เฮ!อุ้มค่าไฟ3บาท 200หน่วยแรกเริ่มบิลส.ค.ยังอั้นราคานํ้ามัน/ศก.โต2.3%

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ "บอร์ด กพช." ไฟเขียวผ่าตัดใหญ่โครงสร้างค่าไฟทั้งระบบ อุ้ม 200  หน่วยแรกเหลือ 3 บาท 23 ล้านครัวเรือน เริ่มรอบบิล ส.ค.นี้ โละภาระค่าไฟสาธารณะพ้นบิล  ปชช. พร้อมปลดล็อก Direct PPA รอบใหม่     “เอกนัฏ” ยันใช้กลไกนำเงินโรงกลั่น-กองทุน คุมราคาน้ำมันในประเทศ ไม่ให้ขึ้นแรงตามตลาดโลก "แบงก์ชาติ" ชี้เศรษฐกิจไทยปี 69 โต 2.3% ไม่ดีแต่ไม่แย่ จับตาหนี้เสีย-เงินเฟ้อ หลังสงครามกลับมาเดือด 

ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 15  กรกฎาคม เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวระหว่างเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ว่า นับตั้งแต่มีสถานการณ์ความขัดแย้งภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงาน ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในเรื่องที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญสูงสุด และกำหนดให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล ฉะนั้นการประชุมวันนี้จึงเป็นเรื่องการกำหนดอนาคตในเรื่องโครงสร้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานเพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์หรือโครงสร้างไฟฟ้า และการกำหนดหลักเกณฑ์ที่เอื้อต่อการลงทุน โดยไม่ให้เกิดภาระต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่ม ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าเพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่ใช้จริง ให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทุกภาคส่วน

จากนั้นเวลา 11.30 น. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุม กพช.มีมติสำคัญในการผ่าตัดโครงสร้างค่าไฟฟ้าครั้งใหญ่เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชนอย่างยั่งยืน  และเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศ

โดยเห็นชอบให้ดำเนินมาตรการลดค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านที่อยู่อาศัยทุกครัวเรือน กำหนดให้อัตราค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรก มีราคาไม่เกิน 3  บาทต่อหน่วย มาตรการนี้จะครอบคลุมประชาชนกว่า 23 ล้านครัวเรือน รวมถึงกลุ่มบ้านเช่าและผู้ใช้ทะเบียนบ้านชั่วคราวด้วย โดยคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ได้ทันในรอบบิลเดือน ส.ค.นี้ หลังผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

 “เราไม่ได้แค่ปรับลดค่า FT ตามรอบ 4 เดือน แต่เป็นการรื้อโครงสร้างค่าไฟฐานใหม่ โดยการแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะนำออกมาจากค่าไฟฟ้าฐานของกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าเดิม เพื่อนำส่วนต่างมาเป็นส่วนลดให้ประชาชน” นายเอกนัฏระบุ

รมว.พลังงานกล่าวว่า ที่ประชุม กพช.ยังได้ประกาศนโยบายเปิดตลาดรับซื้อไฟฟ้าสะอาดเสรี (Direct PPA) รอบใหม่ โดยเป็นการรับซื้อแบบไม่มีขีดจำกัด จากเดิมที่เคยจำกัดเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ และจำกัดปริมาณเพียง 2,000 เมกะวัตต์ แต่เกณฑ์ใหม่จะเปิดกว้างให้ทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดสามารถซื้อขายได้โดยตรง เราจะเปลี่ยนบทบาทให้การไฟฟ้าทำหน้าที่ดูแลระบบโครงข่าย (Grid) เพียงอย่างเดียว ส่วนการซื้อขายจะเป็นเรื่องของคู่สัญญาที่ตัดสินใจได้เองตามกลไกตลาด เพื่อให้เกิดการแข่งขันและไม่มีการผูกขาด ใครผลิตได้ถูกที่สุด ผู้ซื้อก็มีสิทธิ์เลือกซื้อจากรายนั้น

สำหรับการเข้ามาของกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีการเข้ามาลงทุนมากและต้องการใช้ไฟฟ้ามากนั้น การจัดระเบียบใหม่ในเรื่องนี้จะมีการแยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ออกมาเป็นการเฉพาะ เพื่อให้ราคาค่าไฟฟ้าสะท้อนถึงต้นทุนเชื้อเพลิงไฟฟ้า โดยเฉพาะการนำเข้าก๊าซ LNG จริง โดยเรื่องนี้ต้องอยู่บนหลักการว่าไม่ให้ภาระต้นทุนเชื้อเพลิงราคาแพงถูกผลักไปหาประชาชนผู้ใช้ไฟบ้าน นอกจากนี้ การใช้พลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องถูกกำกับดูแลให้ผูกโยงกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างเหมาะสมด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ค่าไฟฟ้าสำหรับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์จะอยู่ที่ 5-6 บาทต่อหน่วยหรือไม่ นายเอกนัฏกล่าวว่า อัตราค่าไฟของดาต้าเซ็นเตอร์จะถูกกำหนดให้สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงของการนำเข้าก๊าซ LNG ซึ่งหากราคา LNG ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น อัตราค่าไฟของกลุ่มนี้ก็มีโอกาสที่จะสูงขึ้นเช่นกัน โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้ กกพ.ไปศึกษาอัตราโครงสร้างค่าไฟของผู้ใช้ไฟกลุ่มนี้ ซึ่งจะสูงกว่าค่าไฟฟ้าของกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ  และที่อยู่อาศัย เนื่องจากผู้ใช้ไฟในกลุ่มนี้ใช้ไฟฟ้าสูงมาก

โละค่าไฟสาธารณะพ้นบิล

นายเอกนัฏกล่าวด้วยว่า ที่ประชุม กพช.ยังเห็นชอบตามมติของคณะกรรมการการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานให้ดำเนินการกับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าที่ภาครัฐอุดหนุน (Adder)  จากเดิมที่มีราคาสูงถึง 6.50-8 บาทต่อหน่วย หรือบางแห่งได้ราคารับซื้อสูงถึง 10 บาทต่อหน่วย โดยสั่งการให้ 3 การไฟฟ้า เร่งเจรจายกเลิกสัญญาที่ต่ออัตโนมัติให้กับเอกชน หรือสัญญาชั่วนิรันดร์เพื่อกำหนดวันสิ้นสุดสัญญา และปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าให้สอดคล้องกับราคารับซื้อปัจจุบัน หรือค่า “FiT” ที่ประมาณ 2.16 บาทต่อหน่วย รวมทั้งในอนาคตจะมีการบริหารจัดการค่าพร้อมจ่าย (AP) จากโรงไฟฟ้าสำรองที่มีมากเกินความจำเป็น โดยจะนำไฟฟ้าส่วนเกินนี้ไปขายให้แก่กลุ่มที่ต้องการในราคาที่เหมาะสม เพื่อนำรายได้กลับมาเป็นส่วนลดค่าไฟให้ประชาชนต่อไป

ในส่วนของพลังงานทางเลือกนั้น กพช.เริ่มบังคับใช้มาตรการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในบ้านพักอาศัยแล้ว โดยมีมติให้รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินคืนในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย พร้อมสนับสนุนการตั้งศูนย์ One Stop Service เพื่อลดขั้นตอนยุ่งยาก และจัดหามาตรการช่วยเหลือด้านเงินกู้ ส่วนลดเงินดาวน์ และส่วนลดแผงโซลาร์ เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้น

ด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมว่า ที่ประชุมเห็นชอบนโยบายการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไทย (พ.ศ. 2569-2573) โดยให้ปรับอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดยหน่วยที่ 1-200 หน่วยแรก ปรับลดเหลือ 3 บาทต่อหน่วย โดยหน่วยที่ 201-400 และตั้งแต่หน่วยที่ 401 ขึ้นไป ยังคงอัตราเดิม โดยตัดต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะออก ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกระดับการใช้ได้รับประโยชน์จากการปรับโครงสร้างครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังขยายนิยามผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยให้ครอบคลุมกิจการให้เช่าที่พักอาศัย เช่น บ้านเช่า หอพัก อพาร์ตเมนต์ รวมถึงบ้านที่ไม่มีทะเบียนบ้าน ซึ่งปัจจุบันต้องใช้ไฟฟ้าประเภทชั่วคราวที่มีอัตราสูงกว่า ให้สามารถใช้อัตราเดียวกับบ้านอยู่อาศัยได้ ช่วยลดภาระให้กับกลุ่มผู้เช่าที่พักซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและผู้ใช้แรงงาน

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้แยกต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะ เช่น ไฟถนน ออกจากอัตราที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป และกำหนดเป็นอัตราใหม่โดยเฉพาะ พร้อมมอบหมายให้ กกพ.ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อให้จัดเก็บเงินเข้ากองทุนจากแหล่งใหม่เพิ่มเติม

ส่วนความคืบหน้าเรื่องสถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศนั้่น รมว.พลังงานกล่าวว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาน้ำมันทุกประเภทปรับเพิ่มขึ้นสูง ซึ่งในประเทศไทยยังใช้กลไกการลดราคาหน้าโรงกลั่น เพื่อนำเงินจากโรงกลั่นมาลดราคาหน้าปั๊ม ประกอบกับยังมีกองทุนน้ำมันที่จะบริหารราคาในช่วงนี้ให้เหมาะสมกับราคาตลาด โดยที่ไม่ต้องมีการปรับขึ้นลงเยอะแยะเหมือนก่อนหน้านี้ ยืนยันว่ากระทรวงพลังงานจะบริหารและติดตามดูสถานการณ์ทุกวันเพื่อไม่ให้ราคาขึ้นเร็วและแรงตามตลาด

เมื่อถามว่า ช่วงนี้ราคาน้ำมันในประเทศจะยังไม่ปรับขึ้นใช่หรือไม่ นายเอกนัฏกล่าวว่า ต้องดูวันต่อวัน แต่ถึงจะมีการปรับราคาขึ้นหรือลง คงไม่ใช่ลักษณะการปรับแบบกระชาก และเท่าที่ตรวจสอบน้ำมันดิบในประเทศยังไม่มีปัญหา  ปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปสำรองในแท็งก์ยังมีปริมาณเพียงพอจนเกือบเต็ม พร้อมยืนยันได้ว่าเราไม่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำมันแน่นอน  ฉะนั้นจะต้องบริหารราคาให้เป็นไปตามกลไกตลาด

ศก.ไทยโต 2.3% ไม่ดีไม่แย่

ขณะที่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (กดยช.) ทั้งนี้ วาระสำคัญที่ประชุมมีมติเห็นชอบคือ การจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดช่วงอายุ 0-6 ปีแบบถ้วนหน้า ในอัตรา 600 บาทต่อคนต่อเดือน โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป ซึ่งทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะเร่งนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป นอกจากนี้ยังเห็นชอบให้ยกเลิกขั้นตอนการติดประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินอุดหนุน เพื่อลดขั้นตอนการลงทะเบียนและช่วยให้เด็กได้รับสิทธิรวดเร็วยิ่งขึ้น

วันเดียวกัน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวที่ระดับ 2.3% ถือเป็นระดับที่ไม่ได้ดีแต่ก็ไม่แย่เหมือนอย่างที่เคยประเมินในช่วงต้นของสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ที่คาดว่าอาจจะลดลงไปเหลือ 1.5% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่ผ่อนคลายลง ขณะเดียวกันรัฐบาลได้มีการเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

แต่ยังมีปัจจัยหรือตัวแปรที่ ธปท.อยู่ระหว่างจับตา 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ขณะนี้มีการผ่อนคลายลงบ้าง จากเดิมคาดว่าปี 2569 จะขยายตัวที่ 2.8% โดยล่าสุดได้มีการกลับมาปะทะกันอีกครั้ง ตรงนี้มีผลต่อราคาน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 70 ดอลลาร์ปลายๆ ต่อบาร์เรล ประเด็นนี้ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดเพราะมีผลกับเงินเฟ้อ 2.สถานการณ์หนี้เสีย (NPL) ประเมินว่าตัวเลขอาจจะมีการปรับเพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่ไม่มากนัก ยังอยู่ในจุดที่รับได้ ซึ่งหลังจากนี้ ธปท.จะมีการทยอยเร่งออกมาตรการในการให้ความช่วยเหลือและดูแลออกมาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับตัวเลขหนี้ครัวเรือนในปัจจุบันที่ปรับตัวลดลงมาเล็กน้อยนั้น ผู้ว่าการ ธปท.ระบุว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี แม้จำนวนจะไม่ได้ลดลงมาเยอะมาก ส่วนหนึ่งมาจากฐานของจีดีพีที่สูงขึ้น ในระยะกลางและระยะยาวรัฐบาลและ ธปท.อยู่ระหว่างเร่งทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันโครงการต่างๆ ในการให้ความช่วยเหลือประชาชน เชื่อว่าหากสถานการณ์เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนจะค่อยๆ  บรรเทาลง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ซีดาน’สานต่อภารกิจใหญ่ ‘ฝรั่งเศส’ยุคทองต้องถึงฝัน

ถือเป็นการปิดฉากยุคทองอันยาวนานถึง 14 ปี ของดิดิเยร์ เดส์ช็องส์ หลังการปราชัยต่อทีมชาติสเปน 0-2 แบบหมดหนทางสู้ ในฟุตบอลโลก 2026 กับการอำลาตำแหน่ง "กุนซือใหญ่" ถือเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ของทัพ "ตราไก่" อย่างเป็นทางการ

‘อุดม’ประธานศาลรธน.

ที่ประชุมตุลาการศาล รธน.มีมติเลือก “อุดม สิทธิวิรัชธรรม” นั่งเก้าอี้ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ขณะที่คดีฮั้ว สว.ใกล้ปิดม่านเดือน ส.ค.

กสถ.เคาะเลิกบรรจุ5.8พัน

มติ "กสถ.” ชงชื่อ ขรก. 5,814 รายให้ "คณะกรรมการกลาง” สั่งเพิกถอนบรรจุ 23  ก.ค.นี้ “นายกฯ” มานั่ง ปธ.เอง