ภท.ปัดสนิทวิทยา ตั้งกก.สอบปมโอ๋

“ภราดร” ข้องใจ “ฝ่ายค้าน” เล็งซักฟอก “รัฐบาล” ปมทุจริต บอกเพิ่งมาบริหารได้ 6  เดือนมีแต่แก้ไขปัญหา ชี้ “ฮั้ว สว.” เกิดก่อน “รบ.หนู” เข้ามา คดีโกงสอบท้องถิ่น “มท.” หยิบมาสางเอง “ไชยชนก” ปัดไม่รู้จัก “วิทยา” ที่ถูกโยงเชื่อมคดีฮั้วกับภูมิใจไทย “เท้ง” ซัด “นายกฯ”  เบี่ยงประเด็นโกง สว.กลัวโดนอภิปราย ยันมีหลักฐานเด็ดมัดนักการเมืองพรรค ภท.พัวพัน อุบเปิดโชว์รอแฉกลางสภา “3 สมาคม อปท.” โวยถอดถอน ขรก.โกงสอบท้องถิ่นเหมือนถูกโยนเผือกร้อน จี้ สถ.ส่งหลักฐานโกงมาแสดง บอก ก.กลางควรเพิกถอนเองตั้งแต่ต้น “รมช.มท.” ยันเป็นพนักพิงหลังให้ เตรียมทีม กม.ช่วยสู้คดี “โสภณ”  เผยตั้ง กก.สอบปม ป.ป.ช.ยกฟ้อง “ศักดิ์สยาม” แล้ว มีคนนอกร่วมขอปิดรายชื่อ การันตีไม่ใช่กรรมการทิพย์

ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 18 ส.ค.2569 เวลา  10.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย อยู่ระหว่างการเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17-22 ส.ค.นี้

นายพิพัฒน์ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีแรงต้านโครงการใหญ่ของรัฐบาล ล่าสุดคือโครงการท่าเรือน้ำลึก อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่บนฐานของเหตุผล ซึ่งรัฐบาลจะพัฒนาอะไรก็มีหน้าที่ต้องนำเสนอ ส่วนฝ่ายค้านก็ต้องคัดค้าน แต่การคัดค้านจะต้องมีเหตุผลว่าสิ่งที่คัดค้านเป็นผลดีหรือผลไม่ดีกับประเทศ ถ้าคัดค้านโดยที่ไม่มีการศึกษาดีเท่าที่ควร สุดท้ายผลกระทบก็จะกลับไปหาสิ่งที่กำลังประท้วง 

“การประท้วงและยับยั้งสิ่งต่างๆ ที่รัฐบาลนำเสนอ บางส่วนเป็นพรรคฝ่ายค้าน บางส่วนเป็นเอ็นจีโอ ซึ่งเราเห็นอยู่ว่าประเทศไทยจะทำอะไรสักสิ่งจะติดกับดักคำว่าเอ็นจีโอ แม้กระทั่งโครงการแลนด์บริดจ์ที่ยกเลิกไปแล้วก็ยังมาทวงถาม  ขอฝากพวกเราคนไทยด้วยกัน อะไรที่คิดว่าเป็นประโยชน์กับประเทศ ควรช่วยกันพิจารณา ไม่ใช่นึกอยากจะค้านก็ค้านทุกเรื่อง อยากจะประท้วงก็ประท้วงทุกเรื่อง” นายพิพัฒน์กล่าว

ถามถึงแนวคิดการฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จังหวัดสงขลา นายพิพัฒน์กล่าวว่า ไม่ใช่โครงการใหม่ แต่อนุมัติผ่านคณะรัฐมนตรีตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งตนคิดว่าควรนำกลับมารื้อฟื้นใหม่

ขณะที่ นายภราดร​ ปริ​ศ​นานัน​ทกุล​ รัฐมนตรี​ประจำ​สำนักนายก​รัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้าน​เตรียม​ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ​หลัง​เปิดสมัยประชุมสภา​ฯ ว่า ต้องดูว่าฝ่ายค้านจะตกลงกันว่าจะยื่นเปิดอภิปรายตามมาตรา​ 151 เมื่อใด​ หรือจะยื่นตามมาตรา 152 ยังไม่มีความชัดเจน จึงต้องรอดูความชัดเจนจากฝ่ายค้านก่อน

ถามว่า มองอย่างไรที่มีการพยายามนำเรื่องคดีฮั้ว สว.มาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ​ นายภราดร​กล่าวว่า​ อย่างที่นายกรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์ รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศนี้ในปี​ 69​ ส่วนรัฐบาลอนุทิน 1 ปี 68 แต่คดีฮั้ว​ สว.เกิดขึ้นเมื่อปี 67​ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะอภิปรายในประเด็นไหน ต้องดูหลักการและเหตุผลในญัตติก่อน

ซักว่ามีการเก็งบ้างหรือไม่ว่าฝ่ายค้านจะหยิบเรื่องใดมาใช้ในการอภิปราย  นายภราดร​กล่าวว่า ​ ยังไม่ได้เก็งอะไร​ คงอีกสักพัก และไม่แน่ใจว่าจะเป็นช่วงใด เมื่อถามว่าฝ่ายค้านจั่วประเด็นการทุจริตจะเป็นประเด็นหลักในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายภราดรกล่าวว่า รัฐบาลเพิ่งมาบริหารได้ 6 เดือน ยังไม่เห็นมีเรื่องทุจริตอะไร มีแต่มาแก้ไขปัญหา​ ส่วนที่มีการกล่าวอ้างว่าทุจริต เช่น เรื่องการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ก็เป็น รมช.มหาดไทยที่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาดำเนินการ ไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้ แต่เกิดขึ้นมาต่อเนื่องหลายครั้งที่มีการสอบตั้งแต่ปี 62

พอถามว่าจะต้องมีการประชุมวางแผนเตรียมพร้อมรับมือหรือไม่ นายภราดรกล่าวว่า  ทำงานก่อน หากมีการยื่นอภิปรายค่อยมาศึกษาแล้วเตรียมตอนนั้น

ส่วนนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาเปิดหลักฐานคดีฮั้ว สว. โดยเชื่อมโยงถึงนายวิทยา คำพวง นายกเทศมนตรีตำบลโพนสา อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย กับพรรค ภท. ว่ายังไม่ทราบรายละเอียด และส่วนตัวก็ยังไม่รู้จักนายวิทยาเลยว่าเป็นใคร

โวหลักฐานฮั้ว สว.โยงเด็ก ภท.

ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงเรื่องฮั้ว สว.ว่า ฝ่ายค้านมีหลักฐานค่อนข้างชัดว่าอาจจะมีส่วนพัวพันกับนักการเมืองพรรค ภท. แต่กลายเป็นว่ากลับมีการแสดงความเห็นจากฝั่งรัฐบาลว่าโกง สว.ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง จะเอาเข้าการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้หรือ ซึ่งการแสดงความคิดความเห็นลักษณะเช่นนี้เป็นการพยายามที่จะเตะสกัดการทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้าน และขาดความกล้าหาญทางการเมืองอย่างชัดเจนที่ไม่ยอมให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ที่นายกฯ บอกฝ่ายค้านเดินเกมเรื่องฮั้ว สว.เพราะอยากเป็นรัฐบาลนั้น นายกฯ พยายามเบี่ยงประเด็นจากหลักฐานที่นายพริษฐ์ รวมถึงภาคประชาชนเปิดมาเรื่อยๆ  นายกฯ อาจจะตอบไม่ได้ทั้งหมด วิธีการเดียวที่จะเบี่ยงประเด็นไม่อยากให้ฝ่ายค้านตรวจสอบในสภาได้อย่างเต็มที่ จึงเบี่ยงประเด็นโยนมาที่ฝ่ายค้านว่าอยากไปเป็นรัฐบาล

"ผมคิดว่าเป็นคนละเรื่องกัน และพรรคการเมืองทุกพรรคที่อาสาลงเลือกตั้งก็อยากเป็นรัฐบาลอยู่แล้ว ไม่มีใครตั้งใจลงเลือกตั้งเพื่ออยากจะแพ้การเลือกตั้ง ฉะนั้นผมไม่ปฏิเสธจุดมุ่งหมายของพรรค ปชน. คืออยากเป็นรัฐบาลเพื่อเข้าไปเปลี่ยนการเมืองไทยให้ดีขึ้น แต่นายกฯ เองก็ไม่ควรจะใช้วาทกรรมแบบนี้มาเบี่ยงประเด็น เพื่อที่คุณจะไม่ได้ถูกตรวจสอบในสภา" นายณัฐพงษ์กล่าว

ถามว่า สุดท้ายหากคดีฮั้ว สว.ไม่ได้ถูกชี้มูลทั้งหมด 229 คนจะเป็นการฟอกขาวหรือเปิดทางให้รัฐบาลเดินหน้าทำงานต่อหรือไม่ ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า จากหลักฐานที่มีการเปิดเผยออกมาทั้งหมด กกต.ต้องส่งไปยังศาลฎีกาทั้งหมด ซึ่งตามกฎหมายก็ระบุไว้ว่าแค่มีหลักฐานเพียงความเชื่อได้ว่า ก็เพียงพอแล้วที่จะส่งศาล แต่ถ้าหากมีกรณีส่งบางส่วนหรือยกคำร้องทั้งหมด พรรคก็เตรียมที่จะร้องคัดค้านไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็คาดว่าน่าจะมีมากกว่า 1 ช่องทาง ถ้า กกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เราก็พร้อมที่จะใช้กลไกทางกฎหมายทุกช่องทางดำเนินคดีกับ กกต.เช่นเดียวกัน

ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า โครงสร้างของระบอบสีน้ำเงินที่ยึดโยงกันด้วยผลประโยชน์ แบบนี้ตัวมันเองก็จะบอบบางภายใน ซึ่งตอนนี้ก็เห็นรอยร้าว หลายๆ เรื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น หลักฐานต่างๆ ที่เปิดเผยออกมา คิดว่าเราได้มาจากไหน ถ้าไม่ใช่คนที่อยู่ในกระบวนการตอนแรก แล้วเสียประโยชน์จากกระบวนการดังกล่าว ซึ่งในกระบวนการก็ต้องมีทั้งผู้ได้และผู้เสีย สุดท้ายเราบอกแบบนี้ก็เป็นระบอบที่กัดกินตัวเอง และพวกเราฝ่ายค้านก็พร้อมที่จะแฉทุกอย่างออกมาผ่านเวทีสภา

 “ยังมีข้อมูลอีกหลายอย่างที่ผมก็มี แต่ทีมงานยังไม่ให้โพสต์หรือเปิดเผยออกมา ขอให้เก็บไว้เปิดในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจดีกว่า ทั้งนี้ในนามผู้นำฝ่ายค้านฯ ซึ่งจะเป็นหลักฐานที่ทำให้เห็นว่ารัฐบาลในนามระบอบสีน้ำเงิน ใช้อำนาจรัฐทุกอย่างเพื่อที่จะพยายามคงอำนาจของตัวเองไว้ ไม่ได้ใช้ไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง และใช้อำนาจที่ตัวเองมีทำลายขั้วการเมืองฝั่งตรงข้าม” ผู้นำฝ่ายค้านฯ ระบุ

นายณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงกรณีรัฐบาลส่งเรื่องให้ท้องถิ่นดำเนินการถอดถอนข้าราชการที่ทุจริตการสอบ 5,925 คน แต่บางท้องถิ่นยังไม่ได้ดำเนินการเพราะกังวลที่จะไม่มีอำนาจและขัดต่อกฎหมายว่า เรื่องนี้กลายเป็นรัฐบาลผลักภาระให้ท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหาและออกคำสั่งถอดถอน ซึ่งตนมองว่าวิธีการจัดการปัญหานี้สะท้อนให้เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลขาดความกล้าหาญทางการเมือง

"เพียงแค่ให้สัมภาษณ์ตอบโต้ข่าวรายวันว่าเอาจริงเอาจัง แต่สุดท้ายพอจะทำจริงๆ ที่จะต้องมีความรับผิดชอบ กลับเลือกใช้วิธีการที่ผลักภาระไปให้คนอื่นทำแทน การแก้ปัญหาเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น หรือทุนเทา สุดท้ายยึดโยงที่มาที่ไปและความรับผิดชอบทางการเมือง และผู้มีอำนาจ ซึ่งสาเหตุที่ท้องถิ่นกังวลในการแก้ไขปัญหานี้ตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทยให้ถอดถอนรายชื่อผู้ทุจริตสอบ เป็นการผลักภาระของรัฐบาลให้ท้องถิ่นรับผิดชอบในการเซ็นคำสั่งแทนรัฐบาลหรือไม่ เชื่อว่าถ้ารัฐบาลมีความกล้าหาญ คงไม่ใช้วิธีการแบบนี้ ทั้งที่จริงๆ กระทรวงมหาดไทยหรือนายกฯ เองมีอำนาจเต็ม” นายณัฐพงษ์กล่าว

'3 สมาคม อปท.'โวยเผือกร้อน

ในส่วนสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย, สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันแถลงกรณีการเพิกถอนข้าราชการท้องถิ่นจากคดีทุจริตสอบท้องถิ่น 

นายวิระศักดิ์ ฮาดดา นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย เป็นตัวแทนในการแถลง 4 ข้อ 1.นายก อปท.ต้องรับผิดชอบโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นระดับใดในองค์กร และเป็นผู้ออกคำสั่งทั้งการเพิกถอนและการบรรจุ ดังนั้นหากเหตุผล หลักฐาน ตลอดจนข้อกฎหมายไม่มีความชัดเจน นายก อปท.จะกลายเป็นบุคคลแรกที่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย

2.อปท.แต่ละแห่งมีสถานะเป็นนิติบุคคล ที่ต้องรับผิดชอบโดยตรง ดังนั้นจะไปอ้างความเห็นของ กสถ.หรือ ก.กลาง โดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนมาประกอบการพิจารณารองรับไม่ได้เด็ดขาด จึงเห็นควรให้ส่วนกลางส่งข้อมูลมาให้ อปท.อย่างครบถ้วน

3.สมาคมต้องการหลักฐานการทุจริตที่ชัดเจน ว่าผู้สอบผ่านเดิมที่ถูกระบุว่ามีการแก้ไขคะแนนมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับการทุจริต  อย่างน้อยที่สุดควรแนบหลักฐานการแก้ไขคะแนนมาด้วย แต่แนวปฏิบัติของ กสถ.และ ก.กลาง ในปัจจุบัน คือการส่งเพียงรายชื่อมาให้ อปท.ปฏิบัติทันที ซึ่งสร้างความไม่ชัดเจนและสุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องหรือโต้แย้งทางกฎหมาย  โดยเฉพาะผู้ที่สอบแข่งขันโดยบริสุทธิ์ แต่มีรายชื่ออยู่ในกลุ่มทุจริต จะดำเนินการอย่างไร และ 4.การประกาศบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันโดยเรียงลำดับใหม่ จะเชื่อได้อย่างไรว่ามีความโปร่งใส  บริสุทธิ์ และยุติธรรมในกระบวนการจัดทำบัญชีใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อนเหมือนกับบัญชีเดิมที่ถูกยกเลิก กสถ.ควรทำกระบวนการให้มีความชัดเจน ตั้งแต่การตรวจสอบชื่อ การนำข้อสอบมาตรวจ การเรียงลำดับคะแนน จนถึงการประกาศรายชื่อ ว่ามีใครเป็นผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอนบ้าง

“3 สมาคม อปท.แห่งประเทศไทย ขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และ ก.กลาง ให้ข้อมูล หลักฐาน และกระบวนการเรียงลำดับบัญชีใหม่ให้มีความโปร่งใส โดยมีกระบวนการที่ชัดเจนและรักษาสิทธิผู้ที่สอบได้ด้วยความบริสุทธิ์ รวมถึงมีคำสั่งจาก ก.กลาง ให้เพิกถอน หากใครทุจริตก็ดำเนินการตามกฎหมายถึงที่สุด ถ้าใครโกงข้อสอบให้ดำเนินตามกฎหมายให้ถึงที่สุด” ตัวแทน 3 สมาคม อปท.ระบุ

นายวิระศักดิ์กล่าวว่า ในความเห็น ก.กลาง และหน่วยงานที่จัดสอบต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นผู้จัดกระบวนการสอบ โดยที่ผ่านมา อปท.เรียกร้องให้ท้องถิ่นเป็นผู้จัดสอบเองมาโดยตลอด หลังเกิดปัญหาครั้งนี้จึงต้องทบทวนว่าใครควรเป็นผู้จัดสอบ และใครต้องรับผิดชอบแก้ไขปัญหา

"ใครทำ ใครต้องแก้ จะปล่อยให้คนที่ไม่ได้ทำเป็นคนรับผิดชอบไม่ได้ ถ้าส่วนกลางเป็นผู้จัดสอบ ก็ควรทำความชัดเจนและกำหนดแนวทางให้ อปท.ปฏิบัติ พร้อมรับผิดชอบหากเกิดปัญหาตามมา อปท.เป็นปลายทางที่ต้องเซ็น ทั้งที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง และอยากให้ ก.กลาง รับผิดชอบโดยตรง” นายวิระศักดิ์กล่าว

ส่วนนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการเพิกถอนทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นว่า ตอนนี้ได้ส่งรายชื่อให้กับทุกจังหวัดเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จะประชุม ก.จังหวัด และจะส่งข้อมูลไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ได้รับบรรจุ ซึ่งท้องถิ่นไม่ได้ดำเนินการโดยพลการอยู่แล้ว แต่ทำตามข้อมูลและหลักฐานที่ทีมดำเนินการตรวจสอบและส่งข้อมูลไปให้ โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้เน้นย้ำไปเรียบร้อยแล้วว่าการส่งข้อมูลต้องไปพร้อมกับพยานหลักฐาน เพื่อให้เจ้าตัวหรือผู้บริหารท้องถิ่นเห็นว่า เกิดอะไรขึ้นบ้าง  ทุกคนจะได้สบายใจ ขณะเดียวกัน ทางอธิบดี สถ.จะประสานงานพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวต่อไป

“เรื่องนี้ไม่ใช่การโยนภาระหรือเผือกร้อน แต่เป็นขอบเขตอำนาจหน้าที่ว่า ใครสามารถทำอะไรได้ตามกฎหมาย และส่วนกลางอยากทำให้เสร็จทั้งหมด แต่ด้วยขอบเขตกฎหมายและอำนาจของแต่ละคนที่แตกต่างกันจึงต้องดำเนินการ” นายวรศิษฎ์กล่าว

ถามว่า ต้องมีกรอบเวลาในการดำเนินการหรือไม่ รมช.มหาดไทยกล่าวว่า เราวางกรอบไว้ภายในวันที่ 31 ส.ค.นี้ แต่เรื่องนี้คงไม่ใช่ปัญหา เพราะตอนนี้ ก.จังหวัดหลายที่จะมีการประชุมใน 1-2 วัน

ซักว่า นายก อบจ.ลำพูนมีความกังวลในหลายเรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินการเพิกถอนรายชื่อ รมช.มหาดไทยกล่าวว่า เข้าใจ ไม่มีใครอยากทำอะไรพวกนี้อยู่แล้ว แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงก็ต้องดำเนินการ โดยมี สถ.เป็นพนักพิงหลังและสนับสนุนข้อมูลให้ รวมถึงเตรียมฝ่ายกฎหมายไว้เช่นเดียวกัน

ตั้งกก.สอบยกฟ้องศักดิ์สยาม

ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความคืบหน้าการส่งคำร้องของฝ่ายค้านและวุฒิสภาบางส่วน ขอให้ศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระการทำหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จากกรณีพิจารณายกคำร้องคดีซุกหุ้น นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ว่า ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการ พิจารณาคำร้องดังกล่าวแล้ว โดยมีบุคคล บุคคลภายนอกร่วมด้วย เมื่อพิจารณาแล้วเสร็จตนก็จะมีการแถลงให้สื่อมวลชนและประชาชนทราบ ว่าตนใช้ดุลพินิจอะไรในการพิจารณาส่งหรือไม่ส่งคำร้องไปยังศาลฎีกา

ถามว่า สามารถเปิดเผยรายชื่อของคณะกรรมการที่เป็นบุคคลภายนอกได้หรือไม่ นายโสภณกล่าวว่า ตอนที่ไปขอร้องให้บุคคลต่างๆ  มาเป็นคณะกรรมการพิจารณาว่าจะต้องเป็นบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือ แต่ยอมรับว่าไม่มีใครอยากแบกเรื่องนี้ เราต้องไปขอร้องมา และมีข้อตกลงร่วมกันว่าระหว่างการทำงานขอความเป็นอิสระ หลังจากที่สรุปรายงานแล้วก็พร้อมที่จะเปิดเผยรายชื่อว่ามีใครบ้าง ยืนยันว่าไม่ใช่การตั้งคณะกรรมการทิพย์

“จะสามารถพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเดือนนี้ได้เลยหรือไม่ ต้องถามคณะกรรมการ  เพราะการทำงานเป็นอิสระ ซึ่งแต่งตั้งโดยอำนาจของประธานรัฐสภาที่ถูกต้องตามระเบียบรัฐสภา ดังนั้นก็ได้รับเบี้ยประชุมตามปกติ” นายโสภณกล่าว

ถามว่า มีกำหนดกรอบเวลาในการทำงานหรือไม่ ประธานสภาฯ กล่าวว่า ในวันที่ไปเจรจากันนั้นบอกว่าขอให้ไปทำให้ละเอียด ถ้าส่งมาเร็วตนก็ทำได้เร็ว ถ้าจะช้าก็ได้แค่นี้ ทั้งนี้ตนขอยกตัวอย่างที่ตนตั้งกรรมการชุดหนึ่งพิจารณา เรื่องแต่งตั้งบุคคลเป็นผู้ช่วย สส. ซึ่งตนได้ให้เวลา 90 วัน วันนี้ทางกรรมการชุดดังกล่าวมีการขอขยายเวลาอีก 30 วัน เพราะตนให้โจทย์ว่าผลออกมาอย่างไรต้องตอบสังคมได้ 

ซักว่าเนื่องจากเป็นเรื่องภายในระหว่างสภาในการเข้าชื่อกันเอง เหตุใดจึงให้บุคคลภายนอกมาร่วมตรวจสอบกระบวนการ ประธานสภาฯ  กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนว่า ให้ประธานรัฐสภาใช้ดุลยพินิจ ดังนั้นตนจึงต้องรอบคอบ การจะใช้ดุลยพินิจอย่างไรก็ต้องหาข้อมูล และนี่คือดุลยพินิจอันแรก และมองว่าในอดีตมีการตั้งกรรมการอยู่แล้ว ตนจึงตั้งกรรมการด้วย ถ้าตั้งเฉพาะคนในก็จะถูกข้อครหาว่าตั้งคนใต้บังคับบัญชาของตนเอง ดังนั้นจึงตั้งทั้งคนในคนนอก

“ก่อนจะมาเป็นกรรมการชุดนี้ ยืนยันว่าผมไม่เคยคุยกับท่านเหล่านั้น ดูจากเกียรติยศที่เขาเคยทำอะไรมา เคยเป็นศาล เคยเป็นตำรวจ เคยเป็นอะไรก็แล้วแต่ในเรื่องกฎหมาย จึงได้ไปขอให้ท่านเหล่านั้นมาเป็นกรรมการ จนได้ครบตามจำนวน”  ประธานสภาฯ กล่าว

ถามว่า จะถูกมองเป็นการยื้อเวลาหรือไม่ นายโสภณกล่าวว่า จะยื้ออย่างไร ถ้าพูดว่ายื้อมันก็ยื้อ ถ้าพูดว่าไม่ยื้อมันก็ไม่ยื้อ ต้องดูที่ขั้นตอนว่าในอดีตเป็นอย่างไร ทั้งนี้ตนไม่อยากใช้เรื่องพวกนี้มาเป็นการโต้ตอบกัน

“ผมไม่ได้สนใจใครจะบอกว่ายื้อหรือไม่ยื้อ  ผมทำงานเรื่องนี้ผมคิดว่าจบในกระบวนการ จากนี้ไปเหลือแค่ผล ผมก็เอาสมองไปทำเรื่องอื่นที่ประเทศชาติกำลังประสบอยู่ในตอนนี้ สมควรใช้สมองทำเรื่องอื่นบ้าง อย่ามัวหมกมุ่น แต่ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้ไม่ให้ความสำคัญ แต่ไม่ใช่ว่าทุกวันต้องมาพูดแต่เรื่องเดียว ก็ทำให้มันเห็นผล ให้สังคมเชื่อถือก็แล้วกัน” ประธานสภาฯ ระบุ

ด้านนายชนินทร์ แก่นหิรัญ ในฐานะทนายความของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และแจ้งความเท็จ กรณีกล่าวหาครอบครองที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือที่ดินเขากระโดง โพสต์เฟซบุ๊กว่า เพราะเป็นสำนักงานกฎหมายที่รับผิดชอบคดี เห็นคู่ความ คือจำเลย  ประโคมข่าวมาเกือบสองเดือนหลังทราบว่าถูกฟ้องเป็นคดีอาญาจากการพูดไปเรื่อย และมีเวลามากพอจะแสวงหาพยานหลักฐานมาต่อสู้คดี พอถึงวันไต่สวนเดินทางมาสร้างกระแส ปั่นจิ้งหรีด จนสังคมเข้าใจผิดคิดว่าลูกความกลัวการเผชิญหน้า โดยไม่มาศาล

“พยานโจทก์เบิกความต่อศาลด้วยหลักฐานชัดเจนกว่าหนึ่งชั่วโมงว่า ประชาชนทุกคนมีเอกสารสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย ข้อกล่าวหาของจำเลยที่ใส่ความโจทก์ว่าบุกรุกที่ดินรถไฟ และมีการแจ้งความดำเนินคดีโจทก์และครอบครัว จึงไม่เป็นความจริง แต่พอถึงคิวซักค้าน ฝ่ายจำเลยกลับขอเลื่อนนัดยาวไปถึงเดือนตุลาคม อ้างต้องรวบรวมเอกสารใหม่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ปั่นกระแสข่าวโวว่าพร้อมสู้หลักฐานในมือครบ”  ทนายความนายเนวินระบุ

วันเดียวกัน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน.และผู้นำฝ่ายค้านฯ พร้อม กมธ.การอุตสาหกรรม สภาฯ, กมธ.การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สภาฯ, กมธ.การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาฯ พร้อมคณะ ลงพื้นที่องค์การบริหารส่วนปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี ติดตามและตรวจสอบการประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาตและการฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี พร้อมรับฟังข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับสถานประกอบการที่ถูกร้องเรียน กระบวนการอนุญาต การกำกับดูแล และการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะกรณีมีกลุ่มคัดค้านจังหวัดปราจีนบุรีไม่เอาโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า สาเหตุลึกๆ ที่ประชาชนค้านการขยาย EEC พวกเขาไม่ได้ค้านเรื่องการพัฒนาเขตเศรษฐกิจ แต่การพัฒนาจะต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและประชาชนด้วย

ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม กล่าวถึงกรณีชาวบ้านในจังหวัดปราจีนบุรีออกมาคัดค้านและต้องการให้ทบทวนการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ EEC ว่า ขณะนี้ตนคงไม่มีความคิดเห็นในกรณีดังกล่าว เนื่องจากเรื่อง EEC นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลอยู่.

            

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นิพนธ์เฮ!อุทธรณ์ยกฟ้องไร้กลั่นแกล้ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้อง  “นิพนธ์ บุญญามณี” คดีไม่จ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทาง สมัยเป็นนายก อบจ.สงขลา ชี้ใช้อำนาจตรวจสอบเพื่อประโยชน์ราชการ ไม่พบเจตนากลั่นแกล้งเอกชน