไปตรงมา การเมืองมีการโจมตีกันอยู่ตลอดเวลา ถ้ามีการสร้างข่าวร้ายในลักษณะนี้ย่อมมีผลต่อกระแสบ้าง แต่เราก็ยึดหลักความถูกต้องและการทำงานอย่างตรงไปตรงมาของพรรคมาโดยตลอด คิดว่าคน กทม.ที่เป็นฐานเสียงให้กับพรรคในการเลือกตั้งมาตลอดตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปี 2569 มีวิจารณญาณที่จะสามารถวิเคราะห์เรื่องเหล่านี้ได้” ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.พรรค ปชน.ระบุ

ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ กล่าวถึงกรณีพรรค ปชน.เปิดตัว ศ.ดร.สุรพลว่า ก็ดี เนื่องจาก ศ.ดร.สุรพลเป็นคนที่มีประสบการณ์ใน กทม.เยอะ ปัจจุบันก็เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชอยู่ ซึ่งก็เป็นมหาวิทยาลัยของ กทม. หากดูตามระเบียบจริยธรรมก็ไม่ได้ห้ามเป็นกลางทางการเมือง ซึ่งแล้วแต่วิจารณญาณของ ศ.ดร.สุรพล ถ้าหากจะอยากช่วยก็ดี เนื่องจากมีความรู้เยอะ และเคยเป็นประธานบริษัท กรุงเทพธนาคมฯ เชื่อว่าจะสามารถช่วยให้ข้อมูลและอธิบายประเด็นต่างๆ และถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการบริหารงาน กทม.ให้ประชาชนเข้าใจได้มากขึ้น

ถามว่า กังวลหรือไม่จะถูกดึงคะแนนเสียงไป  นายชัชชาติกล่าวว่า ไม่มีความกังวล เนื่องจากเจอกันบ่อย และ ศ.ดร.สุรพลก็อยู่มานานหลายสมัย มีความรู้ มองว่าดีแล้วจะได้ช่วยกันยิ่งมีคนช่วยกันเยอะๆ ก็จะยิ่งดี

 “ทีมที่ปรึกษาของเราจริงๆ มีทุกด้าน เพราะทำงานมา 4 ปี มีผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วนร่วมให้คำปรึกษาครบถ้วน และมีทยอยเปิดไป แต่ส่วนใหญ่ถ้าอยู่ในวงการก็จะรู้ว่าใครที่มาช่วยเราอยู่บ้าง และผลงานพูดเสมอว่าผลงานไม่ใช่ของผมคนเดียว แต่เป็นผลงานของทีมและทีมก็มาจากทุกมิติ เพราะเรามีคนช่วยเป็นร้อยคนในทุกสาขา” นายชัชชาติกล่าว

ขณะที่ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. และคณะผู้บริหารพรรค ลงพื้นที่หาเสียงที่ตลาดเช้าดินแดง เขตดินแดง มีประชาชน พ่อค้าแม่ค้าทักทายให้การต้อนรับและขอถ่ายรูปอย่างเป็นกันเอง

นายอนุชากล่าวว่า จากการลงพื้นที่นโยบายที่ตรงใจประชาชน คือ เดินทางสะดวก บ้านเรือนสะอาด ใช้ชีวิตสบาย รายได้ดีขึ้น ตรวจสอบได้ทุกเรื่อง เป็นสิ่งที่หลายคนบอกว่าเอา 5 เรื่องนี้ ไม่ต้องไปพูดเรื่องอื่น เพราะปัญหามีอยู่แล้ว และมีข้าราชการประจำสามารถดำเนินการได้ เหลือเพียงแต่เรากำกับดูแล และยังมีอีกหลายเรื่องที่สามารถเป็นได้มากกว่านี้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘เนวิน’ไม่ติดใจเสรีบุกบ้าน

“อนุทิน” แจงปม "เขากระโดง" รฟท.ฟ้องเป็นรายแปลง ถ้าศาลมีคำวินิจฉัยทุกคนต้องทำตาม กม .“ไชยชนก” เผยคุย “เนวิน” แล้ว "เสรีพิศุทธ์" โผล่ถึงหน้าบ้านส่วนตัวไม่ติดใจ