“ฮุน มาเนต” ยื่น “เลขาฯ ยูเอ็น” เข้ากระบวนการ “ประนอมภาคบังคับ" ตามกลไก UNCLOS “อนุทิน” บอกไม่ต้องแก้เกม ขณะนี้ไม่มีอะไรเสียเปรียบ ซัดพวกกุข่าวเปิดด่าน ด้าน “ทบ.” เคลียร์ทหารกัมพูชาขัดขวางการวางลวดหนามพื้นที่ช่องบก แต่หลังถอนตัวพบ “ระเบิดดักรถถัง” วางทิ้งไว้ เตรียมยื่น AOT ประท้วง พร้อมยืนยันไทยสร้างพระพุทธรูปในเขตอธิปไตย
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ TVK ว่า กัมพูชาได้ยื่นหนังสือต่อเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) โดยระบุว่า "เราดำเนินขั้นตอนสำคัญนี้เพื่อปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของกัมพูชาตามกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งกัมพูชาและไทยจะได้รับประโยชน์จากการตั้งถิ่นฐานที่เป็นธรรมและยั่งยืนภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญระดับโลก"
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล มีมติเมื่อเดือนที่ผ่านมา ในการยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือ MOU 44 สำหรับอนุสัญญา UNCLOS ภายใต้กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับจะเปิดโอกาสให้คณะผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้ามาตรวจสอบข้อพิพาทและทำข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม ผลการพิจารณาของคณะกรรมการชุดนี้จะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อทั้งสองฝ่าย แต่จะทำหน้าที่เป็นกรอบการเจรจาที่เป็นสากลและเป็นกลางมากขึ้น
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ยังไม่ได้รับทราบว่าเกิดปัญหาอะไร เรื่องของ MOU 44 เราแจ้งแก่ผู้นำกัมพูชาตั้งแต่การประชุมสุดยอดอาเซียนเขาก็รับทราบ และได้แจ้งกลับว่ารู้สึกผิดหวัง หลังจากนี้จะใช้ UNCLOS ในการดำเนินการต่อไป ซึ่งไม่ได้กำหนดว่าจะดำเนินการเมื่อใด เมื่อถามว่าจะถูกมองว่าต่อหน้าและหลังฉากไม่เหมือนกันหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ใครมองครับ ตนไม่ได้มองแบบนั้น ตนมองว่าเหมือนกันหมด
“ขณะนี้ยังไม่มีจุดใดที่ทำให้ประเทศเสียเปรียบ มีการพูดกันมาตลอดสัปดาห์ว่าเปิดด่าน เปิดนั่นเปิดนี่ แล้วมีไหมล่ะ กุเรื่องขึ้นมา บอกให้นักเรียนจากฝั่งกัมพูชาเข้ามาเรียนในฝั่งไทยเพื่อมนุษยธรรม เขียนเฟกนิวส์กันไปเรื่อย ต้องเดือดร้อนผู้ว่าราชการจังหวัดที่อยู่ต่างประเทศต้องชี้แจงว่าไม่มีเพราะไม่มีใครชี้แจงได้ชัดเจนเท่าผู้ว่าฯ และการที่เราไปเจรจากับนานาชาติ เวียดนาม ก็มาเยือน เราก็เพิ่งไปพบกับผู้นำฝรั่งเศส รวมถึงผู้อำนวยการยูเนสโก ก็ไม่ได้มีปัญหา ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมาปรับท่าที เพราะไม่มีใครหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาแม้แต่น้อย”
เมื่อถามว่า กัมพูชาพูดคุยกับนานาชาติมากขึ้น รัฐบาลไทยต้องแก้เกมอย่างไรหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ทำไมต้องแก้เกม เราดำเนินการในแบบของไทยที่เรารับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และทำให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ทำให้ประเทศไทยเสียสถานะในเวทีนานาชาติ ยังดำรงไว้ซึ่งอธิปไตย เกียรติภูมิ และความมั่นคง ตลอดจนความเป็นที่ยำเกรงของอริกับประเทศของเรา ซึ่งเราก็มีหลักการในการดำเนินการอยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 พ.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 212/2569 เรื่อง การจัดตั้งศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน เรียกโดยย่อว่า "ศบค.ชด." โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นผู้อำนวยการ ศบค.ชด. มีหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติตามโยบายรัฐบาล นโยบายความมั่นคงชายแดนและนโยบายความมั่นคงของไทยต่อประเทศเพื่อนบ้าน และงานอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมาย โดยระบุว่า ตามที่กองบัญชาการกองทัพไทยได้ติดตามและประเมินว่าสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนของไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาภัยคุกคามด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดน ได้ส่งผลกระทบอย่างสูงต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนและการดำเนินชีวิตโดยปกติสุขของประชาชนในวงกว้าง
พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนในความรับผิดชอบของกองทัพเรือว่า ยังปิดด่าน 100% และคงดำเนินมาตรการควบคุมพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวดตามนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยไม่มีการผ่อนปรนมาตรการหรือดำเนินการใดนอกเหนือจากกรอบกฎหมาย และเพื่อความโปร่งใสและให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ด้วยตนเอง กองทัพเรือได้ติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดถ่ายทอดสด (Live) ผ่านเพจ facebook โฆษกกองทัพเรือ ตลอด 24 ชั่วโมง บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด จุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม และจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก
พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายกัมพูชายื่นหนังสือประท้วงต่อไทย โดยกล่าวอ้างว่ามีการจัดสร้างพระพุทธรูป ติดตั้งธงชาติ สิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ชายแดน รวมถึงการวางลวดหนามว่า ในประเด็นการจัดสร้างพระพุทธรูปและการติดตั้งธงชาติไทยดังกล่าว เป็นการดำเนินการภายในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้อธิปไตยและการควบคุมดูแลของฝ่ายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ และเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลและประชาชนในพื้นที่ชายแดน
อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงเช้า กองทัพบกได้รับรายงานจากกองกำลังสุรนารี ขณะปฏิบัติภารกิจเฝ้าตรวจและปรับปรุงที่มั่นด้วยการวางแนวลวดหนาม เพื่อเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในแนววางกำลังของฝ่ายไทย บริเวณพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ฝ่ายไทยตรวจพบกำลังพลทหารกัมพูชาจำนวน 5 นาย พร้อมอาวุธเข้ามายังบริเวณพื้นที่ปฏิบัติงาน ก่อนจะมีการเพิ่มกำลังพลรวมเป็นประมาณ 20 นาย โดยทหารกัมพูชากลุ่มดังกล่าวได้ส่งเสียงดังและพยายามเข้าขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ไทย
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ทหารไทยได้ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างรัดกุม โดยเข้าควบคุมสถานการณ์และเจรจาชี้แจงข้อเท็จจริง จนกระทั่งเวลาประมาณ 11.30 น. สถานการณ์จึงคลี่คลายลง โดยกำลังทหารกัมพูชาได้ยอมถอยออกจากพื้นที่ดังกล่าว ปัจจุบันเหตุการณ์ในพื้นที่ได้กลับสู่สภาวะปกติแล้ว อย่างไรก็ตาม หน่วยกำลังในพื้นที่ยังคงเตรียมความพร้อมและเฝ้าตรวจความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เพื่อปกป้องอธิปไตยและรักษาความมั่นคงในพื้นที่ตามกรอบข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วมอย่างเข้มงวด
โฆษกกองทัพบกเน้นย้ำว่า การปรับปรุงที่มั่นและวางแนวลวดหนามของทหารไทย เป็นการปฏิบัติภายในแนววางกำลังของฝ่ายไทยอย่างถูกต้อง และสอดคล้องกับข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) อย่างเคร่งครัด
ทางด้าน พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุว่า การประท้วงของกัมพูชาเป็นการสร้างภาพ และมีนัยทางการเมือง เพื่อหวังสร้างกระแสกดดันให้ไทยเปิดการเจรจาในระดับต่างๆ เร็วขึ้น หลังจากไทยได้จัดการเลือกตั้งและมีรัฐบาลเรียบร้อยมาระยะหนึ่งแล้ว รวมทั้งทางกัมพูชาเองก็น่าจะพยายามเบี่ยงเบนประเด็นจากปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ ด้วยการสร้างกระแสรักชาติขึ้นมากลบ แต่ขอยืนยันว่า นโยบายของฝ่ายไทยยังไม่พร้อมเจรจา
รายงานข่าวจากกองกำลังสุรนารี (กกล.สุรนารี) เปิดเผยว่า หน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ได้ตรวจพบการวางทุ่นระเบิดดักรถถังชนิดแสวงเครื่องโดยกำลังทหารกัมพูชาในแนวการวางกำลังของฝ่ายตนเอง บริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเนิน 745 พื้นที่ช่องบก ทั้งนี้ ฝ่ายไทยสามารถบันทึกภาพทุ่นระเบิดดังกล่าวได้จากแนวพื้นที่ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายไทย หน่วยที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการประท้วงในระดับพื้นที่ พร้อมทั้งนำเรื่องเข้าสู่กลไกคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ต่อไป เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ดังกล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘เนวิน’ไม่ติดใจเสรีบุกบ้าน
“อนุทิน” แจงปม "เขากระโดง" รฟท.ฟ้องเป็นรายแปลง ถ้าศาลมีคำวินิจฉัยทุกคนต้องทำตาม กม .“ไชยชนก” เผยคุย “เนวิน” แล้ว "เสรีพิศุทธ์" โผล่ถึงหน้าบ้านส่วนตัวไม่ติดใจ
ยืนยันบัตรคนจนใหม่4มิ.ย.
“ไทยช่วยไทยพลัส” ยังคึกคัก ยอดใช้จ่ายรวมทะลุ 2.5 พันล้านแล้ว
เฉลิมพระเกียรติ‘พระราชินี’ตลอดเดือน
นายกฯ เปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ "พระราชินี"
‘ทักษิณ’พ้นโทษ เข้าเกณฑ์พรฎ.อภัยโทษ ‘สุรพล’ช่วยส้มชิงผู้ว่าฯ
โปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2569 เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา "สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี" 4 รอบ 3 มิ.ย.2569
‘ปชป.’ทวงคืนแฟนคลับ เจนY-Zเทใจให้‘ชัชชาติ’
"ชัชชาติ" เดินเครื่องหาเสียงนำวิ่ง 9 กม. ประกาศพร้อมสานต่อพัฒนา


