“อนุทิน-เอกนิติ” ยังไม่พอใจจีดีพีขยับมาที่ 2.2% นายกฯ บอกโตได้มากกว่านี้ “คลัง” กางแผนขับเคลื่อน 3 ด้าน “ประคองเศรษฐกิจ-เปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน-เร่งลงทุน” สุรศักดิ์บอกยังไม่ชงไทยเที่ยวไทยพลัสเข้า ครม. รอหารือให้สะเด็ดน้ำก่อน
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้จาก 2% เป็น 2.2% โดยนายอนุทินรับว่า คงจะบอกว่าพอใจไม่ได้ เราอยากให้เศรษฐกิจโตมากกว่านี้
“เศรษฐกิจตอนนี้โอเค แต่เศรษฐกิจโตแค่ไหนไม่มีคำว่าพอใจ ตอนนี้ตัวเลขอยู่เท่านี้ต้องถามว่าทำไมเศรษฐกิจไม่โต 3% ทำไมไม่โต 4, 5 และ 6% โตมากขึ้นไปเรื่อยๆ มันมีคำว่าพอใจไม่ได้” นายอนุทินกล่าว
ถามว่านายกฯ พอใจรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ยิ่งกว่าพอใจอีก
เมื่อถามนายเอกนิติว่าพอใจตัวเลขเศรษฐกิจที่สภาพัฒน์คาดว่าจะเติบโตประมาณ 2% หรือไม่ นายเอกนิติกล่าวว่า ยังไม่พอใจ มีเรื่องที่ต้องผลักดันเพิ่มเติมคือการลงทุน เพราะตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทย แล้วต้องเร่งลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งหัวใจสำคัญในเรื่องของการลงทุนเราหยุดแค่นี้ไม่ได้ ต้องทำให้การลงทุนนั้นมาช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทย และช่วยจ้างงานคนไทยให้อยู่ในซัพพลายเชนให้ได้
นายเอกนิติยังกล่าวว่า จีดีพีในไตรมาสที่ผ่านมาสะท้อนการเผชิญวิกฤต 3 ระลอกของไทยอย่างชัดเจน ได้แก่ 1.วิกฤตพลังงาน 2.วิกฤตค่าครองชีพ และ 3.วิกฤตกำลังซื้อ ถ้าที่ผ่านมาหากเราไม่รีบทำ รีบแก้ปัญหาวิกฤต 3 ระลอก ผลกระทบจะยิ่งแย่กว่านี้ แล้ววันนี้ก็ยังต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะสงครามยังไม่จบ ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลมากสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก ในเรื่องที่เราพึ่งพาน้ำมันกับก๊าซ ถ้าเราไม่เร่งทำ เร่งเปลี่ยนผ่าน ประเทศไทยก็จะพึ่งพาและขาดดุลมากขึ้น
นายเอกนิติกล่าวด้วยว่า แนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ว่าต้องมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การประคองเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเยียวยาเพื่อรักษาปัญหากำลังซื้อและปากท้องของประชาชน 2.เร่งเปลี่ยนผ่านโดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะด้านพลังงาน และ 3.เร่งลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศ โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อให้การลงทุนจากต่างชาติกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานไทยได้อย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้ประโยชน์ตกอยู่กับเอสเอ็มอีไทยและคนไทย
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสว่า กระทรวงยังไม่ได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่สภาพัฒน์ได้รายงานสภาพเศรษฐกิจ รวมถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างสรุปเงื่อนไขของการใช้เงินในโครงการดังกล่าว เพื่อให้ทันภายในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ตามที่ได้วางกรอบเอาไว้ โดยจะพิจารณาให้สมบูรณ์รอบด้าน ขณะเดียวกันเรารับฟังความเห็นจากสมาคมโรงแรมที่ต้องการให้ดำเนินการให้ทันภายในเดือน ก.ย.นี้
รมว.การท่องเที่ยวฯ กล่าวว่า งบประมาณที่คาดว่าจะใช้ในเฟสแรก อยู่ที่ 1,750 ล้านบาท หากโครงการประสบความสำเร็จจะพิจารณาในเฟสต่อไป เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ภายในประเทศด้านการท่องเที่ยวชะลอตัวลงบ้าง แต่หลังจากวิกฤตสงครามพลังงานมีตัวเลขที่ขยับขึ้น ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 2-3% โดยคาดการณ์ตัวเลขในภาพรวมของนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่กว่า 33 ล้านคน และเชื่อว่าในไตรมาสสุดท้ายของปีตัวเลขจะเพิ่มขึ้น รวมถึงจะมีเปิดสายการบินใหม่จากประเทศต่างๆ คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเพิ่มขึ้น
ถามถึงการดำเนินโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสจะกระตุ้นเงินหมุนเวียนในประเทศได้มากน้อยแค่ไหน นายสุรศักดิ์กล่าวว่า คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไปในภาคบริการท่องเที่ยว โรงแรมที่พักผู้ประกอบการภาคการท่องเที่ยว
ขณะที่ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการสำรวจผู้ตกหล่นที่เข้าเกณฑ์การรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า ประชาชนที่ยื่นอุทธรณ์สามารถมาใช้ที่ศูนย์บริการ one stop service ในแต่ละจังหวัดได้ และได้สั่งการกรมการปกครองและผู้นำท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ลงพื้นที่ไปหาประชาชนถึงบ้าน หากติดปัญหาอุปสรรคในเงื่อนไขของยานพาหนะ ก็ให้เจ้าหน้าที่ช่วยดูว่าสภาพใช้ได้หรือไม่ รวมถึงให้เจ้าหน้าที่กรมการปกครองเก็บข้อมูลหลักฐาน เพื่อเป็นพยานให้ประชาชนยื่นอุทธรณ์ ส่วนใครที่มีบัญชีม้า บ้านม้า หรือมีรายได้เพิ่มเติม ก็จะประสานให้กระทรวงการคลังหรือกระทรวงพาณิชย์เช็กเพิ่มเติม โดยได้เน้นย้ำให้กรมการปกครองลงพื้นที่ไปช่วยเหลือประชาชน
เมื่อถามว่า ยอดการยื่นอุทธรณ์ไม่เคลื่อนไหว รวมถึงมีเสียงเรียกร้องว่าการเดินทางไปยังอำเภอยุ่งยาก กรณีนี้ผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจมากแค่ไหน นายพลพีร์กล่าวว่า ได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดควรบูรณาการในจังหวัด การที่ให้ประชาชนมาที่อำเภอที่เดียว บางที่ต้องเดินทางไป-กลับ 60 กิโลเมตร ซึ่งลำบาก ดังนั้น นายอำเภอก็สามารถใช้กำนันผู้ใหญ่บ้านลงพื้นที่ได้เลย ซึ่งได้เน้นย้ำไปแล้ว และคิดว่าจะมีผู้เข้ายื่นอุทธรณ์เพิ่มขึ้นก่อนหมดเขตในสิ้นเดือน ส.ค.นี้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ภท.ปัดสนิทวิทยา ตั้งกก.สอบปมโอ๋
“ภราดร” ข้องใจ “ฝ่ายค้าน” เล็งซักฟอก “รัฐบาล” ปมทุจริต
ไม่มีสส.โดนยิงตาย ปธ.สภาตรวจเข้มการันตีเซฟโซน100%/นิรโทษคืนปืนเถื่อน
“ปกรณ์” เผย มท.เสนอคืนปืนเถื่อนโดยไม่ต้องรับผิด ย้ำร้านขายปืนมีส่วนช่วยในการควบคุมเหมือนในต่างประเทศ
หนูต่อยอดร่วมมือออสซี่ จีบ53บิ๊กธุรกิจบินลงทุน
นายกฯ ประกาศวิสัยทัศน์ในออสเตรเลีย ชูจุดยืนไทย "ไม่เลือกข้างแต่ต้องมีทางเลือก" ท่ามกลางความขัดแย้งระดับโลก
นิพนธ์เฮ!อุทธรณ์ยกฟ้องไร้กลั่นแกล้ง
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้อง “นิพนธ์ บุญญามณี” คดีไม่จ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทาง สมัยเป็นนายก อบจ.สงขลา ชี้ใช้อำนาจตรวจสอบเพื่อประโยชน์ราชการ ไม่พบเจตนากลั่นแกล้งเอกชน
คุมเข้ม ‘ปืน’ ปราบอาชญากรรม ได้เสียงชื่นชม หรือเสียคะแนนนิยม
ยังคงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับมาตรการล้อมคอก เรื่องการครอบครองและพกพาอาวุธปืนของรัฐบาล หลังเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียนชื่อดังที่ จ.นนทบุรี คดีนายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี ยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี เสียชีวิต และเหตุสะเทือนขวัญอีกหลายคดี
ไทยพลัสเฟส2ยังลุ้นต่อ สศช.ขยับจีดีพี69โต2.2
“ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2” ยังไม่ชัด “อนุทิน” บอกอะไรทำให้คุณภาพชีวิตประชาชนดีต้องคิดทุกวัน แต่ไม่ใช่รัฐสวัสดิการ-ประชานิยม

