ไทยพลัสเฟส2ยังลุ้นต่อ สศช.ขยับจีดีพี69โต2.2

“ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2” ยังไม่ชัด “อนุทิน” บอกอะไรทำให้คุณภาพชีวิตประชาชนดีต้องคิดทุกวัน แต่ไม่ใช่รัฐสวัสดิการ-ประชานิยม “สศช.-คลัง” ประสานเสียงขอดูผลรอบแรกก่อน สภาพัฒน์ปรับตัวเลขจีดีพีทั้งปีโต 2.2% หลังไตรมาส 2 ขยับผิดคาด “เอกนิติ” อวยภาคเอกชนเป็นพระเอกลงทุนสูงสุดรอบ 11 ปี ย้ำคาดการณ์ถูกต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ประคองกำลังซื้อ-ปรับเปลี่ยนพลังงาน

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงแนวโน้มโครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ว่า เราต้องสมดุลกันตลอดเวลา เศรษฐกิจต้องเดินไปได้  ประชาชนได้ลดค่าใช้จ่าย รัฐบาลบริหารจัดการงบประมาณได้ มันต้องมีหลายองค์ประกอบที่มันบรรจบเข้าด้วยกัน รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนอย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่รูปแบบของการดูแลต้องไม่ใช่รัฐสวัสดิการ ไม่ใช่ประชานิยม ต้องเป็นการร่วมกันและเป็นช่วงเวลาจังหวะที่ดี

เมื่อถามว่า ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ต้องมีใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า อะไรที่ทำให้ประชาชนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีเราต้องคิดทุกวัน มันไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียว

ถามอีกว่า เงินในคลังยังสามารถนำมาใช้ในเรื่องนี้ได้ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยขาด

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือน เนื่องจากจีดีพีไตรมาส 2 ปี 2569 เป็นข้อมูลในอดีตและเกิดขึ้นก่อนมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส จึงยังไม่สะท้อนผลของมาตรการ ดังนั้นหลังมาตรการสิ้นสุดยังไม่ควรเร่งสรุปว่าต้องมีมาตรการใหม่ทันที แต่ควรรอดูข้อมูลเศรษฐกิจรายเดือนก่อน เพื่อประเมินสถานการณ์และผลมาตรการที่ดำเนินอยู่ ขณะเดียวกันการใช้จ่ายเงินตาม พ.ร.ก.ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและตรงเป้าหมายที่สุด

นายดนุชายังแถลงถึงภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 ว่า ขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่ สศช.เคยคาดไว้ราว 1.15% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการส่งออกและการลงทุนของภาคเอกชน โดยการลงทุนรวมขยายตัว 9.1% ซึ่งการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึง 13.4% เพิ่มจาก 10.1% ในไตรมาสแรก และขยายตัวสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส ขณะที่การลงทุนภาครัฐหดตัว 1.6% จากที่ขยายตัว 9.4% ในไตรมาสแรก เนื่องจากการลงทุนรัฐวิสาหกิจลดลง 12.2% แม้การลงทุนรัฐบาลยังขยายตัว 4.9% สศช.จึงเร่งรัดการเบิกจ่ายโครงการลงทุนในช่วงที่เหลือของปี

ส่วนด้านการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 12.5% โดยการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น 14.1% ได้แรงหนุนจากสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนการนำเข้าสินค้าขยายตัวสูงถึง 27.2% จากการนำเข้าน้ำมันดิบ ชิ้นส่วนแผงวงจรรวม และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เพื่อรองรับการผลิตและส่งออก ส่งผลให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 ราว 12% ของจีดีพี แต่หากหักผลจากน้ำมันและทองคำ ไทยยังเกินดุลการค้าประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 1.9% ชะลอจาก 3.3% ในไตรมาสแรก ขณะที่การบริโภคภาครัฐขยายตัวเพียง 0.2% จาก 3.4% สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงเหลือ 50.3 จาก 52.8 แต่ครึ่งปีแรกการบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัว 2.6%

นายดนุชากล่าวว่า สศช.ปรับประมาณการส่งออกปี 2569 เป็นขยายตัว 2.5-3.5% จากเดิม 1.8-2.8% และนำเข้าเป็น 7-8% จากเดิม 5.3-6.3% โดยยังคงคาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32 ล้านคน รายได้ 1.65 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีปี 2569 จากค่ากลาง 2% เป็น 2.2% หรืออยู่ในช่วง 2-2.5% คาดการบริโภคเอกชนโต 2.6% ลงทุนเอกชน 9.6% ลงทุนภาครัฐ 3.1% ส่งออก 15.1% และนำเข้า 25.5% เงินเฟ้ออยู่ที่ 1.5-2% และขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 1.2% ของจีดีพี โดยปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจปีนี้ ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชนที่ยังมีแนวโน้มขยายตัว, การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์, ตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่ง และการเร่งเบิกจ่ายภาครัฐ ขณะที่ต้องติดตามมาตรการภาษีและการค้าของสหรัฐอย่างใกล้ชิด แม้ไทยยังมีความสามารถแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญ

ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องถึงมุมมองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลขจีดีพี: เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนและจะไปไหนต่อ? (ตอนที่1) ว่า สภาพัฒน์ได้ประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ของปี 2569 อยู่ที่ 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก ซึ่งใกล้เคียงกับที่กระทรวงการคลังเคยคาดการณ์ไว้ ซึ่งสะท้อนข้อเท็จจริงที่ทีมเศรษฐกิจเคยคาดการณ์ไว้ ซึ่งหากเราไม่สามารถหยุดวงจรนี้ได้จะนำไปสู่วิกฤตปากท้อง และนำไปสู่การหดตัวทางเศรษฐกิจในระลอกต่อไป

 “นี่คือเหตุผลความจำเป็นที่รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นแหล่งเงินที่นำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ เพื่อประคองกำลังซื้อและค่าครองชีพของประชาชน ส่วนจะดำเนินโครงการต่อหรือไม่ในไตรมาสสุดท้ายของปี ต้องขอพิจารณาผลที่เกิดขึ้นจากโครงการระยะแรก ซึ่งจะจบในไตรมาส 3 และงบประมาณที่เหลืออยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ”

นายเอกนิติโพสต์อีกว่า ตัวเลขอีกด้านในไตรมาส 2 ที่บ่งชี้ชัด คือการที่ไทยพึ่งพาการนำเข้าในหมวดพลังงานจากต่างประเทศสูงมาก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 กลับมาขาดดุลถึง 1.76 หมื่นล้านดอลลาร์หรือเกือบ 6 แสนล้านบาท ซึ่งโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคตของประเทศ โดยเป็นการกู้เพื่อสร้างสินทรัพย์และลดความเสี่ยงของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่การกู้เพื่อใช้จ่ายชั่วคราว เป็นการใช้เงินกู้เพื่อช่วยให้ประเทศผลิตและบริหารจัดการพลังงานได้ดีขึ้น

 “สงครามในอิหร่านเป็นจุดเปลี่ยนและสัญญาณเตือนว่า ไทยไม่สามารถรอให้วิกฤตราคาพลังงานเกิดขึ้นต่อเนื่องแล้วจึงค่อยแก้ปัญหา”

นายเอกนิติโพสต์อีกว่า พระเอกของไตรมาสนี้เห็นชัดเจนคือ การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึง 13.4% ซึ่งขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี และเป็นการขยายตัวเติบโตถึง 2 หลักติดต่อกัน ต่อเนื่องจากที่ขยายตัว 10.1% ในไตรมาสแรก และยังมีปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการที่ยังขยายตัวต่อเนื่องจาก 12.1% ในไตรมาส 1 มาอยู่ที่ 12.5% ในไตรมาส 2 ดังนั้นในมุมมองของต่างชาติที่จัดลำดับให้ไทยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งของประเทศเกิดใหม่ ที่สามารถคว้าโอกาสจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ของโลกรอบนี้จึงมีความสำคัญมาก คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะต้องวิ่งตามอุตสาหกรรมใหม่หรือไม่ คำถามที่สำคัญกว่าคือ ทำยังไงที่เราจะสามารถคว้าโอกาสให้ไทยเป็นห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อส่งต่อไปยังภาคอุตสาหกรรมในประเทศให้ได้จริง ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยเช่นกัน

 “ตัวเลขจีดีพีในไตรมาสนี้ยังไม่ใช่ตัวเลขที่เราพอใจ แต่ตัวเลขนี้ยืนยันว่าการคาดการณ์และมาตรการประคองเศรษฐกิจของเรามาถูกทาง ต่อคำถามที่ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ตรงไหน เราอยู่ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเร่งประคองเศรษฐกิจเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านให้เศรษฐกิจสามารถโตเต็มศักยภาพ”

ขณะที่นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/2569 ยังชะลอตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า ยังไม่ได้ก้าวกระโดดพ้นภัยหรือพ้นปัญหา เนื่องจากมีความเสี่ยงเรื่องสงครามที่ยังไม่จบ ซึ่งไตรมาสที่ 3 นั้นถือว่าว่าอยู่ในช่วงวิกฤตระลอกที่ 3 เรื่องกำลังซื้อในประเทศที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง แม้ว่าโครงการไทยช่วยไทย พลัส จะยังดำเนินอยู่และถือเป็นกันชนระดับหนึ่งในเรื่องการประคองการบริโภค แต่คงไม่ใช่การกระตุ้นให้การบริโภคกลับมาแข็งแรงได้เลย เพราะอีกด้านหนึ่งก็ต้องระวัง หากไปกระตุ้นการบริโภคมากเกินไปในสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอีกได้  ดังนั้นการเร่งออกมาตรการแต่ละส่วนจึงต้องพิจารณาเพื่อสร้างสมดุลอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2569 น่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวได้ดีขึ้น จากแรงสนับสนุนในเรื่องการท่องเที่ยว หลังจากที่ไตรมาส 2 ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากปัจจัยเสริมจากการจัดกิจกรรมประชุมสัมมนาที่สำคัญ และยังมีปัจจัยเสริมจากเม็ดเงินของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในส่วนของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่จะเริ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

วันเดียวกัน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุว่า นายอนุทินพร้อมคณะได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานกองบิน 6 ดอนเมือง (บน.6) ไปยังนครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย เพื่อเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 17-20 ส.ค. 2569 ก่อนเดินทางต่อไปยังนครโอ๊คแลนด์ เพื่อเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 20-22 ส.ค. 2569 โดยจะถึงท่าอากาศยานนานาชาติซิดนีย์ คิงส์ฟอร์ด สมิธ นครซิดนีย์ ในเวลาประมาณ 21.05 น.ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ โดยการไปเยือนออสเตรเลียครั้งนี้เป็นไปตามคำเชิญของนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกฯ รัฐออสเตรเลีย ซึ่งเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกฯ ไทยในรอบ 14 ปี มีภารกิจครอบคลุมทั้งการหารือข้อราชการกับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย, การแสดงวิสัยทัศน์กับสถาบัน Lowy Institute, การหารือกับบริษัทชั้นนำออสเตรเลีย และร่วมกิจกรรมภาคธุรกิจ รวมทั้งการพบปะชุมชนไทย Thai Town ด้วย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯเปิดGastechชู3แนวทาง

นายกฯ เปิดห้องทำงานคุย "โทนี แบลร์" อดีตนายกฯ อังกฤษ ถกเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ บอกธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เปิดช่องไทยมีฐานข้อมูล ดึงประสบการณ์ TBI

พาเหรดจี้‘รัฐ’ ใช้กม.คุมเข้ม ชาวยิวในไทย

อบต.เสม็ดใต้เผยมีแค่รายเดียวมาติดต่อร่างที่ฝังอยู่ในสุสานยิว “สว.” จี้รัฐเร่งจัดการปัญหาก่อนลามใหญ่ “นิด้าโพล” เผยคนส่วนใหญ่รับรู้ความกร่างของชาวอิสราเอล เสนอ รบ.ใช้กฎหมายให้เข้มงวด

คลังวางไทม์ไลน์3เดือน ต่ออายุเกษียณบิ๊ก‘รสก.’

“คลัง” จ่อแก้กฎหมายขยับเพดานอายุบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ขยายอายุจาก 65 ปีเป็น 70 ปี ส่วนซีอีโอ-เอ็มดีจ่อขยับจาก 60 เป็น 65 ปี   อ้างเอกชน ดึงผู้มีความรู้-ประสบการณ์ คาด 3 เดือนชง ครม.พิจารณาได้